×

ทำไมปูตินยอมยกดินแดนพิพาทซื้อใจจีนและกลายเป็นคู่ซี้สีจิ้นผิง

20.05.2026
  • LOADING...
ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงและประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน จับมือกัน

สื่อทั่วโลกจับตาภาพความชื่นมื่นระหว่างประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีนกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซียที่เดินทางมาเยือนกรุงปักกิ่ง ระหว่างวันที่ 19 -20 พฤษภาคมนี้ หลังจากที่ผู้นำสหรัฐฯ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพิ่งเดินทางออกจากจีนเพียงแค่ 4 วัน

 

บทความนี้จะมาย้อนทบทวนความสัมพันธ์จีน-รัสเซียบนเส้นทางแห่งมิตรภาพเชิงยุทธศาสตร์ ทั้งคู่มีความสัมพันธ์แนบแน่นแค่ไหนและอย่างไร โดยเฉพาะหลังจากที่ปูตินยอมยกดินแดนพิพาทบางส่วนให้จีนตั้งแต่ปี 2008

 

ปูติน ผู้นำที่ไม่ธรรมดาของรัสเซียเคยเป็นอดีตสายลับจากหน่วยข่าวกรองเคจีบี (KGB) และเป็นผู้นำที่ครองอำนาจมานานกว่า 2 ทศวรรษ ถือเป็นประธานาธิบดีคนที่ 4 ของรัสเซีย (บางช่วงสลับไปเป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยเหตุผลข้อจำกัดวาระตำแหน่งประธานาธิบดี) และในปี 2012 ปูตินก็กลับมาเป็นประธานาธิบดีรัสเซียอีกครั้ง

 

ส่วนทางฝ่ายจีน สีจิ้นผิงขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีจีนครั้งแรก วันที่ 14 มีนาคม 2013 และอีกไม่กี่วันจากนั้น ช่วง 22-24 มีนาคม ก็เลือกเดินทางไปเยือนรัสเซียเป็นประเทศแรก มาจนถึงวันนี้ ทั้งคู่พบปะคุยกันกว่า 40 ครั้ง (ทั้งแบบ on-site และ online) ก่อนหน้านี้ ก็เคยเจอกันหลายครั้ง ตั้งแต่สีจิ้นผิงเป็นรองประธานาธิบดีของจีน

 

ประเด็นแรก ความสัมพันธ์สีจิ้นผิง-ปูติน ยิ่งคบยิ่งแนบแน่น

 

ความสัมพันธ์สีจิ้นผิง-ปูติน ที่ยาวกว่า 13 กว่าปี สามารถแบ่งเป็น 3 ระยะ ดังนี้

 

ระยะที่ 1: 2013–2018

 

ทั้งคู่เริ่มสร้างความไว้วางใจส่วนตัว หลังจากที่ได้พบปะกันที่กรุงมอสโก จากการเดินทางไปเยือนรัสเซียของสีจิ้นผิง นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา สีจิ้นผิง-ปูตินพบกันบ่อยและถี่มากขึ้น เน้นความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ พลังงาน และการค้า มีความร่วมมือในกรอบ Belt and Road Initiative : BRI ที่จีนผลักดัน และร่วมสร้างแกนยุทธศาสตร์ยูเรเชีย รวมทั้งด้านความมั่นคงในกรอบ Shanghai Cooperation Organization: SCO

 

ระยะที่ 2: 2019–2021

 

ฝ่ายรัสเซียเริ่มหันเข้าพึ่งพาจีนมากขึ้น หลังจากปูตินโดนตะวันตกกดดันมากขึ้น ทั้งคู่เริ่มจับมือกันคานอำนาจและอิทธิพลกับสหรัฐฯ อย่างชัดเจนขึ้น และมีความร่วมมือเทคโนโลยีและการทหารเพิ่มขึ้น ทั้งคู่ร่วมผลักดันการใช้กรอบ BRICS สร้างเพื่อนในประเทศโลกขั้วใต้ (Global South)

 

ระยะที่ 3: 2022–ปัจจุบัน

 

