วันนี้ (17 สิงหาคม) ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ. ธนา ชูวงศ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) และผู้อำนวยการ ศปอส.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท. จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. และรองผู้อำนวยการ ศปอส.ตร. เปิดเผยสถิติการรับแจ้งความคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา (9-15 สิงหาคม 2569) พร้อมสรุปผลการปฏิบัติการกวาดล้างและช่วยเหลือเหยื่อจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์
จากข้อมูลการรับแจ้งความผ่านระบบ Thaipoliceonline ในรอบสัปดาห์ พบว่ามีคดีสะสมทั้งสิ้น 6,060 คดี รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 260 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า (2-8 สิงหาคม 2569) พบว่าจำนวนคดีลดลง 364 คดี และมูลค่าความเสียหายลดลงกว่า 3 ล้านบาท
ทีมวิเคราะห์ข้อมูล ACSC ระบุว่า รูปแบบอาชญากรรมที่มีประชาชนตกเป็นเหยื่อและแจ้งความเข้ามามากที่สุดคือ ‘การหลอกลวงด้านสินค้าและบริการ’ สูงถึง 4,682 คดี (คิดเป็น 77.3% ของคดีทั้งหมด) ทว่าประเภทคดีที่สร้างมูลค่าความเสียหายสูงสุดกลับเป็น ‘การหลอกลวงด้านการเงินและการลงทุน’ ซึ่งกวาดเม็ดเงินไปเกือบ 80 ล้านบาท (คิดเป็น 30.7% ของความเสียหายทั้งหมด)
3 จังหวัดที่มีการแจ้งความสูงสุด ได้แก่:
- กรุงเทพมหานคร: 138 คดี ความเสียหาย 63.3 ล้านบาท
- นนทบุรี: 36 คดี ความเสียหาย 2.6 แสนบาท
- เชียงใหม่: 27 คดี ความเสียหาย 1.1 ล้านบาท
นอกจากนี้ สถิติเชิงประชากรศาสตร์ยังบ่งชี้ว่า ‘เพศหญิง’ ตกเป็นเหยื่อมากกว่าเพศชาย โดยกลุ่มอายุ 21-30 ปี ยังคงเป็นกลุ่มเสี่ยงอันดับ 1 ที่ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพติดต่อกันหลายเดือน ซึ่งคดีที่กลุ่มวัยนี้ถูกหลอกมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ การหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ, การหลอกลวงโดยแอบอ้างบุคคลอื่น และการหลอกลวงเสนอผลประโยชน์
เนื่องจากการหลอกลวงลงทุนสร้างความเสียหายสูงสุดในสัปดาห์นี้ ACSC จึงออกประกาศเตือนประชาชนให้ตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุนทุกชนิด ผ่าน 3 ขั้นตอนสำคัญ:
- ตรวจสอบข้อมูลผ่านแอปฯ SEC Check First ของ ก.ล.ต. โดยต้องพบชื่อบริษัทในระบบ สถานะ ‘ได้รับอนุญาต’ มีเลขที่ใบอนุญาตชัดเจน และมีรายชื่อผู้บริหารตรงตามที่กล่าวอ้าง
- ตรวจสอบบัญชีก่อนโอนเงิน ชื่อบัญชีรับโอนต้องตรงกับชื่อบริษัทที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น หากระบุให้โอนเข้าบัญชี ‘บุคคลธรรมดา’ หรือมีการเปลี่ยนบัญชีรับโอนผลกำไรบ่อยครั้ง ให้ฟันธงทันทีว่าเป็นมิจฉาชีพ 100%
- ระวังแอปพลิเคชันปลอม มิจฉาชีพมักสร้างแอปฯ เลียนแบบชื่อและโลโก้ของหน่วยงานทางการ ดังนั้นการดาวน์โหลดจาก App Store หรือ Google Play อาจไม่ปลอดภัยเสมอไป หากพบความผิดปกติ ควรตรวจสอบกับบริษัทต้นทางผ่านช่องทางหลักทันที
ในมิติของการปราบปราม รอบสัปดาห์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้เพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวังพื้นที่ชายแดน โดยมีผลการปฏิบัติที่สำคัญ ดังนี้:
- จับกุมชายไทยลักลอบข้ามแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ จ.สระแก้ว โดยสารภาพว่าเตรียมเดินทางไปทำเว็บพนันออนไลน์
- ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย บก.ปคม. รับตัวกลุ่มคนไทยที่ถูกส่งตัวกลับจาก สปป.ลาว รวม 207 คน ซึ่งทุกคนให้การตรงกันว่าเดินทางไปทำงานเป็นแอดมินเว็บพนันออนไลน์ที่ ST Vegas Entertainment International Club ในนครหลวงเวียงจันทน์ จึงนำตัวดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.จัดหางานฯ
- บก.ปคม. ร่วมกับตำรวจทางหลวง จับกุมชายไทย 1 ราย และชาวจีน 5 ราย บริเวณถนนพหลโยธิน อ.เกาะคา จ.ลำปาง หลังชายไทยรับสารภาพว่ารับจ้าง 20,000 บาท ให้ขับรถพาชาวจีนลักลอบเข้าเมืองผ่านช่องทางธรรมชาติจาก สปป.ลาว มุ่งหน้า จ.ตาก โดยชาวจีนอ้างว่าถูกชักชวนให้มาสร้างแอปพลิเคชันด้วยค่าตอบแทนเดือนละ 1 แสนบาท เจ้าหน้าที่คาดว่าอาจเชื่อมโยงกับเครือข่ายสแกมเมอร์
นอกจากการปราบปรามแล้ว ศูนย์ ACSC ได้ทำงานบูรณาการร่วมกับกลุ่มธนาคารอย่างใกล้ชิด ส่งผลให้สัปดาห์ที่ผ่านมาสามารถเข้าช่วยเหลือเหยื่อและระงับการโอนเงินไปยังบัญชีมิจฉาชีพได้ทันท่วงทีถึง 13 ราย คิดเป็นเม็ดเงินที่รักษาไว้ได้กว่า 6 แสนบาท
หนึ่งในกรณีศึกษาที่น่าสนใจคือ การเข้าช่วยเหลือชายอายุ 21 ปี ในพื้นที่ จ.ตรัง ซึ่งถูกมิจฉาชีพแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ AIS และตำรวจ สภ.เมืองระนอง ข่มขู่ว่าเบอร์โทรศัพท์เกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงิน ก่อนจะลวงให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบความบริสุทธิ์ไปยัง ปปง. เหยื่อหลงเชื่อโอนเงินไป 3 ครั้ง สูญเงินกว่า 5.8 แสนบาท เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ ACSC ได้ประสานตำรวจ สภ.เขาวิเศษ เข้าอธิบายกลโกง พร้อมดำเนินการอายัดบัญชีผ่านสายด่วน 1441 ทันที เพื่อบรรเทาความเสียหายและนำไปสู่การดำเนินคดีต่อไป


