Menu
232631

ศึกชิง ‘ท็อปโฟร์’ พรีเมียร์ลีก: ตั๋ว 2 ใบสุดท้ายจะอยู่ที่…

06.04.2019
  • LOADING...
Premier League

HIGHLIGHTS

6 Mins. Read
  • ปัญหาของยูไนเต็ดในเวลานี้คือ พวกเขาทำได้ไม่เหมือนกับในช่วงน้ำผึ้งพระจันทร์ก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะ พอล ป็อกบา ที่ฟอร์มการเล่นตกลงไปอย่างชัดเจน
  • สัญญาณดีๆ ของอาร์เซนอลคือ ฟอร์มในแนวรุกของ อเล็กซองเดร ลากาเซตต์ และปิแอร์ เอเมอริค โอบาเมยอง ที่กลายเป็น Deadly Duo คู่หูมหาประลัยที่น่าจับตามอง
  • อาซาร์อาจจะอยากทิ้งทวนช่วยให้ทีมได้ไปแชมเปี้ยนส์ลีกเป็นของขวัญวันอำลากับเชลซี
  • เกมที่หนักที่สุดของสเปอร์สคือการไปเยือนแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งเป็นช่วงหน้าสิ่วหน้าขวาน เพราะจะต้องพบกับทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ในระยะเวลาไล่เลี่ยกันถึง 3 นัด เพราะมีคิวเตะแชมเปี้ยนส์ลีกรอบ 8 ทีมสุดท้ายด้วย

 

Premier League

ภาพประกอบ: Karin Foxx, Weerapat L.

 

ขณะที่การลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ยังดำเนินไปอย่างเข้มข้นไม่มีใครยอมใครระหว่าง ลิเวอร์พูล (ซึ่งล่าสุดก็โชว์หัวใจเพชรพลิกชนะเซาแธมป์ตันได้) กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่เก่งและแกร่งมากกว่าใคร

 

ในกลุ่มรองลงมา การแย่งชิงพื้นที่ ‘ท็อปโฟร์’ เองก็เข้มข้นไม่แตกต่างกัน และมีความเป็นไปได้ที่จะมีความสลับซับซ้อนในเงื่อนไขมากกว่า เพราะมีทีมที่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยมากถึง 4 ทีม และทั้งหมดคือทีมที่เหลือในกลุ่ม ‘ท็อปซิกซ์’ ของพรีเมียร์ลีก

 

3 จากลอนดอน อาร์เซนอล เชลซี และท็อตแนม ฮอตสเปอร์

 

อีกหนึ่งจากตอนเหนืออย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

 

เดิมพันของการได้ไปแชมเปี้ยนส์ลีกครั้งนี้ถือว่าสูงมากครับ เพราะไม่ได้หมายถึงเพียงเรื่องของโอกาสจะได้ไปโชว์ตัวในรายการฟุตบอลถ้วยระดับทวีปที่ดีที่สุดในโลก และไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของรายได้จำนวนมากมายมหาศาล

 

หากแต่ยังเป็นเรื่องของศักดิ์ศรีและการเพิ่มโอกาสที่จะได้ก้าวกลับไปสู่การเป็นทีมระดับท็อปอีกครั้งในฤดูกาลต่อๆ ไปด้วย ซึ่งแต่ละทีมไม่ว่าจะเป็น ‘ปืนใหญ่’ ‘ไก่เดือยทอง’ ‘สิงโตน้ำเงินคราม’ หรือ ‘ปีศาจแดง’ ต่างก็มีเป้าหมายและสิ่งที่ตัวเองต้องการที่แตกต่างกันออกไป

 

ระยะห่างระหว่างทั้ง 4 ทีมคือ 3 คะแนน กับ 6 นัดที่เหลืออยู่ในฤดูกาลนี้ (ยกเว้นอาร์เซนอล ซึ่งเหลืออีก 7 นัด) ใครจะเป็น 2 ทีมที่ได้ยิ้มออกเมื่อจบฤดูกาล?

