วิกฤตมลพิษทางอากาศในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทยได้ยกระดับจากปัญหาสิ่งแวดล้อมไปสู่วิกฤตด้านสิทธิมนุษยชนและสิทธิเด็กอย่างเต็มรูปแบบ เมื่อเยาวชนกว่า 2 ล้านคนต้องสูญเสียช่วงเวลาแห่งการเติบโตและเผชิญความเสี่ยงทางสุขภาพอย่างร้ายแรง ในขณะที่ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อากาศสะอาด ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว กลับยังคงติดหล่มอยู่ในชั้นการพิจารณาของวุฒิสภา
องค์กรเซฟ เดอะ ชิลเดรน (Save the Children) จึงออกโรงเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนเร่งผลักดันกฎหมายฉบับนี้ให้มีผลบังคับใช้โดยด่วนที่สุด ก่อนที่อนาคตของชาติจะต้องแบกรับผลกระทบทางสุขภาพไปตลอดชีวิต
วิกฤตฝุ่น PM 2.5 ในปีนี้ทวีความรุนแรงมาตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมีนาคม และยืดเยื้อยาวนานต่อเนื่องหลายสัปดาห์ สถานการณ์ดังกล่าวบีบบังคับให้เด็กจำนวนมากต้องหยุดกิจกรรมกลางแจ้ง หันมาเรียนออนไลน์ และถูกกักบริเวณอยู่ในพื้นที่ปิดเป็นเวลานาน ซึ่งส่งผลกระทบอย่างหนักต่อสุขภาพกาย สุขภาพจิต และพัฒนาการในระยะยาว
เสียงสะท้อนจากการลงพื้นที่ในจังหวัดเชียงใหม่ตอกย้ำถึงความเจ็บปวดของปัญหานี้ โดยน้องกานดา เด็กหญิงวัย 7 ขวบ ระบุว่าตนเองไม่ชอบที่ต้องอยู่แต่ในบ้านจนไม่ได้ออกไปเล่นกับเพื่อน และไม่อยากให้อากาศมีแต่ฝุ่นเพราะรู้สึกสงสารปอดของตนเอง สอดคล้องกับน้องปวี วัย 7 ขวบ ที่เปิดเผยความรู้สึกอึดอัดจากการต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา พร้อมวิงวอนให้ผู้ใหญ่ทุกคนช่วยนึกถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเด็กๆ บ้าง
ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเยาวชนนั้นมีความรุนแรงตั้งแต่ระดับระยะสั้นไปจนถึงระยะยาว ในระยะสั้น เด็กๆ ต้องเผชิญกับอาการเจ็บป่วยทางระบบทางเดินหายใจ ไอ จาม โรคภูมิแพ้ และในบางรายถึงขั้นมีเลือดกำเดาไหลจากการสัมผัสฝุ่นพิษอย่างต่อเนื่อง
ยิ่งไปกว่านั้น ข้อมูลจากงานวิจัยยังชี้ให้เห็นถึงผลกระทบระยะยาวว่า การต้องเติบโตในสภาพแวดล้อมที่ปนเปื้อนมลพิษทางอากาศเป็นเวลานาน อาจขัดขวางการพัฒนาปอดของเด็กให้ไม่สามารถเจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่ เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคสุขภาพเรื้อรัง และบั่นทอนศักยภาพด้านการเรียนรู้รวมถึงพัฒนาการโดยรวม ซึ่งสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ถือเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กของสหประชาชาติอย่างชัดเจน ทั้งสิทธิในการมีสุขภาพที่ดี สิทธิในการพัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่ และสิทธิในการเติบโตท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย
กีโยม ราชู ผู้อำนวยการบริหาร เซฟ เดอะ ชิลเดรน ได้เน้นย้ำถึงความเร่งด่วนของสถานการณ์ว่า ทุกวันที่กฎหมายยังไม่มีผลบังคับใช้ คือการเพิ่มความเสี่ยงต่อสุขภาพ การเรียนรู้ และอนาคตของเด็ก สำหรับหลายภาคส่วน ผลกระทบที่เกิดขึ้นอาจถูกมองเป็นเพียงตัวเลขทางสถิติของประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน แต่สำหรับเด็กๆ นี่คือความจริงอันโหดร้ายที่พวกเขาต้องเผชิญในชีวิตประจำวัน ปัญหานี้จึงเป็นวิกฤตที่รอไม่ได้อีกต่อไป
ทางองค์กรจึงขอเรียกร้องให้ทุกหน่วยงานเร่งดำเนินการอย่างจริงจัง เพื่อให้กฎหมายอากาศสะอาดบังคับใช้ได้โดยเร็ว เพราะเด็กไม่ควรต้องรอให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปมากกว่านี้
ในด้านการรับมือเชิงนโยบาย ธนพล เขียวละม้าย ผู้เชี่ยวชาญด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของ เซฟ เดอะ ชิลเดรน ได้เสนอแนะว่า ภาครัฐมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกำหนดมาตรการช่วยเหลือและเยียวยาประชาชนรวมถึงเด็กในพื้นที่ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วน ควบคู่ไปกับการพัฒนาแผนป้องกันภัยและระบบการดำเนินงานเชิงคาดการณ์ล่วงหน้า (Anticipatory Actions) เพื่อให้กลไกของรัฐสามารถส่งความช่วยเหลือเข้าสู่พื้นที่เสี่ยงได้ล่วงหน้าและทันท่วงที โดยไม่ต้องรอให้ถึงขั้นตอนการประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยเสียก่อน
ท่ามกลางวิกฤตนี้ เซฟ เดอะ ชิลเดรน ในฐานะองค์กรอิสระชั้นนำระดับโลกด้านสิทธิเด็กที่ทำงานมานานกว่า 100 ปี และดำเนินงานในประเทศไทยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522 รวมระยะเวลา 47 ปี ยังคงเดินหน้าภารกิจปกป้องเด็กไทยให้ได้รับสิทธิในการคุ้มครองจากความรุนแรง สิทธิทางการศึกษา และสิทธิการดูแลสุขภาพกายและใจ
ทางองค์กรได้เร่งเปิดพื้นที่ให้เด็กและเยาวชนมีส่วนร่วมสะท้อนปัญหาและเสนอแนวทางแก้ไขต่อผู้กำหนดนโยบาย ตลอดจนร่วมพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายให้สอดคล้องกับบริบทระดับพื้นที่และระดับประเทศ
นอกจากนี้ ยังเตรียมจับมือกับภาคประชาสังคมและหน่วยงานด้านการศึกษาในจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อบรรจุเนื้อหาด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและปัญหาฝุ่น PM 2.5 เข้าสู่กระบวนการเรียนการสอน หวังสร้างองค์ความรู้และทักษะให้เยาวชนพร้อมรับมือกับวิกฤตนี้อย่างยั่งยืนในระยะยาว เพื่ออนาคตที่สดใสของเด็กทุกคน


