ภายหลังการประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ล่มต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 5 ภายในเวลาเดือนเดียว เนื่องจากคณะกรรมการ 3 คน ปฏิเสธการเข้าร่วมประชุม เนื่องจากกังวลต่อสถานภาพตามกฎหมายของ ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการ กสทช. ซึ่งคณะกรรมการสรรหา กสทช. มีมติเป็นเอกฉันท์ว่ามีลักษณะต้องห้ามและถือว่าสละสิทธิ์การเข้ารับตำแหน่ง
ประเด็นสำคัญ
ทำให้วันนี้ (13 สิงหาคม) คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร ที่มี ภคมน หนุนอนันต์ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการฯ ได้จัดการประชุมพิจารณาวาระตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของ นพ.สรณ
3 กสทช. เสียงข้างน้อย เข้าแจง กมธ. เอง
การประชุมคณะกรรมาธิการฯ ครั้งนี้มีกรรมการ กสทช. เข้าร่วมชี้แจง 3 คน ได้แก่ พล.อ.ท. ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ, ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต และรองศาสตราจารย์ ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย ตลอดจนตัวแทนจากสภาองค์กรของผู้บริโภค และอรดา เทพยายน ผู้ช่วยเลขาธิการ กสทช. เข้าชี้แจงแทน ไตรรัตน์ วิริยะสิริกุล รักษาการเลขาธิการ กสทช.
พล.อ.ท. ดร.ธนพันธุ์ ชี้แจงถึงสาเหตุการไม่เข้าร่วมประชุมบอร์ด กสทช. ว่า ตั้งแต่ได้รับหนังสือคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ตนได้ทำบันทึกถึงสำนักงาน กสทช. เพื่อให้ชี้แจงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากมีการร่วมประชุม ตนต้องการให้มีการหารือเพื่อหาข้อยุติในประเด็นนี้ก่อน เนื่องจากเกรงว่าหากมีการประชุมและมีมติออกมา อาจสร้างความเสียหายต่อผลการประชุมได้ อย่างไรก็ตาม นพ.สรณ ยังคงยืนยันที่จะเข้าร่วมประชุมทุกครั้ง
พล.อ.ท. ดร.ธนพันธุ์ ยืนยันความพร้อมในการทำหน้าที่กรรมการ กสทช. และเข้าร่วมประชุมกับกรรมการอีก 6 คนที่เหลือ แต่ไม่สามารถเข้าร่วมประชุมกับ นพ.สรณ ได้ โดยให้เหตุผลว่า คณะกรรมการสรรหาฯ ซึ่งเป็นองค์กรตามกฎหมายที่ได้รับมอบอำนาจได้มีคำวินิจฉัยแล้ว และตาม พ.ร.บ.องค์กร กสทช. บัญญัติว่าเมื่อคำสั่งทางปกครองมีผลทางกฎหมาย ก็ต้องมีผลบังคับต่อทุกคน เว้นแต่ศาลปกครองจะมีความเห็นเป็นอย่างอื่น กรณีนี้ ศาลปกครองกลางไม่รับคำฟ้องของ นพ.สรณ ไว้พิจารณา
สำนักงาน กสทช. แจง ตีความกฎหมายต่างกัน
ด้านอรดาชี้แจงถึงการที่สำนักงาน กสทช. ยังคงจัดการประชุมบอร์ด กสทช. ต่อไปว่า สำนักงานฯ ได้รับบันทึกจากกรรมการ 4 คน แต่ยังต้องจัดการประชุมเนื่องจากมีความเข้าใจที่ไม่ตรงกันทั้งในประเด็นข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย
สำนักงานฯ มองว่าการพ้นจากตำแหน่งตาม พ.ร.บ.องค์กร กสทช. บัญญัติไว้ในมาตรา 20 ซึ่งระบุถึงเหตุแห่งการพ้นจากตำแหน่ง ได้แก่ ตาย, ลาออก, อายุครบ 70 ปี, มีคุณสมบัติต้องห้ามตามมาตรา 7 และมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาระบุว่า นพ.สรณ สละสิทธิ์ตามมาตรา 18 ประกอบมาตรา 8(2) ซึ่งมาตรา 18 ไม่ได้เป็นเหตุแห่งการพ้นจากตำแหน่งที่ระบุในมาตรา 20
การพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 20(5) วรรค 2 ระบุว่าจะต้องนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อให้พ้นจากตำแหน่ง นี่เป็นประเด็นทางข้อกฎหมายที่สำนักงานฯ มีความเข้าใจแตกต่างจากกรรมการ กสทช. ทั้ง 3 คน สำนักงานฯ อ้างอิงคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกาคณะใหญ่และคำพิพากษาศาลฎีกาในกรณีที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน ซึ่งระบุว่าต้องรอให้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่งก่อน สำนักงานฯ จึงยังคงจัดการประชุมและเชิญกรรมการทั้ง 7 คนเข้าร่วมตามข้อบังคับการประชุม
“ทันทีที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พ้น ตรงนั้นถึงจะเข้าเงื่อนไขในมาตรา 20 ที่ทางสำนักงานพร้อมจะรับดำเนินการต่อไป จึงเป็นเหตุผลของทางสำนักงาน ที่เราไม่สามารถที่จะการบุคคลหนึ่งบุคคลใดออกไปจากกระบวนการของการจัดประชุมได้” อรดากล่าว
อรดาชี้แจงเพิ่มเติมว่า กสทช. ประกอบด้วยกรรมการ 7 คน การพิจารณาลงมติต้องเป็นเสียงส่วนใหญ่เสมอ ไม่สามารถดำเนินการได้โดยคนเดียว หาก นพ.สรณ เข้าร่วมประชุมและเป็นเสียงส่วนใหญ่ จะต้องพิจารณาว่ามตินั้นจะเสียไปหรือไม่ แต่หากไม่ให้ นพ.สรณ เข้าร่วมประชุม และภายหลังคำวินิจฉัยเปลี่ยนแปลงทำให้ นพ.สรณ ไม่พ้นจากตำแหน่ง อาจเกิดคำถามว่ามติที่ นพ.สรณ ไม่ได้มีส่วนร่วมนั้น ทำให้ นพ.สรณ เสียหายจากการไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่หรือไม่
ยกกรณี ‘สุภิญญา’ หยุดปฏิบัติหน้าที่ก่อนคำสั่งศาล เป็นเรื่องสำนึก
ด้าน รศ.ดร.ศุภัช ชี้แจงว่า ได้มีการหารือไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกา 2 ครั้งเกี่ยวกับคุณสมบัติของ นพ.สรณ และได้รับคำตอบว่าให้คณะกรรมการสรรหาเป็นผู้ตัดสิน ตามความเข้าใจของตน เมื่อมีการพิจารณาจนถึงที่สุดแล้ว เท่ากับว่า นพ.สรณ สละสิทธิ์และไม่เคยดำรงตำแหน่ง ส่วนเรื่องการลงมติที่ต้องใช้เสียงข้างมาก รศ.ดร.ศุภัช ระบุว่าความจริงแล้วมีกรรมการ กสทช. อีก 6 คน หรือหากเป็นกรณีที่ต้องมีมติพิเศษ ก็พิจารณาตามความจำเป็น ไม่ใช่ทุกเรื่อง
“ผมคิดว่า 3 กรรมการ กสทช. ถูกผูกกันไป แต่แท้จริงแล้วต่างคนต่างมีความเห็น และต้องไม่ลืมว่า 3 คนนี้ ถ้าจะผูกกันก็ยังเหลือกรรมการอีก 4 คน ซึ่งรวม นพ.สรณด้วย กสทช. ก็ยังเดินได้ เพราะฉะนั้น การประชุมเมื่อ 4 ครั้งที่ผ่านมา ถ้ากรรมการ 4 คนยังอยู่ มันก็จบแล้ว มันไปได้ พวกผมก็จะรอ ไม่อยากทำผิดกฎหมาย เพราะความเสียหายมันเยอะกว่า ย้ำว่า 4 คน เดินได้ ไม่ใช่เดินไม่ได้ แต่มันไม่ถึง 4 ต่างหาก ก็ต้องไปถามดูว่า ที่ไม่ถึง 4 มีใครกันบ้าง” รศ.ดร.ศุภัชกล่าว
ขณะที่ ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง มองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของสำนึก เมื่อรับทราบว่าตนอาจขาดคุณสมบัติ ก็สามารถขอหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวได้ ซึ่งเคยมีบรรทัดฐานเกิดขึ้นแล้วในอดีต กรณีของ สุภิญญา กลางณรงค์ อดีตกรรมการ กสทช. เมื่อศาลอาญาอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2560 ทำให้เข้าข่ายมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 7 ของ พ.ร.บ.องค์กร กสทช. สุภิญญาได้ทำบันทึกแจ้งขอยุติการปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว ไม่รับค่าตอบแทน และส่งคืนทรัพย์สินทันที ซึ่งที่ประชุม กสทช. มีมติรับทราบ และต่อมามีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีให้พ้นจากตำแหน่งโดยมีผลย้อนหลัง
ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง ระบุว่า การยุติบทบาทตนเองเพื่อไม่เป็นอุปสรรคต่อการทำงานเมื่อมีเหตุอันควรสงสัย เป็นบรรทัดฐานที่ถูกต้อง หากปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนเกิดความเสียหายต่อสาธารณะหรือเอกชน ย่อมส่งผลกระทบวงกว้าง เนื่องจาก กสทช. กำกับดูแลเอกชนและผู้บริโภคจำนวนมาก ได้แก่ ผู้ถือครองซิมโทรศัพท์กว่า 100 ล้านคน และผู้ชมโทรทัศน์ทั่วประเทศกว่า 70 ล้านคน หากในอนาคตศาลฯ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีคำสั่งให้พ้นจากตำแหน่งย้อนหลังไปถึงวันที่ขาดคุณสมบัติ จะไม่มีผู้ใดสามารถชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นได้