ความสัมพันธ์แนบแน่นยิ่งขึ้น หลังจากที่สีจิ้นผิง-ปูตินร่วมลงนามในแถลงการณ์ “Friendship without limits” ระหว่างจีน-รัสเซีย เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2022 แม้ว่าเอกสารนี้ “ไม่ใช่สนธิสัญญาพันธมิตรทางทหาร” แต่เป็นการแสดงเจตจำนงทางการเมือง–ยุทธศาสตร์ที่มีนัยทางการทูตสูงมาก ทั้งคู่ลงนามในระหว่างที่ปูตินเดินทางไปร่วมพิธีเปิด Beijing Winter Olympics ปี 2022 ที่กรุงปักกิ่ง (ไม่กี่วัน ก่อนปูตินบุกยูเครนในวันที่ 24 กุมภาพันธ์) และหลังจากเกิดสงครามยูเครน เมื่อรัสเซียโดนคว่ำบาตรจากหลายประเทศ จีนก็กลายได้เป็น “หลังพิงหลัก” ของรัสเซีย ปูตินต้องพึ่งพาจีนมากขึ้น ทั้งด้านเศรษฐกิจ พลังงาน การเงิน และเทคโนโลยี

 

ประเด็นที่สอง ปูตินเดินเกมยกดินแดนพิพาทบางส่วน เพื่อซื้อใจจีน

 

จีนมีข้อพิพาททางพรมแดนกับรัสเซียมาอย่างยาวนานหลายร้อยปีตั้งแต่ยุคจักรวรรดิรัสเซีย–ราชวงศ์ชิง และรุนแรงมากในยุคสหภาพโซเวียต (เคยเกิดการปะทะกันในปี 1969 บริเวณเกาะเจินเป่า/ดามันสกี) จนกระทั่งในยุคที่ปูตินขึ้นเป็นผู้นำรัสเซีย ในช่วงปี 2004–2008 ฝ่ายรัสเซียได้ยอมตกลงโอน/แบ่งพื้นที่พิพาทบางส่วนให้ฝ่ายจีน  โดยมีพื้นที่หลัก คือ บริเวณแม่น้ำอามูร์และอุซซูรี ได้แก่ (1) เกาะ Tarabarov (Yinlong Island) ซึ่งรัสเซียโอนให้จีนทั้งหมด และ (2) เกาะ Bolshoy Ussuriysky (Heixiazi Island) รัสเซียแบ่งครึ่งเกาะให้จีน รวมพื้นที่ประมาณ 337 ตารางกิโลเมตร

 

ย้อน Timeline ช่วง 2004-2008 รัสเซียยุคปูติน การยินยอมยกดินแดนพิพาทบางส่วนให้จีน

 

ปี 2004 : รัสเซียและจีนลงนามข้อตกลง “Complementary Agreement on the Eastern Section of the China–Russia Boundary” ทั้งนี้ ข้อตกลงนี้เกิดขึ้นระหว่างรัฐบาลของปูตินกับรัฐบาลจีนสมัยหูจิ่นเทา

 

ปี 2005 : ทั้งสองฝ่ายให้สัตยาบันอย่างเป็นทางการ

 

ปี 2008 : การส่งมอบพื้นที่กว่า 300 ตารางกิโลเมตรให้จีนเสร็จสมบูรณ์

 

นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ที่รัสเซียกับจีนสามารถ “ยุติข้อพิพาทชายแดน” ได้อย่างเป็นทางการ โดยฝ่ายจีนประกาศหลังปี 2008 ว่า “ปัญหาชายแดนจีน–รัสเซียได้รับการแก้ไขโดยสมบูรณ์แล้ว” หลังจากที่มีข้อพิพาทมานานหลายร้อยปี

 

ทำไมปูตินยอมยกดินแดนพิพาทบางส่วนให้จีน?

 

เหตุผลหลักที่ปูตินเลือกเดินเกม “ประนีประนอม” เชิงภูมิรัฐศาสตร์เช่นนี้ เพื่อซื้อใจฝ่ายจีน และบริบทในขณะนั้น หลังสหภาพโซเวียตล่มสลาย เมื่อขึ้นมาเป็นผู้นำรัสเซีย ปูตินต้องเผชิญปัญหาใหญ่หลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจอ่อนแอ ภัยคุกคามจากกลุ่ม NATO ขยายอิทธิพล รัสเซียจึงต้องการรักษาเสถียรภาพชายแดนตะวันออกที่ติดกับจีน และต้องการสร้าง “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์” กับจีน เพื่อต้านแรงกดดันจากโลกตะวันตก ดังนั้น ปูตินจึงเลือกเดินเกม “ยุติปัญหาชายแดนกับจีน” ยอมประนีประนอมบางส่วน จึงสรุปเหตุผลหลัก 2 ประเด็น ดังนี้

 

1) เพื่อยุติ ปิดปัญหาค้างคากับจีน

 

