ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยถึงความพร้อมในการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล โดยยืนยันว่าจะเกิดขึ้นในสมัยประชุมหน้าอย่างแน่นอน แต่ยังไม่สามารถระบุช่วงเวลาที่แน่ชัดได้ เนื่องจากติดเงื่อนไขทางการเมืองและรัฐธรรมนูญที่ห้ามฝ่ายบริหารหรือนายกรัฐมนตรียุบสภาภายหลังมีการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ การเปิดเผยกำหนดการล่วงหน้าจึงอาจขัดต่อกลยุทธ์ทางการเมือง
ณัฐพงษ์ระบุถึงประเด็นหลักที่จะนำมาใช้อภิปรายรัฐบาลว่า มุ่งเน้นไปที่สิ่งที่เรียกว่า ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ซึ่งมองว่าเป็นรากฐานของปัญหาในหลายด้าน โดยเฉพาะการทุจริตคอร์รัปชันและความไม่โปร่งใสขององค์กรอิสระ นายณัฐพงษ์กล่าวว่าการบริหารประเทศภายใต้ระบอบดังกล่าวทำให้ประเทศไทยไม่มีอนาคต และฝ่ายค้านได้รวบรวมหลักฐานความผิดพลาดและการบริหารที่ฉ้อฉลของรัฐบาลไว้ทั้งหมดแล้ว เพื่อเตรียมนำมาเปิดเผยในเวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจ
สำหรับความกังวลว่าประธานสภาผู้แทนราษฎรอาจไม่รับบรรจุญัตติอภิปรายในประเด็นการฮั้วเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โดยอ้างว่าไม่เกี่ยวข้องกับฝ่ายบริหารนั้น ณัฐพงษ์กล่าวว่า ฝ่ายค้านจะทำหน้าที่อย่างเต็มที่ และเชื่อมั่นในหลักฐานที่พรรคประชาชนได้เปิดเผยออกมาก่อนหน้านี้ ทั้งเรื่องเส้นทางการเงิน การอยู่ร่วมกันในสถานที่เดียวกัน และคลิปเสียง ซึ่งเชื่อมโยงไปถึงนักการเมืองในซีกรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทย จึงเป็นเรื่องยากที่รัฐบาลจะปฏิเสธความเกี่ยวข้อง
- มองอนุทินโพสต์แขวะ ‘กำแพง’ ไม่เหมาะสม
นอกจากประเด็นการตรวจสอบรัฐบาล ณัฐพงษ์ยังได้วิพากษ์วิจารณ์กรณีที่ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความในโซเชียลมีเดียส่วนตัวเกี่ยวกับการวิ่งชนกำแพง ซึ่งถูกเชื่อมโยงว่าเป็นการพาดพิงถึง ศิริกัญญา ตันสกุล สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ที่ออกมาระบุก่อนหน้านี้ว่าเหนื่อยกับการต่อสู้กับกำแพง
ณัฐพงษ์มองว่านายกรัฐมนตรีควรใช้ช่องทางการสื่อสารทุกช่องทางเพื่อเสนอแนะสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศและปัญหาของชาติ การใช้พื้นที่ส่วนตัวเพื่อพาดพิงนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม และไม่กล้ายอมรับเมื่อถูกสื่อมวลชนตั้งคำถาม ถือเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมสำหรับผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
- ห่วงพฤติกรรมเลียนแบบ-จ่อดันกฎหมายคุมอาวุธปืน
ณัฐพงษ์ยังได้ให้สัมภาษณ์แสดงความกังวลเกี่ยวกับปัญหาพฤติกรรมเลียนแบบเหตุกราดยิงในกลุ่มเด็กนักเรียน โดยเรียกร้องให้ผู้บริหารโรงเรียนทุกแห่งเพิ่มมาตรการดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ในส่วนของพรรคประชาชน ได้เตรียมผลักดันร่างแก้ไขกฎหมายเพิ่มเติมและนโยบายควบคุมอาวุธปืนเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ ในสมัยประชุมหน้า
ณัฐพงษ์เน้นย้ำว่า นอกจากการเพิ่มบทลงโทษตามกฎหมายแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพและเท่าเทียม เพราะหากกระบวนการบังคับใช้ล้มเหลว การเพิ่มโทษอาจกลายเป็นช่องทางให้เจ้าหน้าที่รัฐบางกลุ่มใช้เรียกรับผลประโยชน์ทุจริตคอร์รัปชันได้
ณัฐพงษ์ยังได้กล่าวถึงกรณีที่นักการเมืองมีอัตราการครอบครองอาวุธปืนสูง โดยระบุว่านักการเมืองไม่ควรได้รับสิทธิพิเศษเหนือประชาชนทั่วไป และยกตัวอย่างกรณีผู้ต้องหาที่เป็นนักการเมืองรายใหญ่ได้รับอภิสิทธิ์ระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เช่น การไม่สวมกุญแจมือ และการสูบบุหรี่ในห้องสอบสวน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความไม่เสมอภาคในกระบวนการยุติธรรม
ต่อข้อถามกรณีที่นายกรัฐมนตรีได้โทรศัพท์ตักเตือนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และทางตำรวจได้ออกมาชี้แจงแล้วนั้น ณัฐพงษ์ให้ความเห็นว่า ตำรวจอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ อนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ดังนั้น ความเชื่อมั่นของประชาชนจะเกิดขึ้นได้จากการกระทำและผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม มากกว่าเพียงการให้ข่าวหรือแสดงท่าทีเอาจริงเอาจังเท่านั้น


