×

ถอดรหัสคำพูด ‘ปูติน’ สงครามรัสเซีย-ยูเครนใกล้จบจริงหรือไม่?

11.05.2026
  • LOADING...
ภาพรวมการปราศรัยของวลาดิเมียร์ ปูติน

“ผมคิดว่า เรื่องนี้กำลังใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว”

 

 
 

เป็นคำให้สัมภาษณ์ของ วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซียที่ส่งสัญญาณเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคมที่ผ่านมา ราวกับว่า สงครามรัสเซีย-ยูเครนอาจใกล้ถึงจุดสิ้นสุด พร้อมแสดงท่าทีไม่ปิดโอกาสพบกับ โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน หากมีการบรรลุข้อตกลงสันติภาพขั้นสุดท้าย

 

ทว่านักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า ท่าทีที่ดูเหมือนจะอ่อนลงนี้ แท้จริงแล้ว อาจเป็นเพียง ‘ยุทธศาสตร์ทางการเมือง’ เพื่อลดแรงกดดันและซื้อเวลา หลังรายงานทางการทหารล่าสุดเปิดเผยว่า กองทัพรัสเซียอ่อนกำลังลงและรุกคืบได้ช้าที่สุดนับตั้งแต่ปี 2023 จนมีการเปรียบเปรยว่า อาจต้องใช้เวลาถึง 30 ปีในการยึดภูมิภาคดอนบาสได้อย่างเบ็ดเสร็จ

 

สัญญาณความเพลี่ยงพล้ำนี้ยังสะท้อนผ่านขบวนพาเหรดวันแห่งชัยชนะครั้งล่าสุด หลังไร้เงายุทโธปกรณ์หนักอย่างรถถังหรือขีปนาวุธบนจัตุรัสแดงเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 2 ทศวรรษ จนผู้สื่อข่าวบรรยายว่า เป็นภาพบรรยากาศเงียบเหงากว่าที่เคยเป็น

 

ปูตินคิดเห็นอย่างไร

 

ปูตินได้ส่งสัญญาณว่า สงครามรัสเซีย-ยูเครนกำลังใกล้จะยุติลง หลังเสร็จสิ้นงานเฉลิมฉลองวันแห่งชัยชนะของสหภาพโซเวียตต่อนาซีเยอรมนีในสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยย้ำว่า เขาพร้อมจะเปิดการเจรจากับเซเลนสกี ไม่ว่าจะเป็นในกรุงมอสโกหรือประเทศตัวกลาง

 

“ผมคิดว่า เรื่องนี้กำลังใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว” ปูตินกล่าวกับผู้สื่อข่าว แต่ตั้งเงื่อนไขว่า จะยอมพบกับผู้นำยูเครนก็ต่อเมื่อมีการบรรลุข้อตกลงสันติภาพขั้นสุดท้ายแล้วเท่านั้น พร้อมย้ำว่า สถานการณ์นี้ควรเป็นบทสรุป ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของการเจรจา

 

ประธานาธิบดีรัสเซียยังกล่าวด้วยว่า เขายินดีเจรจาข้อตกลงด้านความมั่นคงฉบับใหม่กับยุโรป โดยชี้ตัวไปยัง แกร์ฮาร์ด ชโรเดอร์ อดีตนายกรัฐมนตรีเยอรมนีว่า ต้องเป็นพันธมิตรในการเจรจา ซึ่งในก่อนหน้านี้ ชโรเดอร์เคยตกเป็นเป้าวิจารณ์ เพราะใกล้ชิดกับผู้นำรัสเซีย จากการเป็นประธานกลุ่มบริษัทท่อส่งก๊าซเยอรมัน-รัสเซีย

 

นอกจากนี้ ปูตินยังได้กล่าวหาชาติตะวันตกว่า พยายามขยายขอบเขตของ NATO เพื่อโอบล้อมรัสเซีย ซึ่งเป็นข้ออ้างสำคัญในการรุกรานยูเครนตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2022 โดยเขาเปรียบเปรยว่า เรื่องนี้คือ ‘ความเป็นความตาย’ สำหรับรัสเซีย