หลังจากสิ้นสุดยุคความขัดแย้งจีน-สหภาพโซเวียต ปูตินตระหนักดีว่า จีนมีศักยภาพสูงมากเพียงใด จึงไม่ต้องการให้ชายแดนจีนเป็นจุดเสี่ยงในความสัมพันธ์ของสองฝ่ายอีกต่อไป

 

2) ต้องการเป็นเพื่อนกับจีน ซื้อใจจีน

 

นับตั้งแต่ยุคต้นทศวรรษ 2000 ปูตินเริ่มไม่ไว้ใจฝั่งยุโรป เริ่มมองว่า กลุ่ม NATO จะขยายอิทธิพลและเป็นภัยคุกคามที่หนุนโดยฝ่ายสหรัฐฯ ปูตินต้องการดึงจีนมาเป็นพันธมิตรในเชิงยุทธศาสตร์ จึงเลือกเดินเกมประนีประนอมกับจีน ยอมโอนพื้นที่เพียงแค่ 300 กว่าตารางเมตร เพื่อ “ซื้อใจจีน” ในเชิงสัญลักษณ์และมีคุณค่าทางยุทธศาสตร์ได้มากกว่าการเก็บรักษาพื้นที่เล็กๆ นี้ไว้เอง

 

หลังจากที่ยอมเสียดินแดนพิพาทไปเล็กน้อย สิ่งที่รัสเซียได้กลับมา คือ เสถียรภาพชายแดน และความร่วมมือพลังงานกับจีน รวมทั้งผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจอื่นๆ  โอกาสจากตลาดจีน และที่สำคัญ คือ การสร้างแนวร่วมสำคัญทางการเมืองระหว่างประเทศ ในยุคที่โลกตะวันตกเริ่มไม่เป็นมิตรกับรัสเซีย

 

ดังนั้น การยอมยุติข้อพิพาทชายแดนบางส่วนกับจีน ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของความสัมพันธ์จีน-รัสเซีย ทำให้เกิดความร่วมมือทางยุทธศาสตร์ต่างๆ มากขึ้น ทั้งการเป็นผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม Shanghai Cooperation Organization : SCO ในปี 2001 มีการประสานทางทหาร และความร่วมมือด้านพลังงาน ทั้งหมดนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของจีน-รัสเซียที่จับมือกันสร้างแกนถ่วงดุลสหรัฐฯ

 

สำหรับฝ่ายจีน แม้ว่าจะมีพื้นที่ส่วนอื่นที่เป็นดินแดนพิพาททางประวัติศาสตร์กับรัสเซีย แต่หลังจากที่รัสเซียยอมคืนดินแดนพิพาทมาบางส่วน ฝ่ายจีนก็ “ไม่เรียกร้อง” ดินแดนส่วนอื่นๆ จากรัสเซียในทางการทูต ปรับมาเน้นให้น้ำหนักสร้างความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์กับรัสเซียมากกว่าการหาเรื่องทะเลาะขัดแย้งกัน

 

โดยสรุป ภายใต้การนำของปูติน รัสเซียเลือกเดินเกมประนีประนอม เพื่อซื้อใจจีน ยอมโอน/แบ่งพื้นที่พิพาทบางส่วนให้จีน จึงถือเป็น Turning Point สำคัญอีกด้านที่มีส่วนเปิดประตูแห่งโอกาสพัฒนาสู่ความสัมพันธ์สีจิ้นผิง-ปูติน ที่แนบแน่นมาจนถึงปัจจุบัน

FYI
  • สองผู้นำอายุไล่เลี่ยกัน (ปูตินเกิดก่อน 8 เดือน) ด้านพื้นฐานการศึกษาและประสบการณ์ทำงาน ปูติน ผู้นำรัสเซีย เรียนจบปริญญาตรีด้านกฎหมาย ทำงานสายความมั่นคงสายข่าวกรอง (KGB) และชนะเลือกตั้งปี 2000 ขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดของรัสเซีย ในขณะที่ สีจิ้นผิง ผู้นำจีน เรียนทางด้านวิศวกรรม (การศึกษาสูงสุดระดับปริญญาเอก) มีประสบการณ์ทางการเมือง ตั้งแต่ระดับท้องถิ่นในมณฑลฝูเจี้ยนนานร่วม 17 ปี ก่อนจะได้รับโปรโมทขึ้นมาเป็นผู้บริหารพรรคฯ ในส่วนกลางในปี 2007 และขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดของจีน ตั้งแต่ปี 2012 ในฐานะเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีน
  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising