‘ซานาเอะโนมิกส์’ (Sanaenomics) คือนโยบายและแผนงานทางเศรษฐกิจของ ซานาเอะ ทาคาอิจิ (Sanae Takaichi) นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น ที่ถูกออกแบบมาเพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจญี่ปุ่นให้หลุดพ้นจากภาวะเงินฝืด สร้าง ‘เศรษฐกิจเสรี’ และผลักดันให้ญี่ปุ่นเป็น ‘ประเทศที่แข็งแกร่ง’ เพื่อรับมือกับความท้าทายต่างๆ เช่น ปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ ภาวะเงินเฟ้อ และการขาดแคลนแรงงาน โดยมีแนวคิดหลักคือ ‘รัฐบาลต้องกล้าใช้จ่ายและเป็นผู้นำในการลงทุน’
ประเด็นสำคัญ
สรุปประเด็นสำคัญของ ‘ซานาเอะโนมิกส์’ (แบบเข้าใจง่าย)
- มองว่าปัญหาคือ ‘การลงทุนน้อยไป’ ไม่ใช่ ‘หนี้เยอะไป’
นโยบายนี้เชื่อว่า ที่ผ่านมาบริษัทเอกชนญี่ปุ่นเอาแต่ประหยัดและเก็บเงิน รัฐบาลจึงต้องเข้ามาอุดช่องโหว่นี้ด้วยการใช้นโยบาย ‘การคลังเชิงรุกอย่างมีความรับผิดชอบ’ โดยจะลงทุนเพิ่มปีละประมาณ 30 ล้านล้านเยน ทาคาอิจิมองว่า การที่รัฐบาลกู้เงินมาใช้สร้างการเติบโต ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าและจะสร้างรายได้กลับมาในอนาคต
- สร้างเศรษฐกิจแบบ ‘แรงดันสูง’ (High-Pressure Economy)
รัฐบาลจะกระตุ้นให้คนมีความต้องการซื้อสินค้าและบริการ (อุปสงค์) ให้สูงมากๆ เพื่อบีบให้ภาคธุรกิจต้องดิ้นรนปรับตัว ลงทุนเพิ่ม หรือจ้างงานเพิ่มขึ้น
- รัฐบาลลงมือเป็น ‘ผู้เล่นหลัก’
หมดยุคการปล่อยให้กลไกตลาดทำงานแบบเสรีแต่เพียงอย่างเดียว รัฐบาลจะเข้าไปร่วมลงทุนและผลักดันอุตสาหกรรมเป้าหมายโดยตรง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์ เช่น การทุ่มทุนในบริษัทผลิตเซมิคอนดักเตอร์ (Rapidus) การฟื้นฟูอุตสาหกรรมต่อเรือ เทคโนโลยีดิจิทัล และความมั่นคงทางพลังงาน
- ช่วยลดค่าครองชีพให้ประชาชนทันที
ในระยะสั้น จะมีการลดภาษีน้ำมันเบนซิน และนำมาตรการอุดหนุนค่าไฟฟ้าและก๊าซกลับมาใช้ เพื่อให้ประชาชนรู้สึกถึงผลลัพธ์ที่ดีในชีวิตประจำวันอย่างรวดเร็ว
จุดเหมือนและจุดแตกต่าง กับ ‘อาเบะโนมิกส์’ (Abenomics)
ในมุมของจุดที่เหมือนกันนั้น ซานาเอะโนมิกส์ถูกวางตัวให้เป็น ‘นโยบายผู้สืบทอด’ ของอาเบะโนมิกส์ ซึ่งตั้งตามชื่อของชินโซ อาเบะ อดีตนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นผู้ล่วงลับ และเป็นผู้ร่วมอุดมการณ์ทางการเมืองที่ใกล้ชิดที่สุดคนหนึ่งของทาคาอิจิ โดยมีเป้าหมายสูงสุดเหมือนกันคือ การทำให้เศรษฐกิจเติบโตและดึงญี่ปุ่นให้หลุดพ้นจากภาวะเงินฝืดอย่างสมบูรณ์