 

“พวกเขาเป็นฝ่ายเริ่มยกระดับการเผชิญหน้ากับรัสเซีย ซึ่งก็ยังคงดำเนินมาจนถึงทุกวันนี้” ปูตินย้ำอีกว่า ชาติตะวันตกใช้เวลาหลายเดือน เฝ้ารอให้รัสเซียพ่ายแพ้ย่อยยับถึงขั้นรัฐล่มสลาย แต่ไม่เป็นผล ขณะที่ยุโรปกลับติดหล่มดังกล่าวจนหาทางออกไม่ได้

 

ถอดรหัสคำพูดปูตินและขบวนพาเหรด: สงครามรัสเซีย-ยูเครนใกล้จบจริงหรือไม่

 

เคียร์ ไจล์ส นักวิจัยจากสถาบัน Chatham House ให้สัมภาษณ์กับ Al Jazeera ว่า คำพูดของประธานาธิบดีรัสเซียถูกกดดันจาก ‘ความหวัง’ และ ‘ทัศนะในแง่ดี’ ของชาวโลก มากกว่าจะเป็นคำพูดที่จริงใจ โดยตั้งข้อสังเกตว่า ในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา รัสเซียให้สัญญามากมายว่า สงครามจะยุติลง แต่ไม่มีสักครั้งที่คำพูดเป็นความจริง พร้อมยังกล่าวเตือนว่า อย่าตีความท่าทีของปูตินเป็นตัวชี้วัดที่น่าเชื่อถือได้

 

“สิ่งที่ดีที่สุดที่เราพอจะหวังได้ คือตอนนี้ปูตินอาจตระหนักแล้วว่า ในความเป็นจริง รัสเซียไม่ได้กำลังชนะสงคราม”

 

ไจล์สวิเคราะห์ว่า ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ ปูตินอาจกำลังเต็มใจระงับกำลังทำสงคราม หากเทียบกับท่าทีก่อนหน้านี้ที่เขาปฏิเสธข้อตกลงสันติภาพของทรัมป์ เพราะตอนนั้นผู้นำรัสเซียเชื่อว่า เขาจะได้รับประโยชน์จากการสู้รบ

 

รัสเซียกำลังเพลี้ยงพล้ำ อาจใช้เวลา 30 ปีในการบุกดอนบาสสำเร็จ

 

New York Times ปล่อยบทวิเคราะห์ที่ชื่อว่า Putin’s Forces Are Barely Inching Along on the Battlefield มองว่า ในสมรภูมิรบที่ยืดเยื้อครั้งนี้ รัสเซียอ่อนกำลังลงมากและเคลื่อนที่ได้ช้ากว่าที่เคยเป็น จนมีการเปรียบเทียบว่า หากจะบุกยึดภูมิภาคดอนบาสทั้งหมด ต้องใช้เวลาถึง 30 ปี ขณะที่ผลงานตลอด 3 เดือนที่ผ่านมาในปี 2026 ถือว่าย่ำแย่ที่สุดตั้งแต่ปี 2023 เป็นต้นมา

 

บทวิเคราะห์ระบุว่า รัสเซียเป็นฝ่ายสูญเสียดินแดนในการสู้รบบางเดือน เพราะโดรนของยูเครนทำให้เครมลินไม่สามารถส่งกองทัพหรือใช้รถถังโจมตีแบบเดิม กองทัพรัสเซียจึงต้องใช้วิธีส่งทหารเดินเท้าทีมละ 2 คนลอบแทรกซึม จึงทำให้ไม่มีฝ่ายใดในสงครามคุมความได้เปรียบแบบเบ็ดเสร็จ ขณะที่ทหารรัสเซียที่บาดเจ็บถูกทิ้งให้เสียชีวิต เพราะหน่วยแพทย์เข้าไปช่วยเหลือไม่ได้

 