 

เราลองมาลงรายละเอียดกันครับ…

 

Premier League

 

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

อันดับปัจจุบัน: 6

คะแนน: 61

โปรแกรมการแข่งขันที่เหลือ: เวสต์แฮม (13 เม.ย., เหย้า), เอฟเวอร์ตัน (21 เม.ย., เยือน), แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (24 เม.ย., เหย้า), เชลซี (28 เม.ย., เหย้า), ฮัดเดอร์สฟิลด์ (4 พ.ค., เยือน), คาร์ดิฟฟ์ (12 พ.ค., เหย้า)

 

ความจริงแล้ว แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไม่น่าจะมีโอกาสได้กลับมาลุ้นพื้นที่แชมเปี้ยนส์ลีกด้วยซ้ำ เมื่อผลงานในช่วงครึ่งฤดูกาลแรกนั้นเข้าขั้นเลวร้ายและแทบไม่มีความหวังใดๆ แต่โชคชะตาของพวกเขาเริ่มเปลี่ยน เมื่อได้ โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ เข้ามารับตำแหน่งและทำผลงานได้อย่างมหัศจรรย์ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา

 

อย่างไรก็ดี 4 นัดหลังสุดของ ‘ปีศาจแดง’ ถือว่าน่ากังวล เพราะพวกเขาแพ้ถึง 3 จาก 4 นัดหลังสุด และทำให้จากเดิมที่มีความหวังเต็มเปี่ยม เวลานี้ความหวังของพวกเขาลดน้อยลงไปจากเดิมอย่างมีนัยสำคัญ

 

โดยเฉพาะหลังการแพ้วูล์ฟอีกครั้งเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการโดนตอกย้ำหลังถูก ‘หมาป่า’ เขี่ยตกรอบเอฟเอคัพมาก่อนหน้านี้ไม่นาน ทำให้โซลชาร์ยอมรับว่าทีมจำเป็นต้องชนะให้ได้ 5 จาก 6 นัดที่เหลือ เพื่อโอกาสในการไปแชมเปี้ยนส์ลีก

 

แต่จะทำได้ไหม? มองไปที่โปรแกรมแล้วถือว่ายูไนเต็ดมีงานหนักไม่น้อย เพราะมี 2 นัดที่ต้องเจอกับทีมใหญ่อย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (ซึ่งจะเป็นเกมที่อาจชี้ชะตาเรื่องแชมป์พรีเมียร์ลีกด้วย) และอีกนัดที่ต่อกันคือการรับมือกับเชลซี ทีมที่เป็นคู่แข่งสายตรง

 

ปัญหาของยูไนเต็ดในเวลานี้คือ พวกเขาทำได้ไม่เหมือนกับในช่วงน้ำผึ้งพระจันทร์ก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะ พอล ป็อกบา ที่ฟอร์มการเล่นตกลงไปอย่างชัดเจน ขณะที่ปัญหาอาการบาดเจ็บผู้เล่นที่สลับกันเข้าโรงหมอก็มีส่วนทำให้ทีมสะดุด

 

หากโซลชาร์สามารถกระตุ้นให้ป็อกบากลับมาคืนฟอร์มได้พร้อมๆ กับแนวรุกอย่าง มาร์คัส แรชฟอร์ด, อ็องโตนี มาร์กซิยาล รวมถึง โรเมลู ลูกากู และเล่นด้วยความรู้สึกสดชื่นเหมือนช่วงแรกที่โซลชาร์เข้ามา พวกเขาก็ยังมีโอกาส

 

สำคัญที่ต้องพยายามประคับประคองตัวให้มีลุ้นไปจนจบเดือนเมษายนให้ได้ก่อน เพราะ 2 เกมสุดท้ายกับฮัดเดอร์สฟิลด์และคาร์ดิฟฟ์ไม่ใช่เรื่องยาก

 

Premier League

 

เชลซี

อันดับปัจจุบัน: 5

คะแนน: 60

โปรแกรมการแข่งขันที่เหลือ: เวสต์แฮม (8 เม.ย., เหย้า), ลิเวอร์พูล (14 เม.ย., เยือน), เบิร์นลีย์ (22 เม.ย., เหย้า), แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (28 เม.ย., เยือน), วัตฟอร์ด (4 พ.ค., เหย้า), เลสเตอร์ (12 พ.ค., เยือน), ไบรจ์ตัน (รอยืนยันกำหนดการแข่งขัน, เหย้า)

 

ในบรรดา 4 ทีมที่ชิงตั๋ว 2 ใบสุดท้าย เชลซีเป็นทีมที่ถูกมองว่ามีโปรแกรมหนักมากที่สุด

 

พวกเขาต้องเจอกับทีมที่ลุ้นแชมป์อยู่อย่างลิเวอร์พูล (ซึ่งมีบัญชีแค้นที่เชลซีเคยทำแสบไว้เมื่อ 5 ปีที่แล้ว…) นอกจากนี้ยังต้องไปเยือน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คู่แข่งสายตรงลุ้นแชมเปี้ยนส์ลีก รวมถึงยังมีเกมกับทีมที่แกร่งทั้งเวสต์แฮม วัตฟอร์ด และนัดปิดท้ายยังต้องไปเยือนเลสเตอร์ ทีมที่มักจะทำผลงานได้ดีเสมอในบ้านในวาระสำคัญ (และผู้จัดการของทีมจิ้งจอกก็คือ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ผู้ที่คุมลิเวอร์พูลแพ้ในเกมสำคัญนัดนั่นแหละ)

 

แต่ตัดประเด็นเรื่องคู่แข่งออกไปให้หมด ปัญหาใหญ่จริงๆ ของเชลซีคือตัวของพวกเขาเองมากกว่า

 

ทีมของ เมาริซิโอ ซาร์รี เป็นทีมที่ไม่มีความสม่ำเสมอใดๆ พวกเขาพร้อมจะเล่นได้เยี่ยมในเกมหนึ่ง แต่กลับมาเล่นได้ (โคตร) แย่ในอีกเกมหนึ่งแบบไม่มีเหตุผลใดๆ ทั้งสิ้น และมีความมนุษย์หินอยู่มากในเรื่องการดื้อดึงที่จะใช้ระบบการเล่นแบบเดิมๆ ที่มี จอร์จินโญเป็นแกนกลาง

 

คนที่เป็นที่พึ่งของทีมจริงๆ มีเพียง เอเดน อาซาร์ จอมทัพที่ถูกคาดหมายว่าอาจจะเล่นในสแตมฟอร์ด บริดจ์เป็นฤดูกาลสุดท้ายแล้ว ซึ่งหากวันใดอาซาร์ได้ลงสนามและทำได้ดี วันนั้นพวกเขาก็มีโอกาสจะเป็นผู้ชนะสูง

 

ก็น่าคิดว่าอาซาร์อาจจะอยากทิ้งทวนช่วยให้ทีมได้ไปแชมเปี้ยนส์ลีกเป็นของขวัญวันอำลา

 

แต่จากโปรแกรมและจากสิ่งที่ได้เห็นตลอดช่วงที่ผ่านมาแล้วน่าเป็นกังวลแทนเชลซี ซึ่งอยู่ในช่วงขาลงอย่างชัดเจนหลังรุ่งโรจน์มาร่วมทศวรรษ

 

หากไม่ได้ไปแชมเปี้ยนส์ลีกอีกครั้งในฤดูกาลนี้ โดยที่ถูกตัดสิทธิ์การห้ามซื้อผู้เล่น และมีโอกาสจะเสียนักเตะเบอร์หนึ่งอย่างอาซาร์ รวมถึงเจ้าของสโมสรอย่าง โรมัน อบราโมวิช ก็ยังไม่ชัดเจนกับอนาคตว่าจะเก็บทีมไว้หรือจะขายต่อ หลังถูกพิษสงครามการเมืองระหว่างอังกฤษกับรัสเซียเล่นงาน

 

น่าเป็นห่วงอยู่เหมือนกันครับ

 

Premier League

 

