การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเในวันนี้ (2 กรกฎาคม) พริษฐ์ วัชรสินธุ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ตั้งกระทู้ถามสดด้วยวาจาต่อ พล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม แต่ พล.ต.ท. รุทธพลไม่ได้เดินทางมาตอบกระทู้ดังกล่าว ทำให้ผู้ตั้งกระทู้แสดงความกังวลถึงความพยายามหลีกเลี่ยงการตรวจสอบของสภาผู้แทนราษฎร
ขบวนการยุติคดีฮั้ว สว. ตั้งข้อสังเกตรัฐมนตรีหนีตอบกระทู้
พริษฐ์ได้ใช้สิทธิอภิปรายระบุถึงลำดับเหตุการณ์การประสานงาน โดยอธิบายว่า วิปฝ่ายค้านได้ประสานไปยังวิปรัฐบาลตั้งแต่ต้นสัปดาห์ว่าจะมีการตั้งกระทู้สดถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ซึ่งตลอดสัปดาห์ไม่มีการแจ้งกลับจากวิปรัฐบาลว่ารัฐมนตรีติดภารกิจที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
จนกระทั่งช่วงเช้าของวันประชุมสภา หลังจากมีการแจ้งหัวข้อกระทู้ถามอย่างเป็นทางการต่อรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้ส่งหนังสือแจ้งขอเลื่อนการตอบกระทู้ โดยให้เหตุผลว่าติดการประชุมติดตามความคืบหน้าโครงการศูนย์การเรียนรู้ระหว่างประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม
พริษฐ์มองว่าการประชุมดังกล่าวไม่ใช่เหตุจำเป็นอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ตามที่ระบุไว้ในข้อบังคับการประชุมข้อที่ 151 และรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้รัฐมนตรีต้องรับผิดชอบต่อสภาผู้แทนราษฎร การกระทำนี้จึงเป็นการหลีกหนีการตรวจสอบเรื่องการฮั้ว สว. ของรัฐบาล
เนื่องจากรัฐมนตรีไม่ได้มาตอบกระทู้ พริษฐ์จึงได้สรุปสาระสำคัญของคำถาม 3 ประเด็นเพื่อสื่อสารไปยังรัฐมนตรี ประเด็นแรกเกี่ยวข้องกับรายละเอียดของคดีพิเศษที่ 24/2568 ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) โดยต้องการทราบถึงพฤติการณ์การกระทำความผิด เส้นทางการเงิน กลุ่มผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 7 กลุ่ม และรายชื่อผู้ถูกกล่าวหา 229 คน ซึ่งรวมถึงจำนวน สส. และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง
พริษฐ์ได้เปรียบเทียบกับกรณีในสัปดาห์ก่อนหน้าที่รัฐมนตรีสามารถนำเสนอแผนผังและรายชื่อผู้ต้องสงสัยในคดีอื่นที่ยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาได้ จึงคาดหวังความชัดเจนในระดับเดียวกันสำหรับคดีนี้
ประเด็นที่สอง เป็นการตั้งคำถามถึงกรณีที่ดีเอสไอสรุปสำนวนและเสนออัยการให้สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาเพียง 8 รายเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2568 ซึ่งขัดแย้งกับข้อมูลหลักฐานที่มีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก พริษฐ์ต้องการทราบว่าหลักฐานประเภทคลิปเสียง เส้นทางการเงิน และการจองตั๋วเครื่องบิน ได้ถูกนำไปรวมในสำนวนคดีหรือไม่
ประเด็นที่สาม เกี่ยวข้องกับทิศทางการทำงานของดีเอสไอและคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พริษฐ์ระบุว่า กกต. จะมีมติเรื่องการส่งศาลพิจารณาในช่วงต้นเดือนกันยายน พ.ศ. 2569 แต่สังคมมีความเคลือบแคลงใจต่อ กกต. เนื่องจากกรรมการ 4 ใน 7 คนได้รับการรับรองจาก สว. ที่มีชื่ออยู่ในสำนวนคดี และคณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 ของ กกต. เคยมีมติว่าไม่มีผู้กระทำความผิด นอกจากนี้ หลังจากอัยการส่งสำนวนคืนให้ดีเอสไอเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2569 มีลักษณะการรอให้ กกต. มีมติออกมาก่อน พริษฐ์แสดงความกังวลว่าหาก กกต. มีมติยุติคดี ดีเอสไออาจใช้เป็นเหตุผลในการยุติคดีในส่วนของตนเช่นกัน ซึ่งจะนำไปสู่ข้อสงสัยเรื่องการสมยอมกันระหว่างหน่วยงานเพื่อปกป้องกลุ่มการเมืองที่ถูกเรียกว่าระบอบสีน้ำเงิน
ประธานสภาฯ แจงไม่มีอำนาจบังคับฝ่ายบริหารมาตอบกระทู้
ด้าน โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมภายหลังการอภิปรายของพริษฐ์ และ ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน โดยยืนยันว่า การขอเลื่อนตอบกระทู้ถามสดเป็นสิทธิของรัฐมนตรีตามที่ระบุไว้ในข้อบังคับการประชุม ประธานสภาผู้แทนราษฎรไม่มีอำนาจในการบังคับให้ฝ่ายบริหารเดินทางมาตอบกระทู้ หรือส่งหนังสือไปสอบถามถึงภารกิจและวาระการทำงานของรัฐมนตรีได้ เนื่องจากการทำงานของสามเสาหลักต้องเป็นไปตามหลักการแบ่งแยกและถ่วงดุลอำนาจที่กฎหมายบัญญัติไว้
เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหา ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้เสนอให้สมาชิกนำกระทู้ดังกล่าวกลับมาตั้งถามใหม่ในสัปดาห์ถัดไป โดยแจ้งว่าฝ่ายรัฐบาลได้เสนอให้โควตากระทู้ถามสดทั้ง 3 กระทู้ในสัปดาห์หน้าเป็นของพรรคฝ่ายค้านทั้งหมด ซึ่งกระบวนการนี้จะต้องนำไปหารือร่วมกันระหว่างวิปทั้งสองฝ่าย
นอกจากนี้ ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้ให้คำแนะนำว่า หากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาแล้วเห็นว่ารัฐมนตรีมีเจตนาหลีกเลี่ยงการตอบกระทู้ สมาชิกสามารถใช้กลไกอื่นของสภา เช่น การยื่นตรวจสอบจริยธรรม หรือการนำประเด็นดังกล่าวไปใช้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ตามกระบวนการที่ถูกต้อง