ทหารวัย 24 ปีคนหนึ่งที่เคยสู้รบในดอนบาสให้สัมภาษณ์กับ New York Times ว่า หน่วยของเขาใช้เวลาส่วนใหญ่ของเดือนไปกับการพยายามสร้างฐานที่มั่นในเมืองที่อยู่นอกโปครอฟสค์ (Pokrovsk) ขณะที่กองกำลังจู่โจมก็พยายามบุกเข้าไป แต่ก็ถูกโดรนยูเครนกวาดล้างจนหมด

 

ขณะที่สถาบันเพื่อการศึกษาด้านสงคราม (Institute for the Study of War: ISW) พบหลักฐานว่า กองทัพรัสเซียสูญเสียดินแดนสุทธิไป 116 ตารางกิโลเมตรในช่วงเดือนเมษายน โดยให้สัมภาษณ์กับ Al Jazeera ว่า รัสเซียกำลังใช้สงครามจิตวิทยา ซึ่งอ้างว่า กำลังบุกยึดคอสเตียนตินิฟกา แต่จริงๆ แทรกซึมในพื้นที่ได้ 10.14% เท่านั้น และยังรุกคืบชานเมืองตะวันออกได้เพียง 0.7%

 

ภาพการวิเคราะห์ครั้งนี้ยิ่งสะท้อนจากขบวนพาเหรดฉลองชัยชนะล่าสุด หลังกองทัพรัสเซียไม่นำยุทโธปกรณ์ทหาร เช่น รถถังหรือขีปนาวุธออกมาในจัตุรัสแดง ถือเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 2 ทศวรรษที่เกิดปรากฏการณ์ดังกล่าว จนผู้สื่อข่าวชาวรัสเซียจาก BBC อย่าง สตีฟ โรเซนเบิร์ก (Steve Rosenberg) ถึงกับบรรยายในบทความว่า บรรยากาศเงียบเหงากว่าที่เคยเป็น จำนวนนักข่าวลดลง และอัฒจันทร์มีผู้คนบางตามาก

 

ขณะที่รัสเซียออกมายอมรับตามตรงว่า ไม่มีการจัดแสดงยุทโธปกรณ์เหมือนปีก่อน เพราะมาตรการรักษาความปลอดภัย และกังวลว่า ยูเครนจะส่งโดรนมาโจมตี จึงเลือกใช้วิธีฉายวิดีโอภาพรถถัง เครื่องบินรบ และเรือดำน้ำผ่านหน้าจอยักษ์รอบจัตุรัสแดงแทน ขณะที่ยังมีการตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตมือถือทั่วกรุงมอสโกเพื่อป้องกันภัย ซึ่งยิ่งสร้างความรำคาญใจให้กับประชาชน

 

ส่วนรัฐบาลคีฟก็เล่นเกมด้วยการปั่นประสาท โดยเซเลนสกีเป็นฝ่ายประกาศว่า ยูเครนอนุญาตให้รัสเซียจัดงานได้โดยไม่เข้าไปโจมตี ทำให้โฆษกทำเนียบเครมลินโต้กลับว่า รัสเซียไม่จำเป็นต้องขออนุญาตใครในการจัดพิธีสวนสนามวันแห่งชัยชนะ

 

ทาเทียนา สตาโนวายา นักวิจัยอาวุโสจาก Carnegie Russia Eurasia Center ระบุว่า ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมามา เกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างในรัสเซีย เพราะเริ่มมีการพูดคุยทั้งในที่ลับและที่แจ้งว่า ทุกคนเอือมระอากับรัฐบาลรัสเซีย

 

“สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ในแง่ของความปลอดภัย คือผลลัพธ์จากการที่รัฐบาลรู้สึกเปราะบาง อันที่จริงมันน่าแปลกที่เขา (ปูติน) ยังดึงดันจัดงานพาเหรดในสถานการณ์เช่นนี้” สตาโนวายาเสริม

 

ยูเครนตั้งเป้าทำลายทรัพยากร-สังหารทหาร

 

นอกจากเป้าหมายสังหารทหารรัสเซียให้ได้เดือนละ 5 หมื่นนาย ยูเครนยังหวังทำลายทรัพยากรรัสเซียเพื่อเพิ่มต้นทุนสงคราม โดยรายงานของ ISW ชี้ว่า ยูเครนได้ใช้กลยุทธ์โจมตีโรงกลั่นน้ำมันหลายแห่งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เช่น โรงกลั่น Tuapse ริมทะเลดำ และโรงกลั่น Perm ในรัสเซีย โดยหวังเป็นหนทางตัดรายได้จากการส่งออกของรัสเซีย

