เมื่อพูดถึง “Green Hospital” ภาพที่หลายคนนึกถึงมักเป็นโรงพยาบาลที่ติดตั้งแผงโซลาร์บนหลังคา มีระบบรีไซเคิลน้ำ หรืออาคารที่ได้รับมาตรฐาน LEED อย่างไรก็ตาม สำหรับเครือโรงพยาบาลพญาไท–เปาโล แนวคิด “Green Hospital” ถูกวางไว้อย่างลึกซึ้งกว่าการดูแลเพียงมิติด้านสิ่งแวดล้อม
ในฐานะผู้นำด้านสุขภาพของประเทศไทย องค์กรมุ่งขับเคลื่อนตามแนวทาง Sustainable Healthcare ที่สร้างสมดุลระหว่างมาตรฐานการรักษาพยาบาล คุณภาพประสบการณ์ผู้ป่วย ตลอดจนการบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ภายใต้กรอบ BDMS Green Healthcare
แนวทางดังกล่าวจึงไม่ได้แยกการดูแลสิ่งแวดล้อมออกจากการดูแลผู้ป่วย แต่ผสานทั้งสองมิติไว้ด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการยกระดับ Patient Experience หนึ่งในตัวอย่างคือการพัฒนา “ชุดผู้ป่วยดีไซน์ใหม่” ภายใต้แนวคิด Care for Life ซึ่งไม่เพียงช่วยยกระดับประสบการณ์ของผู้เข้ารับบริการ แต่ยังทำให้ผู้ป่วยรู้สึกมีส่วนร่วมในการดูแลโลกไปพร้อมกันด้วย

ศศิธร มูลสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มโรงพยาบาลพรีเมี่ยม เครือรพ.พญาไท-เปาโล ฉายให้เห็นภาพใหญ่และความตั้งใจของเครือโรงพยาบาลพญาไท–เปาโล ผ่าน ‘หลักฐานเชิงประจักษ์’ มากมายไม่ว่าจะเป็นการลงทุนด้านระบบพลังงานและอาคารสีเขียว ไปจนถึงการยกระดับมาตรฐานโรงพยาบาลในทุกมิติ ตั้งแต่การจัดการขยะที่มีความซับซ้อน ทั้งขยะติดเชื้อ ขยะพิษ ขยะเคมี หรือการเปลี่ยนขยะรีไซเคิลผ่านกระบวนการ Upcycling เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม
“ในฐานะที่เราเป็นโรงพยาบาลในเครือ BDMS ซึ่งอยู่ในกลุ่ม Top 1% ของดัชนี Dow Jones Sustainability Indices มาเป็นเวลา 3 ปีซ้อน เราจึงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง จาก Corporate Strategy มาถึงระดับองค์กร เรามีหลายโปรเจกต์ที่ทำต่อเนื่อง”
หากนิยามความหมายของ ‘Green Hospital’ ว่าคือ โรงพยาบาลที่เน้นความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ลดผลกระทบทางระบบนิเวศ เช่น การลดขยะ ประหยัดน้ำ และใช้วัสดุเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นั่นคือสิ่งที่ เครือโรงพยาบาลพญาไท-เปาโล ทำมาอย่างต่อเนื่อง
“โปรเจกต์แรกเมื่อนึกถึงเรื่อง Green Hospital คือเรื่อง Waste and Circular Economy หรือการจัดการของเสียและเศรษฐกิจหมุนเวียน เนื่องจากโรงพยาบาลมีขยะหลายประเภทมากกว่าธุรกิจอื่นๆ ทั้งขยะติดเชื้อ ขยะพิษ ขยะรีไซเคิล ขยะทั่วไป และขยะเคมีจากกระบวนการรักษาผู้ป่วย ซึ่งต้องเก็บและทำลายอย่างถูกวิธี เพื่อไม่ให้สารเหล่านั้นปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อม เราจึงมีตัวชี้วัดและระบบกำกับดูแลตามมาตรฐานโรงพยาบาลอย่างเคร่งครัด”
สิ่งที่ทำควบคู่ไปนั่นก็คือ ลดการนำขวดพลาสติกมาใช้ในโรงพยาบาล โดยติดตั้งจุดบริการน้ำดื่มที่ทันสมัยให้ผู้เข้ารับบริการสามารถเลือกดื่มได้ตามต้องการ ขณะเดียวกันพลาสติกบางส่วนยังจำเป็นต้องใช้ ก็สร้างมูลค่าด้วยการนำฝาจุกและวัสดุพลาสติกจากขวดน้ำเกลือ ซึ่งไม่ใช่ของติดเชื้อ ไป Upcycling สร้างโปรดักต์ใหม่ขึ้นมา รวมถึงผ้า Non-woven หรือผ้าใยสังเคราะห์ที่ใช้ห่อเวชภัณฑ์ประเภท Disposable ซึ่งผ่านการสเตอไรล์แล้วและเป็นของสะอาด มาดัดแปลงเป็นกระเป๋า ถุงมือจับของร้อน หรือกระเป๋า
“ยิ่งไปกว่านั้น เราได้มีโอกาสพูดคุยกับทัณฑสถานและวิสาหกิจชุมชนตามหมู่บ้านต่างๆ เพื่อให้เป็นแหล่งผลิตและสร้างอาชีพ พร้อมนำรายได้บางส่วนจากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์เข้า One Love Foundation ของเราด้วย”
ศศิธร มองว่าการทำ Green Hospital ไม่ควรเป็นเพียงเรื่องที่เกิดขึ้น “หลังบ้าน” หรือเป็นเรื่องที่ผู้ป่วยไม่รับรู้ แต่ควรถูกเชื่อมโยงเข้ากับ Patient Experience ให้ผู้เข้ารับบริการสัมผัสได้จริง ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์ใหม่ในการสร้างประสบการณ์ดีๆ ให้กับผู้ป่วย
“ก่อนหน้านี้เวลาพูดถึงการทำ Green Hospital มันเหมือนกับว่าเราทำกันอยู่ในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจัดการขยะต่างๆ การทำ recycle และ upcycling หรือการอนุรักษ์พลังงานผู้ป่วยอาจไม่ค่อยรับรู้ ครั้งนี้เราจึงมีการตั้งธีมและพูดคุยกับผู้ออกแบบว่าจะออกแบบชุดผู้ป่วยให้สอดคล้องไปกับการทำเรื่อง Green Hospital ได้อย่างไร โดยคำนึงทั้งความสะดวกสบายของผู้ป่วยและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมควบคู่กัน”

Patient Experience ยกระดับมาตรฐานใหม่ที่โรงพยาบาลต้องใส่ใจ
ศศิธร บอกว่า สิ่งแรกที่คำนึงในการออกแบบชุดผู้ป่วยหรือผู้ที่เข้ารับบริการคือ ความรู้สึก ‘Warm and Friendly’ ที่สำคัญจะต้อง Friendly กับโลกด้วย
“โจทย์ของเราคือ อยากให้ชุดผู้ป่วย ใส่ใจทั้งผู้รับบริการ ผู้ให้บริการซึ่งก็คือทีมแพทย์ พยาบาล รวมถึงบุคลากรที่เกี่ยวข้อง และสิ่งแวดล้อม จึงถูกพัฒนามาเป็นธีม ‘Care for life’ โดยมีแนวคิด Human-centric Innovation เป็นแกนหลัก”
‘Care for life’ ประกอบด้วย 3 เสาหลัก ได้แก่
Care for Fiber: เนื้อผ้าโพลีเอสเตอร์ผสมคอตตอน ลดการใช้ฝ้ายหรือเส้นใยจากธรรมชาติ เพื่อรบกวนสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด แต่ยังคงความสัมผัสที่นุ่มนวล สวมใส่สบาย นอกจากนี้ ชุดผู้ป่วยต้องซักด้วยความร้อนสูงเพื่อฆ่าเชื้อ 100% เส้นใยจึงต้องทนทานและรีดได้โดยไม่ต้องใช้พลังงานสูง ซึ่งช่วยลดการใช้พลังงานในโรงซักรีดได้อีกทาง
Care for Water: สั่งทอพิเศษโดยย้อมด้วยเทคนิคแบบ Two-Tone คือการทอด้วยเส้นใยสีดิบควบคู่กับเส้นใยสีโทนอ่อน ที่ให้ความรู้สึก อบอุ่น ผ่อนคลาย และยังช่วยลดสารเคมีในการย้อมสีผ้ามากกว่าการทอแบบสีเข้มทั่วไป กระบวนการย้อมจึงใช้น้ำน้อยลง การบำบัดน้ำเสียจึงน้อยลงไปด้วย มีส่วนช่วยลดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม และที่สำคัญเทคนิคนี้ ช่วยทำให้ชุดผู้ป่วยสามารถใช้งานได้นาน เพราะยิ่งซักจะยิ่งสวย เหมือนผ้าอ๊อกฟอร์ดและผ้าเดนิม
Care for Planet: เมื่อใช้กระบวนย้อมด้วยเทคนิคแบบ Two-Tone ทำให้ไม่จำเป็นต้องผ่านการ Anti-Chlorine Finishing เหมือนการย้อมผ้าอื่น ๆ จึงช่วยลดการใช้พลังงานในกระบวนการผลิตลงกว่าครึ่ง รวมถึงการUpcycle เศษผ้าเหลือมาตัดเย็บเป็นถุงผ้าใช้งานในห้องพัก เพื่อลดขยะสิ่งทอได้อีก
“ชุดคนไข้สำหรับผู้ป่วยใน ที่ต้องสวมใส่ตลอด 24 ชั่วโมง เนื้อผ้าต้องนุ่มเบาสบาย ซับเหงื่อ ไม่ร้อนไม่หนาว ตะเข็บต้องไม่แข็ง เพราะถ้าสวมใส่ไม่สบาย ผู้รับบริการก็จะได้รับประสบการณ์ที่ไม่ดี ยิ่งกว่านั้น เราอยากให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกว่าตัวเองกำลังใส่ชุดผู้ป่วยอยู่ ใส่แล้วยังมีความมั่นใจ ต่อให้ป่วยอยู่แต่เมื่อมีแขกมาเยี่ยม ก็ไม่ต้องรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนป่วย อันนี้มันสำคัญมากต่อประสบการณ์ที่ผู้ป่วยได้รับ”
ยิ่งไปกว่านั้น ยังสร้างประสบการณ์ใหม่ด้วยสี “Harmony of Phyathai Colors” เป็นการนำโทนสีพาสเทล 3 สีหลักมาใช้ อย่าง สี Ultimate Gray ที่ให้ความรู้สึกสงบนิ่ง และรู้สึกปลอดภัย สี Majestic ที่สื่อถึงชนชั้นสูง ดูเลอค่า ความเอาใจใส่ และ สี Sand ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นและผ่อนคลาย เพื่อให้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของรพ.พญาไท
Human-centric Innovation ยังลงรายละเอียดไปในแต่ละกลุ่มผู้ใช้บริการ ศศิธร บอกว่า “เราไม่ได้มองคนที่มาใช้บริการเป็นแค่ผู้ป่วย เพราะบางคนมาตรวจสุขภาพประจำปี หรือมาเอกซเรย์ ทำอัลตราซาวนด์ ตรวจภายใน คนกลุ่มนี้ก็ต้องการประสบการณ์ที่ดีเช่นกัน”
“ถ้าเป็นชุดสำหรับผู้ป่วยเด็ก นอกจากเด็กจะสวมใส่สบายแล้ว ยังออกแบบเป็นพิเศษให้พยาบาลทำงานง่าย ในเวลาที่จะต้องเช็ดตัวหรือเปลี่ยนสายน้ำเกลือโดยไม่ต้องถอดสายออก สำหรับผู้ใหญ่เราดีไซน์ในธีม Unisex แบ่งตามขนาด แต่ไม่แบ่งตามสี เพื่อสนับสนุนความหลากหลายทางเพศ
ยกระดับทุก Touchpoint ที่สัมผัสได้ เพื่อก้าวสู่ Green Hospital เต็มรูปแบบ
นอกจากชุดผู้ป่วย ศศิธร บอกว่า ยังมีอีกหลาย Touchpoint ที่ผู้เข้ารับบริการจะสัมผัสได้ถึงความตั้งใจที่จะยกระดับประสบการณ์และสร้างความภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการดูแลโลก
“เริ่มตั้งแต่การเลือกคู่ค้าและผู้ผลิต จะต้องเข้าใจเรื่อง Sustainability ไปในทิศทางเดียวกัน อย่างการทำชุดผู้ป่วย เราจะเห็นตั้งแต่การวางแพทเทิร์นผ้าในการผลิต ทำให้เห็นว่ามีเศษผ้าที่เหลือมากน้อยแค่ไหน เราก็นำเศษผ้านั้นมาทำเป็นถุงสำหรับใส่ไดร์เป่าผมในห้องพักผู้ป่วยใน ได้ถึง 1,187 ใบ ลดการปล่อยคาร์บอนไปได้ถึง 384 กิโลคาร์บอน ส่วนเศษริมผ้าเล็กๆ ที่ใช้งานต่อยาก ผู้ผลิตก็นำไปปั่นเป็นเส้นใยเพื่อผลิตเสื้อยืดรีไซเคิลต่อไป เป็นการนำเศษผ้ากลับมาสร้างมูลค่า และทำให้เกิด Ecosystem จากการทำงานร่วมกันระหว่างสององค์กร เรียกได้ว่ามองตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ”
“ขณะเดียวกัน ยังมีการพัฒนาถุงใส่ยาสำหรับผู้ป่วยนอก กรณีรับยาเม็ด 1-2 รายการให้มีขนาดกะทัดรัด พับเก็บง่าย นอกจากนี้เรายังมีแผนลดการใช้เยื่อกระดาษในองค์กร และปรับเป็นระบบเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ในระบบ Hospital Information System และในอนาคตจะเพิ่มสัดส่วนการใช้รถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงแผนการใช้รถพยาบาลฉุกเฉินระบบไฟฟ้า เพื่อให้ผู้ป่วยเริ่มสัมผัสได้ว่าโรงพยาบาลเรากำลังเดินทางไปในทิศทาง Green อย่างจริงจัง”
ศศิธร บอกว่าตอนนี้ทางเครือรพ.พญาไท-เปาโล กำลังทำงานกับบริษัทที่รับผิดชอบเรื่องอาหารผู้ป่วยด้วย โดยให้ผู้ป่วยที่ไม่มีข้อห้ามจากแพทย์สามารถเลือกปริมาณอาหารได้เอง ช่วยลด Food Waste
“นอกจากนี้ทีมวิศวกรของเรากำลังพัฒนานวัตกรรมเปลี่ยนเศษอาหารให้กลายเป็นปุ๋ยปราศจากเชื้อ เพื่อนำไปแจกจ่ายให้ชุมชนรอบข้าง รวมถึงการนำน้ำ Reject โมเลกุลใหญ่จากแผนกไตเทียม ซึ่งมีปริมาณมากถึง 4-5 สระว่ายน้ำโอลิมปิกต่อปี กลับมาใช้รดน้ำต้นไม้และใช้ในโถสุขภัณฑ์”

การทำงานร่วมกันแบบสหสาขา หัวใจสำคัญของความสำเร็จ
ศศิธรบอกว่า เครือพญาไท-เปาโลเคยได้รับรางวัล Most Admired Hospital ยิ่งเป็นแรงผลักดันให้ต้องมองความสำเร็จมากกว่าแค่ผลการรักษาที่เป็นเลิศ แต่ต้องมองลึกไปถึงประสบการณ์ในทุกแง่มุมของผู้รับบริการ เพื่อให้เป็นโรงพยาบาลที่ครองใจผู้คนได้อย่างแท้จริง
ซึ่งหัวใจสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จนี้คือ การสร้าง ‘วัฒนธรรมพลังงานอย่างยั่งยืน’ ในองค์กร ทำให้เกิดการทำงานร่วมกันแบบสหสาขา
การดีไซน์ชุดผู้ป่วยใหม่ครั้งนี้ก็เช่นกัน ศศิธรบอกว่า ความสำเร็จนี้เกิดจากการระดมสมองของทุกฝ่าย
“ไม่ว่าจะเป็น ทีมปฏิบัติการและแม่บ้าน ที่ต้องดูแลเรื่องการซักรีดที่ไม่เปลืองพลังงาน และมั่นใจว่าฆ่าเชื้อ 100% หรือทีมพยาบาลก็ร่วมระดมความคิด เช่น ถ้าเป็นผู้ป่วยในต้องเปลี่ยนขวดน้ำเกลือ จะเปลี่ยนอย่างไรให้ไม่รบกวนผู้ป่วยขณะพักผ่อน สิ่งที่น่าประทับใจคือ ทุกคนมีความสุขที่ได้มีส่วนร่วม อย่างการร่วมดีไซน์ชุดผู้ป่วยใหม่ ทำให้พนักงานรู้สึกว่าเขาไม่ใช่แค่คนทำงาน แต่เป็นส่วนหนึ่งของโครงการที่ส่งต่อสิ่งดีๆ ให้กับผู้รับบริการและโลกใบนี้”

“ในวันที่เราปักหมุดเรื่อง Green Hospital เป็นเป้าหมายหลัก สิ่งสำคัญคือทุกคนต้องรับรู้และมองเห็นภาพเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นมิติของ Energy Saving หรือการจัดการ Waste เรามีการสื่อสารและถ่ายทอดกลยุทธ์ภายในเพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงทิศทางที่องค์กรกำลังจะไป เมื่อเป้าหมายชัดและภาพตรงกัน การร่วมมือกันเพื่อขับเคลื่อนผลลัพธ์ ให้ได้ตามที่องค์กรต้องการก็ไม่ใช่เรื่องยาก”
ทั้งหมดนี้คือความมุ่งมั่นของเครือพญาไท-เปาโล ที่จะไม่หยุดนิ่งในการพัฒนาเพื่อยกระดับ Patient Experience ไปพร้อมกับรับผิดชอบต่อโลกใบนี้
“ด้านการอนุรักษ์พลังงาน โรงพยาบาลฯ ได้เป็นตัวแทนประเทศไทยในการประกวด ASEAN Energy Award ในฐานะโรงพยาบาลขนาดใหญ่และได้รับรางวัลกลับมา เป็นตัวชี้วัดว่าเราจัดการเรื่องพลังงานได้ดี และเรายังเชื่อว่าสามารถทำได้มากกว่านี้ เช่นเดียวกับเรื่อง Patient Experience ที่จุดเริ่มต้นจากชุดผู้ป่วยใช้เวลาพัฒนากว่า 2 ปี และจากนี้เรายังมีแผนต่อยอดอีกมาก ทั้งเรื่องอาหาร ภาชนะ และของใช้ต่าง ๆ ในโรงพยาบาล เพื่อให้ผู้ป่วยสัมผัสได้จริงว่าเราใส่ใจทั้งคนและโลก และยังมีอีกหลายโครงการที่จะได้เห็นกันภายในปีนี้” ศศิธรกล่าวทิ้งท้าย



