×

เพนตากอนขึ้นบัญชีดำ ‘สถาบันขงจื๊อ’ ชี้เป็นภัยคุกคามความมั่นคงสหรัฐฯ แฝงตัวขโมยทรัพย์สินทางปัญญา

24.10.2026
ภาพประกอบเพนตากอนและสถาบันขงจื๊อในสหรัฐอเมริกา

กระทรวงสงครามสหรัฐอเมริกา ประกาศขึ้นบัญชีดำ ‘สถาบันขงจื๊อ’ (Confucius Institutes) ชี้เป็นองค์กรที่เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติ โดยกล่าวหาว่า สถาบันเหล่านี้แฝงตัวอยู่ในมหาวิทยาลัยสหรัฐฯ เพื่อเผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อและขโมยทรัพย์สินทางปัญญา

 

เมื่อวานนี้ (23 ตุลาคม) พีต เฮกเซธ รัฐมนตรีกระทรวงสงครามสหรัฐฯ เปิดเผยผ่านวิดีโอที่เผยแพร่บนโซเชียลมีเดียว่า สถาบันขงจื๊ออำพรางตัวตนในประเทศ โดยดำเนินกิจกรรมภายในมหาวิทยาลัยสหรัฐฯ ภายใต้ชื่อและข้อบังคับองค์กรที่แตกต่างออกไป

 

เฮกเซธกล่าวอ้างว่า พบองค์กรโฆษณาชวนเชื่อแห่งใหม่ถึง 80 แห่ง โดยกระจายอยู่ในมหาวิทยาลัย 30 แห่งทั่วสหรัฐฯ แม้จะใช้ชื่อและข้อบังคับองค์กรแตกต่างกัน แต่มีเป้าหมายเดียวกัน คือ การขโมยทรัพย์สินทางปัญญาและแทรกซึมทางความคิดของนักศึกษาอเมริกัน

 

นอกจากนี้ รัฐมนตรีกระทรวงสงครามสหรัฐฯ ยังระบุว่า ทางการได้ดำเนินการอย่างเป็นระบบเพื่อยุติการดำเนินงานขององค์กรเหล่านี้ทั้งหมด แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียด ขณะที่สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงวอชิงตันยังไม่ได้ตอบกลับความเห็นถึงกรณีดังกล่าว

 

ย้อนปมขัดแย้ง สถาบันขงจื๊อ vs สหรัฐฯ หลังถูกชี้เป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อของจีน

 

สถาบันขงจื๊อเป็นโครงการที่จีนจัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาจีนและเผยแพร่วัฒนธรรมจีนในต่างประเทศ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการจีนให้การสนับสนุน

 

อย่างไรก็ตาม สถาบันเหล่านี้เผชิญข้อกล่าวหาจากรัฐบาลสหรัฐฯ มาเป็นเวลานานว่า เป็นเครื่องมือขยายอิทธิพลทางการเมืองและเผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาลปักกิ่ง โดยเฉพาะประเด็นอ่อนไหวอย่างไต้หวันและซินเจียง

 

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2020 รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของ โดนัลด์ ทรัมป์ ในสมัยแรก ประกาศกำหนดให้ศูนย์สถาบันขงจื๊อในสหรัฐ (Confucius Institute U.S. Center: CIUS) มีสถานะเป็นหน่วยงานต่างชาติ โดยกำหนดให้ต้องเปิดเผยข้อมูลบุคลากร ทรัพย์สิน เงินทุน และหลักสูตรการเรียนการสอนต่อรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสในการดำเนินงาน

 

ในเวลานั้น ไมค์ ปอมเปโอ อดีตรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายให้มหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาของสหรัฐฯ สามารถตัดสินใจได้ว่า ควรอนุญาตให้โครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคคอมมิวนิสต์จีนดำเนินงานต่อไปหรือไม่ โดยรัฐบาลยืนยันว่า ไม่ได้มีเป้าหมายสั่งปิดสถาบันขงจื๊อทั้งหมด

 

ทั้งนี้ ข้อมูลของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ในปี 2020 ระบุว่า มีสถาบันขงจื๊อเปิดดำเนินงานอยู่ 75 แห่งทั่วประเทศ โดย 65 แห่งตั้งอยู่ภายในมหาวิทยาลัย ส่วนที่เหลือดำเนินงานในรูปแบบองค์กรอิสระ ขณะที่สถาบันหลายแห่งทยอยปิดตัวลง หลังสหรัฐฯ ออกมาตรการจำกัดเงินสนับสนุนด้านการเรียนการสอนภาษาจีนแก่สถาบันการศึกษาที่มีความร่วมมือกับสถาบันขงจื๊อ

 

น่าสนใจว่า บทบาทของสถาบันขงจื๊อยังสร้างความกังวลในประเทศอื่น โดย The Guardian รายงานว่า คณะกรรมาธิการการต่างประเทศของสภาสามัญชนอังกฤษเปิดเผยผลการตรวจสอบในปี 2019 โดยพบหลักฐานว่า จีนพยายามแทรกแซงเสรีภาพทางวิชาการ เช่น ถึงกรณีเจ้าหน้าที่สถาบันขงจื๊อยึดเอกสารที่กล่าวถึงไต้หวันระหว่างการประชุมวิชาการ

 

กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นในการประชุมวิชาการด้านจีนศึกษาที่ประเทศโปรตุเกสเมื่อปี 2014 โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงขององค์กรที่กำกับดูแลสถาบันขงจื๊อจากจีนถูกกล่าวหาว่า สั่งยึดเอกสารการประชุม และนำหน้าที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับไต้หวันออกจากเอกสาร หลังไม่พอใจการกล่าวถึงองค์กรที่ให้การสนับสนุนการประชุมจากไต้หวัน ส่งผลให้สมาคมยุโรปเพื่อการศึกษาจีน (European Association for Chinese Studies) ออกแถลงการณ์ประท้วงการแทรกแซงดังกล่าว

 

ต่อมาในปี 2025 The Guardian ยังรายงานข้อกังวลเกี่ยวกับกระบวนการคัดเลือกบุคลากรของสถาบันขงจื๊อในอังกฤษ โดยกลุ่ม UK-China Transparency ระบุว่า ผู้สมัครชาวจีนบางส่วนต้องแสดงข้อมูลเกี่ยวกับทัศนคติทางการเมือง และผ่านการตรวจสอบจากคณะกรรมการของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ทำให้เกิดความกังวลว่า เงื่อนไขดังกล่าวอาจขัดต่อหลักเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของมหาวิทยาลัยในอังกฤษ

 

จีนปฏิเสธข้อกล่าวหา ขณะที่หลักฐานการแทรกแซงยังเป็นข้อถกเถียง

 

ด้าน CIUS เคยปฏิเสธข้อกล่าวหาของรัฐบาลสหรัฐฯ ในปี 2020 โดยยืนยันว่า องค์กรไม่มีอำนาจควบคุมหลักสูตร การจ้างงาน หรือเงินทุนของสถาบันขงจื๊อในมหาวิทยาลัยต่างๆ ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศจีนวิจารณ์มาตรการของสหรัฐฯ ว่า เป็นข้อกล่าวหาและสร้างภาพลักษณ์เชิงลบต่อโครงการแลกเปลี่ยนภาษาและวัฒนธรรม ซึ่งดำเนินงานภายใต้กฎหมายของประเทศที่ตั้งสถาบัน

 

นอกจากนี้ The Straits Times รายงานว่า ในปี 2019 สำนักงานตรวจสอบความรับผิดชอบของรัฐบาลสหรัฐฯ (GAO) ได้ตรวจสอบสถาบันขงจื๊อ 10 แห่ง โดยพบว่า ทุกแห่งมีบุคลากรของมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ เป็นผู้บริหาร ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลจีน

 

อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารมหาวิทยาลัยและนักวิชาการบางส่วนแสดงความกังวลว่า การมีสถาบันขงจื๊ออาจส่งผลกระทบต่อเสรีภาพทางวิชาการ ขณะที่มหาวิทยาลัยบางแห่งระบุว่า สถาบันขงจื๊อของตนเคยจัดกิจกรรมเกี่ยวกับประเด็นอ่อนไหว เช่น ข้อพิพาทในทะเลจีนใต้

 

ขณะเดียวกัน เอ็ดเวิร์ด แม็กคอร์ด ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยจอร์จวอชิงตัน ให้สัมภาษณ์กับ The Straits Times ในปี 2020 ว่า ข้อกล่าวหาที่ว่าสถาบันขงจื๊อเป็นเครื่องมือเผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อของจีนยังขาดหลักฐานที่เป็นรูปธรรม พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐฯ แสดงหลักฐานเพื่อสนับสนุนข้อกล่าวหาดังกล่าว

 

ภาพ: Evan Vucci / Reuters

 

อ้างอิง:


READ MORE





Latest Stories

Close Advertising