 

นอกจากนี้ ยูเครนยังโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันรัสเซีย 2 ลำนอกท่าเรือขนถ่าย Novorossiysk ในทะเลดำด้วยโดรนผิวน้ำ โดยเซเลนสกีเปิดเผยว่า หน่วยความมั่นคงยูเครน (SBU) ได้โจมตีเรือบรรทุกขีปนาวุธ เรือลาดตระเวน และเรือบรรทุกน้ำมันในท่าเรือ Primorsk ในทะเลบอลติก

 

ขณะที่ยูเครนกำลังได้สัญญาณบวกจากทางการทูต หลังเคยเผชิญเสียงต่อต้านเรื่องเงินช่วยเหลือและการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) จากฮังการีและสโลวาเกีย แต่ล่าสุด เซเลนสกีเผยว่า เขาได้เชิญ โรเบิร์ต ฟิตซอ (Robert Fico) นายกฯ สโลวาเกียมาเยือนกรุงคีฟ

 

ส่วนฮังการีได้ผู้นำใหม่อย่าง ปีเตอร์ มาจาร์ นายกฯ จากพรรคทิสซา ซึ่งมีท่าทีสนับสนุนยูเครนต่างจากผู้นำคนก่อนอย่าง วิกตอร์ ออร์บาน เช่น ล่าสุด มาจาร์ส่งคืนเงินสดและของมีค่ามูลค่า 82 ล้านดอลลาร์ให้แก่ธนาคาร Oschadbank ของยูเครน ขณะที่ประกาศว่า จะไม่วีโตการขอเข้าร่วม EU ของยูเครน แต่วางแผนพิจารณาจัดทำประชามติในประเทศ

 

อย่างไรก็ดี คณะมนตรียุโรปเพื่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (ECFR) พบว่า ชาวฮังการี 54% ยังคงคัดค้านแนวคิดดังกล่าว เช่นเดียวกับแผนช่วยเหลือทางการเงินและการให้ยุโรปส่งอาวุธผ่านฮังการีไปยูเครน

 

ส่วนบทความของ New York Times ระบุว่า กองทัพยูเครนก็ต้องเผชิญปัญหาสำคัญ เช่น ปัญหาขาดแคลนบุคลากรหรือทหารหนีทัพ แม้โดรนจะช่วยให้ยูเครนสกัดการบุกของรัสเซียได้ แต่กลายเป็น ‘พื้นที่สีเทา’ มากกว่าที่ยูเครนจะยึดดินแดนจากรัสเซียได้

 

“หลายสิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อการรุกของรัสเซียก็ทำให้ยูเครนลำบากเช่นกัน” เอมิล คาสเตเฮลมี (Emil Kastehelmi) นักวิเคราะห์ทางทหารจาก Black Bird ระบุ

 

กล่าวโดยสรุปว่า ท่าทีอ่อนลงของปูตินอาจเป็นเพียง ‘ยุทธศาสตร์ทางการเมือง’ เพื่อลดแรงกดดันและซื้อเวลา ในขณะที่สถานการณ์ในสนามรบชี้ให้เห็นว่า สงครามรัสเซีย-ยูเครนได้ก้าวเข้าสู่ภาวะ ‘สงครามพร่ากำลัง’ (War of Attrition) อย่างเต็มรูปแบบ

 

นั่นหมายความว่า ชัยชนะไม่ได้ตัดสินกันที่ชาติใดรุกคืบได้เร็วกว่า แต่ขึ้นอยู่กับว่า ฝ่ายใดจะสามารถแบกรับต้นทุนมหาศาล ทั้งในแง่ของทรัพยากรมนุษย์และเม็ดเงิน ได้ยาวนานกว่ากัน

 

ภาพ: Tatiana Meel / Reuters

 

อ้างอิง:

 

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories

Close Advertising