×

เปิดแผนกวาดล้างต่างชาติยึดไทย ฟันหมด ไม่ต้องอ้าง ไม่รับเคลียร์!

โดย THE STANDARD TEAM
28.08.2026
  • LOADING...
ภาพพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย บุกตรวจโรงแรม

รัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยเดินหน้าบูรณาการกับหน่วยงานฝ่ายความมั่นคงและหน่วยตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง เพื่อจัดการปัญหานอมินีต่างชาติ แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย การแย่งอาชีพสงวนของคนไทย รวมถึงพฤติการณ์ที่อาจเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่รัฐ โดยใช้กลไกคณะกรรมการจัดระเบียบสังคม กระทรวงมหาดไทย เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อน

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

กรณีที่เห็นได้ชัดคือการลงพื้นที่ตรวจค้นโรงแรม ร้านอาหาร และร้านทำผมย่านห้วยขวาง หลังพบประกอบธุรกิจโดยชาวจีนที่ไม่ได้ขออนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งบูรณาการร่วมกับกระทรวงพาณิชย์, กระทรวงแรงงาน, สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ), สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)

 

สิ่งที่ภาครัฐพยายามสื่อสารตลอดคือ “ใครที่เข้ามารุกล้ำ ถือครองแผ่นดินไทยโดยมิชอบ หรือเข้ามาแย่งอาชีพและปิดโอกาสของคนไทย ไม่สมควรได้รับการปล่อยปละละเลย และหากพบว่ากระทำผิดก็ต้องรับโทษตามกฎหมายทุกฉบับที่เกี่ยวข้อง”

 

โดยการทำงานของกระทรวงมหาดไทยจะไม่เน้นการประกาศหรือสร้างกระแส แต่จะใช้ผลงานเป็นเครื่องพิสูจน์ โดยเป้าหมายคือการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ปกป้องสิทธิและอาชีพของคนไทย และรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคมไทย

 

รายการ THE STANDARD NOW ดำเนินรายการโดยอ๊อฟ-ชัยนนท์ หาญคีรีรัตน์ ได้โอกาสสัมภาษณพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.2) ถึงมาตรการต่างๆ เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานและใช้กฎหมายของแต่ละหน่วยงานเอาผิดผู้เกี่ยวข้องให้ถึงที่สุด

 

ลงหน้างานด้วยตัวเอง “เจอใครฟันหมด ไม่รับเคลียร์”

 

พลพีร์ได้รับการทาบทามจากอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ระหว่างร่วมรับประทานอาหารค่ำกับเพื่อน สส.พรรคภูมิใจไทย โดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า ตอนแรกตนเองคิดว่าเป็นเรื่องล้อเล่น จนกระทั่งต้องมากรอกเอกสารประวัติอย่างละเอียดซึ่งมีความซับซ้อนมาก ถึงได้ทราบว่าจะได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยมหาดไทย ซึ่งถือเป็นโจทย์หินอย่างมาก

 

หลังได้รับตำแหน่ง พลพีร์บอกกับตัวเองว่า เราต้องลงหน้างานด้วยตัวเอง ไม่ควรนั่งบัญชาการแค่บนหอคอยงาช้าง เพราะการอ่านเอกสารรายงานหรือดูหน้าจอกราฟิกไม่สามารถตอบโจทย์ความรู้สึกและความจริงของหน้างานได้

 

นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างความมั่นใจและให้กำลังใจแก่ข้าราชการชุดปฏิบัติการจากส่วนกลางว่าไม่ต้องเกรงกลัวอิทธิพลใดๆ ในพื้นที่ “เจอใครฟันหมด ไม่รับเคลียร์ทุกกรณี”

 

จึงนำมาสู่ 3 หลักนโยบายสำคัญ (ชุดเฉพาะกิจระเบียบสังคม) ของกระทรวงมหาดไทยที่ตนเองยึดมั่นมาตลอด ได้แก่

 

  1. ชาติ: แผ่นดินไทยเป็นของคนไทยเท่านั้น คนต่างชาติไม่มีสิทธิ์เป็นเจ้าของแผ่นดินไทยแม้แต่ตารางเซนติเมตรเดียว
  2. อาชีพคนไทย: ต่างชาติห้ามเข้ามาแย่งงานหรือแย่งอาชีพของคนไทยเด็ดขาด
  3. การปกป้องผู้ประกอบการที่ถูกต้อง: ต้องปกป้องผู้ประกอบการที่ทำมาหากินสุจริตและเสียภาษีถูกต้อง ด้วยการเดินหน้ากวาดล้างและกำจัดธุรกิจสีเทาที่ทำผิดกฎหมายให้หมดสิ้นเพื่อสร้างความเท่าเทียม