อาร์เซนอล

อันดับ: 4

คะแนน: 63

โปรแกรมการแข่งขันที่เหลือ: เอฟเวอร์ตัน (7 เม.ย., เยือน), วัตฟอร์ด (15 เม.ย., เยือน), คริสตัล พาเลซ (20 เม.ย., เหย้า), เลสเตอร์ (29 เม.ย., เยือน), ไบรจ์ตัน (4 พ.ค., เหย้า), เบิร์นลีย์ (12 พ.ค., เยือน), วูล์ฟ (รอยืนยันกำหนดการแข่งขัน, เยือน)

 

‘กันเนอร์ส’ ยุคใหม่ของ อูไน เอเมอรี ต้องบอกว่าไฉไลกว่าเดิม อย่างน้อยเวลานี้พวกเขาก็เก็บแต้มได้มากกว่าในฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งเป็นฤดูกาลสุดท้ายของ อาร์เซน เวนเกอร์ และต้องบอกว่าจากโปรแกรมที่เหลือแล้ว อาร์เซนอลมีโอกาสดีที่สุดที่จะได้ไปแชมเปี้ยนส์ลีก เพราะโปรแกรมค่อนข้างเบากว่าเพื่อน

 

พวกเขาไม่ต้องเจอกับทีมในกลุ่มท็อปซิกซ์ด้วยกันแม้แต่เกมเดียว เพราะเจอไปหมดแล้ว (และเจ็บมาเยอะ) และยังมีเกมในมืออีกด้วย โดยที่หากเก็บชัยชนะในนัดตกค้างกับวูล์ฟได้ พวกเขาก็จะมีแต้มแซงหน้าสเปอร์สด้วยซ้ำไป

 

ไม่นับเรื่องประตูได้เสียที่ได้เปรียบเชลซีกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดอีก!

 

อย่างไรก็ดี โปรแกรมที่เหลือของอาร์เซนอลก็ไม่ถือว่าง่ายนัก พวกเขาต้องเจอเอฟเวอร์ตัน, วัตฟอร์ด, คริสตัล พาเลซ, เลสเตอร์ และวูล์ฟ ที่ถือว่าหนักเอาเรื่อง และที่สำคัญคือ 4 ใน 5 นัดนี้ (ยกเว้นพาเลซ) เป็นการออกไปเยือนด้วย

 

ก็นับว่าไม่ง่ายนัก เพราะผลงานเกมเยือนของพวกเขาก็ไม่ใช่ว่าดีเลิศ

 

แต่สัญญาณดีๆ ในทีมคือ ฟอร์มในแนวรุกของ อเล็กซองเดร ลากาแซตต์ และปิแอร์ เอเมอริค โอบาเมยอง ที่กลายเป็น Deadly Duo คู่หูมหาประลัยที่น่าจับตามอง รวมถึงฟอร์มของ อารอน แรมซีย์ กัปตันทีมที่ดูพยายามจะสร้างความทรงจำดีๆ ก่อนจะอำลาทีมไปอยู่กับยูเวนตุสหลังจบฤดูกาล ก็น่าจะพอทำให้เหล่าสาวกปืนใหญ่ยิ้มได้

 

อย่างน้อยก็ดูดีกว่า 2-3 ปีที่ผ่านมา

 

Premier League

Photo: Isaac Lawrence / AFP

 

ท็อตแนม ฮอตสเปอร์

อันดับ: 3

คะแนน: 64

โปรแกรมการแข่งขันที่เหลือ: ไบรจ์ตัน (7 เม.ย., เหย้า), ฮัดเดอร์สฟิลด์ (13 เม.ย., เหย้า), แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (20 เม.ย., เยือน), เวสต์แฮม (27 เม.ย., เหย้า), บอร์นมัธ (4 พ.ค., เยือน), เอฟเวอร์ตัน (12 พ.ค., เหย้า)

 

มาถึงทีมที่ดูดีที่สุดในบรรดา 4 ทีมที่ต้องลุ้นไปแชมเปี้ยนส์ลีกอย่าง ‘ไก่เดือยทอง’ ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ ที่เพิ่งจะขึ้นบ้านใหม่ที่สุดแสนอลังการเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา และคว้าชัยประเดิมด้วยการสยบ คริสตัล พาเลซ สบายๆ

 

ชัยชนะในเกมนั้นยังทำให้สเปอร์สกลับมาคว้า 3 คะแนนได้เป็นครั้งแรก หลังจากที่มีอาการแผ่วหนัก แพ้ต่อเบิร์นลีย์ เซาแธมป์ตัน และลิเวอร์พูล จนทำให้ต้องเปลี่ยนสถานะจากการหวังเป็น ‘ตาอยู่’ รอแอบลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีก มาลุ้นหนักกับการไปแชมเปี้ยนส์ลีกแทน

 

3 คะแนนกับพาเลซ และการขึ้นบ้านใหม่เป็นข่าวดีที่มาถูกเวลาสำหรับสเปอร์ส ที่ก่อนหน้านี้อยู่ในบรรยากาศห่อเหี่ยวและเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม ชนิดที่ว่าเดินเจอหน้ามองตากันก็อาจไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคิดอ่านการใดอยู่ โดยเฉพาะในกลุ่มสตาร์ของทีมอย่าง แฮร์รี เคน และคริสเตียน อีริกเซน ที่มีข่าวลือเรื่องการย้ายทีม

 

ขณะที่ เมาริซิโอ โปเชตติโน ไม่น่าจะออกไปไหน เพราะทีมที่เคยมีข่าวด้วยอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หรือเรอัล มาดริด ต่างได้คนที่ต้องการแล้วในเวลานี้อย่าง​ โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ และ ซีเนดีน ซีดาน เพียงแต่มันอาจจะเป็นแค่การอดทนรอต่อไปชั่วคราว เพราะด้วยฝีมือของ ‘พอช’ แล้ว หากสเปอร์สยังย่ำอยู่กับที่ เขามีโอกาสจะถูกทีมใหญ่ดึงตัวไปได้เสมอทุกเวลา

 

เรื่องของพอชทำให้ทีมมีเสถียรภาพมากขึ้น ซึ่งสำคัญมาก และที่เป็นแง่บวกมากขึ้นคือ ในบรรดาเกมที่เหลือทั้ง 6 นัด พวกเขาจะได้ลงสนามในบ้าน (ใหม่) ถึง 4 นัดด้วยกัน ซึ่งด้วยระดับฝีเท้าของผู้เล่น ด้วยทีมเวิร์กที่แข็งแกร่ง หากสเปอร์สเล่นตามเกมของตัวเองจริงๆ พวกเขาก็พร้อมเอาชนะได้ทุกทีม

 

เกมที่หนักที่สุดคือการไปเยือนแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งเป็นช่วงหน้าสิ่วหน้าขวาน เพราะจะต้องพบกับทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ในระยะเวลาไล่เลี่ยกันถึง 3 นัด เพราะมีคิวเตะแชมเปี้ยนส์ลีกรอบ 8 ทีมสุดท้ายด้วย ตรงนี้ถึงจะเดาผลได้ยาก แต่เชื่อว่าจะเป็น 3 นัดที่ตึงมืออย่างมากสำหรับสเปอร์ส (และสำหรับซิตี้ด้วย)

 

หากพวกเขาเอาตัวรอดกับซิตี้มาได้แบบไม่บอบช้ำมากนัก ที่เหลือก็ไม่น่ามีอะไรที่ยากเกินไป

 

Premier League

Premier League

 

Fast Lane…ช่องทางพิเศษ

สิ่งที่ทำให้การแย่งชิงพื้นที่แชมเปี้ยนส์ลีกในฤดูกาลนี้เข้มข้นขึ้นไปอีกคือ การที่ทั้งสเปอร์ส, อาร์เซนอล, เชลซี และแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต่างยังอยู่ในเส้นทางของการแข่งขันฟุตบอลสโมสรยุโรป ทั้งในแชมเปี้ยนส์ลีก (สเปอร์ส, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด) และยูโรปา ลีก (อาร์เซนอล, เชลซี)

 

ตามระเบียบการแข่งขันแล้ว ผู้ที่ได้แชมป์ใน 2 รายการนี้จะได้สิทธิ์เข้าร่วมแชมเปี้ยนส์ลีกด้วย ซึ่งเปรียบได้กับ Fast Lane ในสวนสนุก ที่จะได้สิทธิ์โดยไม่จำเป็นต้องรอต่อคิวตามลำดับ

 

มองในแง่นี้ อาร์เซนอลและเชลซีมีเส้นทางที่เบากว่า เพราะคู่แข่งในยูโรปา ลีก ไม่ได้ถึงกับโหดเหี้ยมมากนัก พวกเขาเป็นหนึ่งในเต็งแชมป์ร่วม โดยคู่แข่งคือบาเลนเซีย นาโปลี และอินเตอร์ มิลาน

 

ในอดีต แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็เคยใช้วิธีนี้เพื่อไปแชมเปี้ยนส์ลีกได้สำเร็จมาแล้ว และเชื่อว่าอาร์เซนอลและเชลซีเองก็คิดถึงตรงนี้เช่นกัน โดยเฉพาะฝ่ายหลัง

 

ขณะที่สเปอร์สกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด งานหนักกว่ามาก ฝ่ายแรกเจอกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ขณะที่ฝ่ายหลังเจอเต็งแชมป์อย่างบาร์เซโลนา ไม่นับทีมอื่นๆ ที่เหลือ ซึ่งยังมีทีมแกร่งอย่าง ลิเวอร์พูล ยูเวนตุส ด้วย การจะลุ้นแชมป์ก็จะยากหน่อย

 

แต่ความสนุกจะถึงจุดพีกตรงที่ หากสมมติมีสเปอร์สหรือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดคว้าถ้วยใบใหญ่ของยุโรปได้ แล้วอาร์เซนอลหรือเชลซีก็คว้าถ้วยใบเล็กได้ ตรงนี้ต้องมาดูกันอีกทีว่าอันดับของพวกเขาเมื่อจบฤดูกาลจะเป็นอย่างไร เพราะรางวัลสูงสุดของถ้วยทั้งสองใบคือการได้สิทธิ์เล่นในแชมเปี้ยนส์ลีกฤดูกาลหน้า

 

ยูฟ่ากำหนดเอาไว้ว่า ในแต่ละชาติจะมีทีมที่มีสิทธิ์เล่นในแชมเปี้ยนส์ลีกสูงสุดได้แค่ 5 ทีมเท่านั้น ซึ่งหากทีมที่ได้แชมป์แชมเปี้ยนส์ลีกและยูโรปา ลีก จบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 5 และ 6

 

นั่นหมายถึงทีมอันดับ 4 ก็อาจจะไม่ได้ไปแชมเปี้ยนส์ลีก ซึ่งเคยเกิดขึ้นมาแล้วในฤดูกาล 2011/2012 เมื่อสเปอร์ส ซึ่งจบที่ 4 แต่ต้องไปเล่นยูโรปา ลีก เพราะเชลซีได้โทรฟีแชมป์ ‘Big Ears’ (การจะมีทีมสูงสุดได้ 5 ทีม จะเกิดขึ้นเฉพาะเมื่อทีมที่ชนะรายการแชมเปี้ยนส์ลีกไม่ได้ติดท็อปโฟร์ ครั้งแรกและครั้งเดียวคือกรณีของลิเวอร์พูล เมื่อฤดูกาล 2004/2005)

 

เรามีโอกาสจะกลับมาเจอสถานการณ์พีกในพีกแบบนั้นอีกครั้งครับ

 

และทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นภาพรวมและรายละเอียดที่แฟนๆ ทุกคนก็น่าจะมี ‘ธง’ ในในของตัวเองว่าทีมใดจะได้ตามลิเวอร์พูลและแมนเชสเตอร์ ซิตี้ไปแชมเปี้ยนส์ลีกในฤดูกาลหน้าบ้าง

 

ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือเห็นต่าง ก็ขอให้ติดตามกันให้สนุกนะครับ

 

ปีนี้ฟุตบอลมันดีจริงๆ ว่าไหม 🙂

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

  • LOADING...

READ MORE

FOLLOW US

MOST POPULAR