×

เพิ่ม Healthspan ให้ยืนยาว ด้วยวิถีชีวิตแบบ Blue Zone

05.03.2026
  • LOADING...

Blue Zone เป็นคำที่ถูกกำหนดขึ้นเพื่ออธิบายถึง 5 พื้นที่บนโลก ที่มีการพิสูจน์แล้วว่าประชากรมีอายุเกิน 100 ปี และมีอายุยืนยาวกว่าค่าเฉลี่ยของโลกอย่างมีนัยสำคัญ และที่สำคัญคือ พวกเขาไม่ได้มีแค่อายุที่ยืนยาวเท่านั้น แต่ยังมีสุขภาพดีตลอดทั้งช่วงอายุขัย มีสุขภาพจิตที่แจ่มใส และสามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้ด้วยตัวเองจนถึงช่วงท้ายของชีวิต

 

พื้นที่ Blue Zone ทั้ง 5 แห่ง ได้แก่ โอกินาวา (ญี่ปุ่น), ซาร์ดิเนีย (อิตาลี), อิคาเรีย (กรีซ) และโลมา ลินดา (สหรัฐอเมริกา) ซึ่งเมื่อศึกษาชีวิตของประชากรที่อาศัยอยู่ใน Blue Zone ทั้ง 5 แห่งดังกล่าวพบว่า มีแนวคิดการใช้ชีวิตที่สำคัญร่วมกัน 4 ข้อ ที่ช่วยเพิ่ม Health Span หรือช่วงเวลาที่มีสุขภาพดีตามอายุขัย ซึ่งทุกคนสามารถนำแนวคิดดังกล่าวไปประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะอยู่บนประเทศไหนบนโลกนี้

 

1. Stay Active: เคลื่อนไหวร่างกายอย่างต่อเนื่อง 

คนในอดีตมักใช้ชีวิตที่ต้องลงมือทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการเพาะปลูก ทำความสะอาด หรือการเดินทาง ซึ่งทำให้ร่างกายเกิดการเคลื่อนไหวอย่างสม่ำเสมอและมีความแข็งแรงโดยธรรมชาติ แม้ในยุคปัจจุบันที่เรามีเครื่องทุ่นแรงและเทคโนโลยีมากมาย แต่เรายังสามารถประยุกต์หลักการนี้ให้เข้ากับบริบทของชีวิตยุคใหม่ได้โดย

  • เปลี่ยนวิธีการเดินทาง ลองใช้ระบบขนส่งสาธารณะแทนการขับรถส่วนตัวบ่อยขึ้น การเดินไปยังป้ายรถเมล์หรือสถานีรถไฟฟ้าเป็นการเพิ่มกิจกรรมทางกายโดยไม่รู้ตัว
  • เพิ่มกิจกรรมทางกาย พาตัวเองไปออกกำลังกาย หรือเลือกทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันที่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวร่างกาย เช่น การทำสวน ทำความสะอาดบ้าน หรือการเดินขึ้นลงบันไดแทนลิฟต์
  • ลดพฤติกรรมติดหน้าจอ ลดการใช้เวลานั่งอยู่กับโซเชียลมีเดียหรือหน้าจอต่างๆ ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่อยู่กับที่ เพื่อให้มีเวลาในการเคลื่อนไหวร่างกายมากขึ้น

 

2. Whole Food: กินอาหารจากธรรมชาติเป็นหลัก 

ชาว Blue Zone ส่วนใหญ่บริโภคอาหารที่มาจากพืชและธัญพืชเป็นหลัก เน้นอาหารที่ผ่านการแปรรูปน้อยที่สุด ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาสุขภาพที่ดี หลักการง่ายๆ คือการกินผักให้มากขึ้น และเน้นอาหารจากธรรมชาติที่ปลูกเองหรือเป็นผลผลิตออร์แกนิก หากไม่สามารถปลูกเองได้ อาจลองเพิ่มทางเลือกด้วยการสนับสนุนสินค้าจากเกษตรกรหรือผู้ผลิตท้องถิ่นที่ใส่ใจกับสิ่งแวดล้อม การเลือกรับประทานอาหารที่เน้นพืชเป็นหลักและผลิตในท้องถิ่น (Low-Carbon Footprint Diet) ไม่เพียงแต่เป็นผลดีต่อสุขภาพของเราเองเท่านั้น แต่ยังดีต่อสิ่งแวดล้อมด้วย เพราะการดูแลสิ่งแวดล้อมที่ดีจะส่งผลดีทางอ้อมกลับมายังสุขภาพของเราในระยะยาว 

 

3.Community Support: สร้างความสัมพันธ์ที่เข้มแข็ง

งานวิจัยที่ศึกษาเรื่องความลับของการมีอายุยืนยาวที่ยาวนานที่สุดในโลกของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ชี้ให้เห็นว่า หัวใจสำคัญของการมีชีวิตที่ยืนยาวประการหนึ่งคือ การมีความสัมพันธ์ที่ดีและมีคุณภาพกับคนรอบข้าง ทั้งความสัมพันธ์กับครอบครัว เพื่อน เพื่อนบ้าน และชุมชนที่เข้มแข็งและเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน เป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยเรื่องสุขภาพจิต การมีกลุ่มเพื่อนที่จะไปทำกิจกรรมต่างๆ ช่วยลดความเครียด ความโดดเดี่ยว และส่งเสริมความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม

 

4. Purpose-Driven Life: ใช้ชีวิตอย่างมีเป้าหมายร่วมกับโลก

การเปลี่ยนแปลงของโลกสมัยใหม่ทำให้มนุษย์มีแนวโน้มใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวและมุ่งเน้นตนเองมากขึ้น อย่างไรก็ตามประสบการณ์จากวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพในปัจจุบันสะท้อนให้เห็นว่า การเพิกเฉยต่อสังคมและโลกใบนี้ย่อมนำไปสู่ผลกระทบที่ย้อนกลับมาสู่มนุษย์ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นปัญหามลพิษทางอากาศหรือคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ถดถอย การมีเป้าหมายในชีวิตที่เชื่อมโยงกับการสร้างประโยชน์ต่อผู้อื่น ชุมชน หรือโลกใบนี้ เป็นองค์ประกอบสำคัญของแนวคิด Blue Zone เพราะการทำกิจกรรมเพื่อสังคมหรือสิ่งแวดล้อมไม่เพียงเติมเต็มความหมายให้กับชีวิต แต่ยังช่วยเสริมสร้างสุขภาวะทางใจและความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองอย่างยั่งยืน

 

แนวคิดของวิถีชีวิตแบบ Blue Zone ทำให้เรารู้ว่า การมีอายุยืนยาวและมีสุขภาพดีไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของยีนหรือการแพทย์ แต่เป็นผลรวมของ ‘วิถีชีวิต’ ทั้งเรื่องการกิน การเคลื่อนไหว และ ‘สภาพแวดล้อมทางสังคม’ เช่น ความสัมพันธ์ที่เกื้อกูลและจุดมุ่งหมายในชีวิต ซึ่งทั้งหมดเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ในชีวิตประจำวันเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของตนเองให้ยืนยาวและมีความสุข

 

ดังนั้นแล้วเรื่องของความยั่งยืนจึงเป็นได้ทั้งเรื่องระดับบุคคล การร่วมมือกันของแต่ละภาคส่วนของสังคม และระดับประเทศ ยิ่งแต่ละส่วนทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่ ภาพรวมของประเทศอาจนำไปสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริงได้ในที่สุด 

 

ธนาคารไทยพาณิชย์เป็นส่วนหนึ่งที่ตระหนักและให้ความสำคัญกับเรื่องนี้จนนำไปสู่การเป็นธนาคารชั้นนำด้านความยั่งยืน (The Leading Sustainable Bank) ที่ชูแนวคิด “อยู่ อย่าง ยั่งยืน” (Live Sustainably) ผสานเทคโนโลยีและนวัตกรรมร่วมกันขับเคลื่อนธุรกิจและสภาพแวดล้อมที่ยั่งยืนในระดับธนาคาร ลูกค้า และสังคม โดยร่วมสร้างการรับรู้ให้การยั่งยืนเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องให้ความสำคัญ ซึ่งธนาคารไทยพาณิชย์ได้ร่วมสร้างความเปลี่ยนแปลงผ่าน 3 ขั้นตอนสำคัญคือ สนับสนุนให้ลูกค้าเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้วยสินเชื่อและการลงทุนด้วยความยั่งยืน, ปรับการดำเนินการองค์กรสู่ Net Zero ในค.ศ.2030 และเป็นธนาคารไทยแรกที่ตั้งเป้า Net Zero 2050 การให้สินเชื่อและการลงทุนตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ หรือ Science-Based Targets Initiative (SBTi) ซึ่งเป็นมาตรฐานระดับโลก ด้วยแผนการเปลี่ยนผ่านพอร์ตสินเชื่อทั้ง 2.3 ล้านล้านบาทสู่พอร์ตสินเชื่อสีเขียว

 

และเพื่อให้เป้าหมายข้างต้นประสบความสำเร็จ ธนาคารไทยพาณิชย์ได้ดำเนินการด้านความยั่งยืนสำหรับการส่งต่อความยั่งยืนให้ผู้เกี่ยวข้องผ่าน 3 แกนสำคัญ 1) Sustainable Banking สนับสนุนการเงินยั่งยืนแก่ลูกค้า เพื่อสนับสนุนลูกค้าลดความเสี่ยงจากการทำธุรกิจกับคู่ค้า และมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ไปด้วยกัน 2) Corporate Practice Excellence มุ่งเน้นการนำไทยพาณิชย์ให้เป็นองค์กรแห่งความยั่งยืนในทุกมิติ โดยมีการจัดตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความยั่งยืน และได้กำหนดเป้าหมาย Net Zero 2030 และ 3) Better Society มุ่งมั่นพัฒนาสังคมที่ดียิ่งขึ้น  ส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของคนในสังคม ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและการพัฒนาแบบองค์รวม เพื่อสร้างการเติบโตอย่างทั่วถึง

 

ทั้งหมดคือนโยบายของธนาคารไทยพาณิชย์ที่ต้องการส่งต่ออนาคตที่ดีแก่คนรุ่นหลัง ให้เติบโตได้อย่างเท่าเทียม และธุรกิจเติบโตไปได้อย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือเป็นบทบาทสำคัญขององค์กรในการสร้างความยั่งยืน และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้คนในสังคมได้อยู่ อย่าง ยั่งยืน

 

 

  • LOADING...

READ MORE

MOST POPULAR



Close Advertising