 

“เจาะลึกขบวนการนอมินี” ตัวเลขความเสียหายและรูปแบบกลโกงระดับชาติ

 

พลพีร์เปิดเผยสถิติความเสียหายภาพรวม (จากรายงานกรมที่ดินล่าสุด) ที่ชวนน่าตกใจ โดยพบว่าบริษัทต่างชาติที่ทำผิดกฎหมายในลักษณะนอมินีถือครองที่ดินอย่างแน่นอน (100%) สูงถึง 3,400 บริษัท มีบริษัทที่เข้าข่ายต้องสงสัยว่าทำผิดกฎหมายอีกกว่า 14,000 บริษัท รวมแปลงที่ดินที่เกี่ยวข้องประมาณ 5,800 กว่าแปลง และมีมูลค่าทรัพย์สินคิดตามราคาประเมิน (ไม่ใช่ราคาตลาดที่สูงกว่ามาก) สูงถึง 65,000 ล้านบาท

 

จากนั้น มท.2 ได้ฉายภาพต่อถึงรูปแบบ และช่องโหว่กลโกงของขบวนการต่างชาติ โดยจำแนกได้ดังต่อไปนี้

 

    • แพ็คเกจกลโกงจากภาคเอกชนไทย: มีบริษัทบัญชีและสำนักงานกฎหมายไทยที่ทำตัวเป็นนายหน้า คอยจัดทำ “แพ็คเกจกลโกงสำเร็จรูป” ไว้คอยบริการคนต่างชาติ เช่น แพ็คเกจซื้อโรงแรม, ซื้อบ้านจัดสรร, ซื้อรถ หรือจัดตั้งธุรกิจต่างๆ โดยผิดกฎหมาย
    • การถือหุ้นไขว้ไปมาเพื่อพรางตา: ต่างชาติจะพยายามซ่อนตัวตนโดยนำคนไทยมาสวมสิทธิ์ถือหุ้นแทน หรือใช้เทคนิคตั้งบริษัท A ไปถือบริษัท B และ C ไขว้กันไปมา เพื่อหลีกเลี่ยงกฎเกณฑ์สัดส่วนถือครองหุ้น ทว่าภาครัฐสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ผ่านร่องรอยเส้นทางดิจิทัล (Digital Footprint)
    • การสวมสิทธิ์ผู้ถือบัตรคนจน: ใช้คนไทยเป็นหุ่นเชิดถือหุ้นมากกว่า 51% ซึ่งจากการตรวจสอบประวัติเชิงลึกพบว่า คนไทยบางคนที่มีชื่อเป็นกรรมการบริษัทร่วมหุ้นมูลค่านับล้านบาท แท้จริงแล้วยังเป็นผู้มีรายชื่อรับ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” หรือบัตรคนจนอยู่ด้วยซ้ำ
    • มาตรการบังคับขายคืนแผ่นดิน: สำหรับที่ดินที่ตรวจสอบพบความผิดกฎหมาย จะมีการตั้งคณะกรรมการจังหวัดเพื่อบังคับจำหน่าย (บังคับขายที่ดิน) ออกไปสู่ตลาดให้คนไทยเป็นผู้ซื้อต่อ ซึ่งรัฐบาลจะตามสืบประวัติและเส้นทางการเงินของผู้ซื้อรายใหม่อย่างละเอียด เพื่อป้องกันไม่ให้ขบวนการนอมินีเดิมใช้เงินกระเป๋าซ้ายจ่ายกระเป๋าขวาเพื่อวนกลับมาซื้อที่ดินเดิมซ้ำ

 

“ป่าตอง-พะงัน-สมุย-ห้วยขวาง-ปาย” เปิดปฏิบัติการกวาดล้างรายพื้นที่เป้าหมาย

 

รมช.มหาดไทยระบุว่า ที่ผ่านมาได้ดำเนินการในหลายพื้นที่ ทั้ง “ห้วยขวางโมเดล” รวมถึงการตรวจสอบในจังหวัดภูเก็ต เกาะพะงัน-เกาะสมุย (จังหวัดสุราษฎร์ธานี) และจังหวัดอื่นๆ เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานและใช้กฎหมายของแต่ละหน่วยงานเอาผิดผู้เกี่ยวข้องให้ถึงที่สุดตามรายละเอียดดังนี้

 

หาดป่าตอง จ.ภูเก็ต (เคสบุกตึก 6 ชั้นและโบสถ์ยิวแอบอ้าง)

  • บุกตรวจอาคารสูง 6 ชั้นกลางป่าตองที่จดทะเบียนทำธุรกิจโรงแรมแต่ไม่มีใบอนุญาตประกอบการ สภาพอาคารปิดทึบ มีระบบรักษาความปลอดภัยแน่นหนา มีป้อมยามและกล้อง CCTV เพียบ
  • บริเวณชั้นลอยถูกจัดตั้งเป็น “โบสถ์ยิว” และสถานที่สมาคมพักผ่อนของชาวอิสราเอล
  • มีชาวต่างชาติเดินเข้ามาแสดงตนและบอกเจ้าหน้าที่รัฐว่าพื้นที่ตรงนี้คือ “เขตแดนของประเทศอิสราเอล” พลพีร์สวนกลับทันทีว่า “This is Thailand. My rules, my land, my law” (นี่คือประเทศไทย กฎของฉัน แผ่นดินของฉัน กฎหมายของฉัน) ก่อนที่ชาวต่างชาติรายนั้นจะเดินหนีไป
  • ปัจจุบันพบว่าโครงข่ายทุนกลุ่มนี้เชื่อมโยงไปยังหลายสิบบริษัท ครอบคลุมทำเลทองในเกาะท่องเที่ยวภาคใต้ ภาคเหนือ และพื้นที่ใจกลางกรุงเทพมหานคร ที่ใช้เม็ดเงินมหาศาล อีกทั้งยังโยงไปถึงคดีนอมินีหมู่บ้านจัดสรรที่ จ.ชลบุรี กว่า 400 หลัง, จ.เชียงใหม่ 200 กว่าหลัง และ จ.ประจวบคีรีขันธ์ อีกด้วย

พะงันโมเดล (เกาะพะงัน) จ.สุราษฎร์ธานี

  • เกาะท่องเที่ยวเล็กๆ ที่มีประชากรไทยเพียง 20,000 คน แต่มีชาวต่างชาติพำนักอยู่ถึง 45,000 คน และในจำนวนนี้เป็นแรงงานต่างด้าวไปแล้วถึง 20,000 คน (อัตราส่วนแบบ 1:1 กับคนท้องถิ่น)
  • ตรวจพบโครงสร้างบริษัทที่เป็นนอมินีต่างชาติชัดเจน 104 บริษัท ครอบครองที่ดิน 124 แปลง มูลค่าทรัพย์สินรวมหลักพันล้านบาท
  • ในการตรวจค้นโรงแรมต่างชาติแห่งหนึ่งที่เปิดโดยผิดกฎหมาย (ไม่มีใบอนุญาตก่อสร้าง ใบอนุญาตประกอบธุรกิจ และไม่เข้าระบบภาษี) พบว่าถือครองที่ดิน 17 แปลง ผ่านบริษัทในเครือ 5 บริษัทที่มีโครงสร้างผู้ถือหุ้นคร่อมทับกันไปมา
  • เกิดปัญหากลุ่มต่างชาติจ้างงานกันเองในกลุ่มชาติเดียวกันจนแย่งงานและตัดโอกาสทำมาหากินของคนไทยในพื้นที่ เช่น ทุนจีนจ้างจีน, รัสเซียจ้างรัสเซีย, อิสราเอลจ้างอิสราเอล

สมุยโมเดล (เกาะสมุย) จ.สุราษฎร์ธานี

  • ดำเนินปฏิบัติการในเฟส 7 ร่วมกับตำรวจและกระทรวงพาณิชย์ ออกหมายจับกุมผู้ทำผิดกฎหมายถึง 12 สัญชาติ รวมกว่า 100 หมายจับ แก่บุคคล 80 กว่าคน
  • พบการครอบครองที่ดินโดยผิดกฎหมาย และสร้างวิลล่าหรูไว้ปล่อยเช่าแก่ต่างชาติโดยไม่ขออนุญาตประกอบการโรงแรม
  • กลวิธีฟอกเงินและเลี่ยงภาษี: ระบบการชำระเงินค่าเช่าพักทั้งหมดถูกจ่ายและโอนผ่านต้นทางในต่างประเทศ (เช่น จ่ายเงินที่อิสราเอล) หรือหากจ่ายในไทยจะใช้วิธีส่งมอบเงินสดให้คนต่างชาติโดยตรงหน้าวิลล่า ทำให้ระบบการเงินและภาษีของไทยไม่สามารถตรวจสอบเส้นทางหรือจัดเก็บรายได้ได้เลย ปัจจุบันมีการสั่งบังคับขายที่ดินนอมินีไปแล้วกว่า 122 เคส

อำเภอปาย จ.แม่ฮ่องสอน

  • ตรวจสอบพฤติกรรมกลุ่มต่างชาติ (โดยเฉพาะชาวอิสราเอล) ที่มีการอพยพโยกย้ายแหล่งพักพิงตามฤดูกาล (ฤดูร้อนอยู่ทะเลภาคใต้ ฤดูหนาวขึ้นภาคเหนือมาที่ อ.ปาย)
  • เตรียมขึ้นไปปราบปรามพื้นที่ อ.ปาย เนื่องจากเป็นพื้นที่ป่าไม้ซึ่งไม่ควรมีเอกสารสิทธิ์ที่ดินจำนวนมากขนาดนั้น โดยจะนำแผนที่ป่าไม้ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และแผนที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มาทับซ้อนกางตรวจสอบ หากพบว่าเป็นการออกโฉนดโดยมิชอบจะทำการเพิกถอนทันที
  • พลพีร์ย้ำว่า “หน้าที่ของผมไม่ใช่การอำนวยความสะดวกให้ต่างชาติมานอนแอร์เย็น มีกัญชาสูบสบายๆ หน้าที่ผมคือรักษาทรัพยากรและดูแลคนไทย”

ห้วยขวาง-RCA (กรุงเทพมหานคร)

  • ลงพื้นที่จับกุมร้านอาหารต่างชาติและจีนเทาที่ใช้แรงงานผิดกฎหมายและสวมสิทธิ์บัตรอย่างเป็นระบบ โดยส่งทีมงานเข้าไปล่อซื้อ
  • ปัจจุบันกำลังรอข้อมูลจากค่ายมือถือเพื่อเตรียมออกหมายเรียกกลุ่มบุคคลที่แอบอ้างว่าสามารถ “จ่ายส่วยและเคลียร์เส้นเงิน” เพื่อปกป้องธุรกิจผิดกฎหมายกับเจ้าหน้าที่รัฐได้ทุกหน่วยงาน

แฟลตดินแดง (กรุงเทพมหานคร) กรณีสวมสิทธิ์บัตรชมพู

  • บัตรสีชมพูต่างด้าว คือบัตรประจำตัวที่กระทรวงมหาดไทยออกให้คนต่างด้าว เพื่อให้บุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทยสามารถอาศัยอยู่ในประเทศไทยได้อย่างถูกกฎหมายเป็นการชั่วคราว
  • พบความผิดปกติในการยื่นสิทธิ์ขอใบอนุญาตต่างด้าว (บัตรชมพู) โดยตรวจพบว่าห้องพักห้องเดียวในแฟลตดินแดง มีชื่อแรงงานต่างด้าวลงทะเบียนเข้าพักอาศัยอัดแน่นระหว่าง 30-60 คน ซึ่งอยู่ในช่วงการขยายผลสืบสวนไปยังพื้นที่เขตอื่นๆ ทั่วกรุงเทพฯ

ขบวนการสวมรอยทะเบียนบ้าน จ.สกลนคร

  • เกิดขบวนการนายหน้าหลอกซื้อสำเนาทะเบียนบ้านของชาวบ้านในสกลนคร บางเคสมีการว่าจ้างเครือญาติเป็นเงินสูงถึง 500,000 บาท เพื่อนำชื่อและทะเบียนบ้านไปขายให้ทุนจีน
  • ทุนจีนร่วมมือกับบริษัทบัญชีและทนายความนำเอกสารทะเบียนบ้านนี้ไปจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทนอมินีข้ามเขตที่ชลบุรีโดยที่เจ้าของบ้านตัวจริงไม่รู้เรื่อง พบแล้ว 52 บริษัท และสั่งปิดทั้งหมดแล้ว

เกาะลันตา-เกาะปู จ.กระบี่

  • ตรวจพบต่างชาติถือครองที่ดินบนเกาะลันตา จำนวน 22 แปลง มูลค่ากว่า 2,100 ล้านบาท โดยใช้บริษัทโฮลดิ้งถือหุ้นไขว้บังหน้า
  • นอกจากนี้ ยังพบบริษัทนอมินี 3 บริษัทถือหุ้นไขว้กัน ส่งผลให้ต่างชาติสัญชาติฝรั่งเศส ถือสิทธิ์ครอบครองที่ดินริมชายหาดเกาะปูที่สวยงามที่สุดจำนวน 22 แปลง มูลค่ารวมกว่า 2,100 ล้านบาท
  • ทั้งนี้ ชาวบ้านและผู้ใหญ่บ้านดั้งเดิมที่อาศัยอยู่บนเกาะปูมานานกว่า 100 ปี ตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ กลับไม่มีสิทธิ์ในที่ดินแม้แต่ตารางวาเดียว ไม่มีแม้กระทั่งใบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1)

ย่าน Little Beijing จ.ชลบุรี

  • ตรวจพบกลุ่มทุนจีนสยายปีกเข้ากว้านซื้อที่ดินเป็นย่านๆ แทบจะทั้งอำเภอ ใน ต.บ่อวิน อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เพื่อสร้างเมืองส่วนตัว
  • มีการเปิดร้านค้า พัตตาคาร และใช้ระบบภาษาจีนล้วน ซึ่งเป็นการจงใจเข้ามาตั้งหลักแหล่งเพื่อทำธุรกิจแย่งอาชีพคนไทย
  • โดยโมเดลนี้มีความคล้ายคลึงกับย่านห้วยขวางในกรุงเทพฯ

 

จ.ระยอง (วิกฤตหนักกว่าชลบุรี)

 

  • พบรายงานการครอบครองที่ดินและธุรกิจต่างด้าวขยายตัวอย่างรวดเร็วเป็นแนวแนบแน่นตั้งแต่เขตบ้านฉางหลังออกจากสนามบินอู่ตะเภา ไล่ยาวเข้าไปในเขตพื้นที่อุตสาหกรรม

 

พลพีร์กล่าวว่า กำลังทำข้อมูลเตรียมบุกค้นพื้นที่เป้าหมายใหม่ที่มีโครงข่ายนอมินีต่างชาติถือครองที่ดินผิดกฎหมายขนาดใหญ่ยิ่งกว่าภูเก็ต โดยพบว่ามีบริษัทนิติบุคคลต่างชาติเกี่ยวข้องสูงถึง 750 กว่าบริษัท (เกือบ 2 เท่าของภูเก็ตที่มี 360 กว่าบริษัท)

 

วิกฤตโรงแรมผิดกฎหมายและข้อสงสัยเรื่อง “ส่วยรายเดือน”

 

พลพีร์ระบุต่อว่า ครึ่งหนึ่งของโรงแรมใน จ.ภูเก็ตทำผิดกฎหมาย โดยภูเก็ตมีโรงแรมทั้งหมดประมาณ 5,000 แห่ง แต่คาดว่ามีโรงแรมที่ “ผิดกฎหมาย” (ไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการ) สูงถึง 2,000 แห่ง (เกือบครึ่งหนึ่ง)

 

เนื่องจากโครงสร้างตึกเก่าไม่ได้มาตรฐานความปลอดภัย ไม่มีระบบอัคคีภัย ไม่มีทางหนีไฟ หรือผิดกฎหมายผังเมืองโซนนิ่ง

 

ซึ่งหากมองความความผิดปกติเรื่องการดองใบอนุญาตเพื่อเรียกส่วยนั้น จะพบว่าในอดีต ภูเก็ตมีการออกใบอนุญาตโรงแรมที่ถูกต้องได้เพียงปีละประมาณ 40 แห่งเท่านั้น

 

แต่หลังจากกระทรวงมหาดไทยสั่งสับเปลี่ยนโยกย้ายข้าราชการชุดใหม่เข้าไปทำงานได้เพียง 2 เดือน กลับสามารถสะสางและออกใบอนุญาตให้ถูกต้องตามกฎหมายได้ถึงเกือบ 400 แห่ง

 

สิ่งนี้ทำให้เกิดข้อสงสัยอย่างรุนแรงว่า ที่ผ่านมาเกิดกระบวนการ “ดึงเรื่อง” เพื่อเรียกเก็บเงินใต้โต๊ะหรือ “ส่วยรายเดือน” หรือไม่

 

“ผมขอประกาศว่าจะดำเนินการสืบสวนย้อนหลังเพื่อเอาผิดข้าราชการที่เกี่ยวข้องทั้งหมดอย่างเด็ดขาดแม้ว่าจะเกษียณอายุราชการไปแล้วก็ตาม” พลพีร์กล่าว

 

มาตรการเชิงบูรณาการร่วมกัน 7 หน่วยงาน

 

เพื่อแก้ปัญหาการย้ายโอนหุ้นหรือเปลี่ยนชื่อบริษัทหนีเพื่อเลี่ยงคดีเมื่อรู้ตัวว่าถูกตรวจสอบ พลพีร์จึงใช้แนวทางเดินหน้าปราบปรามร่วมกันเป็นแพ็กเกจ ประกอบด้วย 7 หน่วยงานหลัก ได้แก่

 

  1. กระทรวงมหาดไทย (กรมการปกครอง): ตรวจสอบสิ่งปลูกสร้าง, ผังเมือง, และใบอนุญาตท้องถิ่น
  2. กระทรวงพาณิชย์ (DBD): ตรวจสอบเส้นทางจดทะเบียนนอมินีและข้อมูลผู้ถือหุ้น
  3. กระทรวงแรงงาน: ตรวจสอบการลักลอบทำงานและอาชีพต้องห้ามของคนต่างด้าว
  4. สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.): ตรวจสอบสถานะการเข้าเมือง วีซ่า และดำเนินการส่งกลับประเทศ
  5. สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.): จัดการข้าราชการที่เรียกรับผลประโยชน์
  6. สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.): ตรวจสอบและอายัดเส้นทางการเงิน
  7. กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI): ดำเนินคดีกับเครือข่ายขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าทรัพย์สินหมุนเวียนเกิน 300 ล้านบาท

 

“ขีดเส้นตาย 7 วันคัดกรองเป้าหมาย”

 

พลพีร์ยืนยันว่า การลงพื้นที่ตรวจค้นแต่ละครั้งไม่ได้ทำอย่างสุ่มสี่สุ่มห้า แต่ต้องเตรียมข้อมูลหลังบ้านอย่างน้อย 7 วัน โดยมีการประสานตรวจสอบใบจดทะเบียนบริษัทจากกระทรวงพาณิชย์ ประวัติการเสียภาษี ใบอนุญาตทำงานจากกระทรวงแรงงาน ใบอนุญาตก่อสร้าง และส่งชุดปฏิบัติการพิเศษ (DOPA SWAT) สังกัดกรมการปกครอง ลงพื้นที่ไปสืบสังเกตการณ์ล่วงหน้า

 

เบื้องต้นได้สั่งการในที่ประชุมร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ให้ส่งรายชื่อโรงแรมผิดกฎหมาย สถานประกอบการเถื่อน และร้านกัญชาที่ไม่มีใบอนุญาตกลับมาภายใน 7 วัน เพื่อจัดทำเป้าหมายปราบปรามใน 77 จังหวัด ซึ่งมีการวางแผนภารกิจเต็มยาวไปจนถึงเดือนมิถุนายนปี 2570

 

ไม่โกรธที่คนเรียก “รัฐมนตรีลูกเทพ”

 

“ไม่โกรธครับ ดีใจ ดีใจจริงๆ เขาเอาผมไปไว้ในกลุ่มที่มีความสามารถมาก ซึ่งทุกคนเติบโตมาจากฐานเสียงและพื้นที่จริง”

 

นี่คือคำพูดของพลพีร์ กรณีที่รัฐมนตรีคนรุ่นใหม่ของพรรคภูมิใจไทยถูกขนานนามว่า “รัฐมนตรีลูกเทพ”

 

หากย้อนประวัติ พลพีร์มาจากตระกูลข้าราชการและนักการเมืองอย่างแท้จริง โดยว่าที่ร้อยตรีไพโรจน์ สุวรรณฉวี (บิดา) เคยรับราชการสังกัดกรมการปกครอง, เป็นนายอำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา และเป็นอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ส่วน ร.ต.หญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี (มารดา) เคยเป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และอดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา

 

พลพีร์ยอมรับว่า ภูมิหลังของครอบครัวการเมืองช่วยปูทางให้ตนเองจริง แต่หากตนเองไม่มีผลงานหรือไม่ทำประโยชน์ให้เป็นที่ประจักษ์แก่ประชาชน ในการเลือกตั้งครั้งหน้าประชาชนจะไม่เลือกตนเองกลับเข้ามาอย่างแน่นอน เพราะเคยผ่านประสบการณ์ “สส.สอบตก” มาแล้วในการเลือกตั้งปี 2562

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising