OpenAI เผยแพร่รายงานการตรวจสอบ พบว่าจีนพยายามใช้ ChatGPT เพื่อโฆษณาชวนเชื่อและปลุกปั่นความไม่พอใจต่อนโยบายภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในโซเชียลมีเดียอย่าง X และยังพยายามจุดชนวนความแตกแยกในหมู่ชาวอเมริกัน ในการถกเถียงประเด็นเกี่ยวกับ AI และ Data Center
โดยทีมข่าวกรองภัยคุกคามของ OpenAI ได้ติดตามตรวจสอบกิจกรรมออนไลน์ของ 2 กลุ่มที่แตกต่างกัน ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับจีน และโพสต์เนื้อหาที่ดูเหมือนจะออกแบบมาเพื่อปลุกปั่นความโกรธเคืองในประเด็นที่สร้างความแตกแยก
กลุ่มแรกที่เรียกว่า ‘Data Center Bandwagon’ ใช้ ChatGPT ในการสร้างภาพและข้อความบนโซเชียลมีเดียที่อ้างว่า การก่อสร้าง Data Center ทำให้ราคาไฟฟ้าสำหรับชาวอเมริกันสูงขึ้น
ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งก็ใช้ ChatGPT ในการสร้างภาพการ์ตูนและข้อความโพสต์ลงใน X วิพากษ์วิจารณ์นโยบายภาษีทรัมป์ โดยเป็นภาพการ์ตูนทรัมป์ ที่กำลังประพฤติตัวก่อกวนในเวทีโลก เช่น การใช้ค้อนทุบกำแพงที่มีป้ายเขียนว่า ‘อนาคตโลก’ หรือการเลื่อยบันไดที่เขายืนอยู่
กลุ่มเดียวกันนี้ยังใช้ ChatGPT ในการสร้างคอมเมนต์ภาษาจีนเพื่อใช้ในส่วนแสดงความคิดเห็นต่อบทความภาษาจีน รวมถึงเนื้อหาในภาษาอิตาลีและญี่ปุ่นที่เผยแพร่ผ่านโซเชียลมีเดียด้วย
ทั้งนี้ ข้อมูลการตรวจสอบของ OpenAI พบว่า ผู้ที่สร้างเนื้อหาโฆษณาชวนเชื่อดังกล่าว เริ่มต้น prompt คำสั่งให้ ChatGPT ใส่เฉพาะภาพของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ลงไปในการ์ตูน โดยไม่รวมประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน
ในทั้งสองกรณี OpenAI กล่าวว่าผู้ดำเนินการ “น่าจะมีต้นกำเนิด” มาจากประเทศจีน โดยเนื้อหาต่อต้าน Data Center ในสหรัฐฯ ถูกสืบย้อนไปถึงบริษัทเทคโนโลยีสัญชาติจีนที่ไม่ระบุชื่อ ซึ่งมีสัญญากับรัฐบาลจีน และทั้งสองกลุ่มใช้ VPN เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัด โดยใช้ ChatGPT เป็นภาษาจีนตัวย่อ และขอผลลัพธ์ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาจีน ขณะเดียวกันก็แอบอ้างเป็นชาวอเมริกันบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เช่น X และ YouTube
“นี่ดูเหมือนจะเป็นตัวอย่างคลาสสิกของการปฏิบัติการแทรกแซงจากต่างประเทศที่ฉวยโอกาสจากข้อถกเถียงภายในประเทศที่มีอยู่แล้ว และพยายามบิดเบือนโดยใช้บัญชีปลอมแอบอ้างเป็นชาวอเมริกัน” เบน นิมโม หัวหน้าผู้ตรวจสอบของ OpenAI และผู้เขียนรายงานกล่าว
ทั้งนี้ รายงานของ OpenAI ไม่ได้ระบุว่า กระแสต่อต้าน Data Center ในหมู่ชาวอเมริกันนั้นถูกขับเคลื่อนหรือสนับสนุนโดยการโฆษณาชวนเชื่อจากต่างประเทศผ่านช่องทางออนไลน์
โดย OpenAI ระบุว่าความพยายามดังกล่าวเริ่มตั้งแต่ปลายปี 2025 และต้นปี 2026 ซึ่งแม้จะดูเหมือนไม่มีผลอะไรมากนัก แต่ก็เป็นอีกหนึ่งข้อบ่งชี้ว่า Generative AI หรือ AI ที่สามารถสร้างเนื้อหาใหม่ๆ ได้เอง ไม่ว่าจะเป็นภาพ ข้อความ วิดีโอ หรือเสียง กำลังกลายเป็นส่วนสำคัญในแคมเปญโฆษณาชวนเชื่อและสร้างอิทธิพลทางดิจิทัล
“ผมอยากจะชี้แจงให้ชัดเจนตรงนี้ว่า นี่ไม่ใช่กรณีของการปฏิบัติการแทรกแซงเพื่อสร้างการถกเถียง การถกเถียงนั้นมีอยู่แล้ว นี่เป็นการปฏิบัติการแทรกแซงจากจีนที่พยายามเข้ามาแทรกแซง เราไม่เห็นสัญญาณใดๆ ที่บ่งชี้ว่ามันประสบความสำเร็จ” นิมโมกล่าว
ทางด้านสถานทูตจีนในกรุงวอชิงตัน ให้ความเห็นตอบโต้ต่อรายงานการตรวจสอบดังกล่าวว่า “แม้จะไม่คุ้นเคยกับงานวิจัยของ OpenAI แต่จีนคัดค้านอย่างหนักแน่นต่อการโจมตีหรือใส่ร้ายป้ายสีโดยไม่มีมูลความจริง” และ “รัฐบาลจีนกำลังดำเนินงานเพื่อทำให้มั่นใจว่า AI จะเป็นพลังแห่งความดีและเพื่อประชาชนทุกคน”
ภาพ : REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo
อ้างอิง :