อีกทั้งยังมีการดึงอดีตผู้ช่วยคนสำคัญในรัฐบาลชินโซ อาเบะ เช่น ทาคาอายะ อิมาอิ กลับมาร่วมทีมรัฐบาลญี่ปุ่นชุดปัจจุบัน เพื่อสร้างโครงสร้างการทำงานและกลไกการตัดสินใจที่เคยประสบความสำเร็จในยุครัฐบาลอาเบะ
ส่วนจุดที่แตกต่างกันนั้นคือ มีการเปลี่ยนบทบาทธนาคารกลาง (BOJ) โดยในยุคอาเบะโนมิกส์ ธนาคารกลางคือ ‘พระเอก’ ที่ใช้นโยบายการเงินแบบดุดัน พิมพ์เงินอัดฉีดอย่างหนัก แต่ในยุคซานาเอะโนมิกส์ ธนาคารกลางจะถูกลดบทบาทลงเป็นเพียง ‘ผู้สนับสนุน’ และรัฐบาลยอมให้มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไปได้
โดยซานาเอะโนมิกส์จะไม่ทำนโยบายที่ขัดแย้งกันเอง เน้นความสอดคล้อง เนื่องจากอาเบะโนมิกส์เคยมีจุดบอดตรงที่รัฐบาลพยายามอัดฉีดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่กลับปรับขึ้นภาษีการบริโภคถึง 2 ครั้ง ซึ่งเป็นการเหยียบเบรกและคันเร่งพร้อมกัน ซานาเอะโนมิกส์จึงเน้นการประสานงานนโยบาย โดยจะหลีกเลี่ยงการขึ้นภาษีและดอกเบี้ยก่อนเวลาอันควร เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจสะดุด
ส่วนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์การเติบโตนั้น อาเบะโนมิกส์เน้นการอัดฉีดเงินเป็นหลัก แต่ซานาเอะโนมิกส์จะเน้นให้รัฐบาลเข้าไปช่วยดันอุตสาหกรรมเฉพาะเจาะจงให้เติบโต เช่น อุตสาหกรรมต่อเรือ หรือ ชิป AI แทนที่จะหว่านเงินไปทั่วๆ
นอกจากนี้ อาเบะโนมิกส์ยังมีสโลแกน ‘ลูกศร 3 ดอก’ ที่เปรียบเปรยเหมือนนิทานทำให้คนทั่วไปจำง่าย แต่ซานาเอะโนมิกส์มีความซับซ้อนกว่ามาก เพราะต้องพยายามอธิบายให้ประชาชนและนักลงทุนเปลี่ยนความคิดเดิมๆ ให้เชื่อว่า ‘การที่รัฐบาลสร้างหนี้เพิ่ม คือการลงทุนเพื่ออนาคต’ ซึ่งเป็นเรื่องที่อธิบายให้เข้าใจได้ยากกว่า
แม้นโยบายซานาเอะโนมิกส์นี้จะมุ่งเป้าไปที่การแก้ปัญหาที่ฝังรากลึกอย่างพฤติกรรมการรัดเข็มขัดและเน้นการออมของภาคเอกชนได้อย่างตรงจุด รวมทั้งช่วยจุดประกายความหวังให้กับอนาคตของประเทศ แต่ความท้าทายและบททดสอบที่แท้จริงหลังจากนี้คือ ‘การลงมือทำ’ (Execution)
รัฐบาลของทาคาอิจิจะต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า สามารถนำโครงสร้างนโยบายที่วางไว้ไปปฏิบัติได้จริง ผ่านการกำหนดแผนงาน งบประมาณ กรอบเวลา และการจัดการกำลังคนอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเปลี่ยนจากเพียงแค่วิสัยทัศน์หรือสโลแกน ให้กลายเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในชีวิตประจำวัน และสามารถพลิกฟื้นเศรษฐกิจญี่ปุ่นให้กลับมาผงาดและเติบโตได้อย่างยั่งยืนตามที่ตั้งเป้าไว้อย่างแท้จริง
แฟ้มภาพ: Feanck Robichon / Reuters
อ้างอิง:


