วันนี้ (27 กันยายน) เวลา 16.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษว่า ที่ประชุม ครม.มีมติให้เป็นวันหยุดราชการ 2 วัน ในวันจันทร์และวันอังคารที่ 28-29 กันยายนนี้ ในพื้นที่ กทม. นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ ส่วนธนาคารและตลาดหลักทรัพย์ยังทำการตามปกติ เนื่องจากต้องเชื่อมต่อตลาดทุนอื่นๆ ทั่วโลก
นอกจากนี้ ยังขยายการยกเว้นค่าผ่านทางทางด่วนและโทลล์เวย์ฟรีออกไปอีก 2 วัน ตามประกาศวันหยุดดังกล่าว โดยยกเว้นค่าผ่านทางจนถึงเที่ยงคืนของวันที่ 29 กันยายน พร้อมขอบคุณการทางพิเศษแห่งประเทศไทยและดอนเมืองโทลล์เวย์ที่ช่วยเหลือประชาชน
เมื่อถามถึงการทำงานของนายกรัฐมนตรีและ ครม. ในช่วงประกาศวันหยุด อนุทินกล่าวว่า ครม.หยุดไม่ได้อยู่แล้ว โดยวันที่ 28 กันยายนเป็นวันพระราชทานธงชาติไทย พวกเราจะมาเคารพธงชาติที่ทำเนียบรัฐบาลในตอนเช้า จากนั้นจะแยกย้ายกันไปลงพื้นที่
“จริงๆ แล้ววันนี้หลังจากประชุม ครม. ผมตั้งใจที่จะไปลงพื้นที่จังหวัดสระแก้ว ปราจีนบุรี นครนายก และอยุธยา แต่ด้วยสภาพอากาศปิด เฮลิคอปเตอร์ไม่สามารถยกตัวได้ และนักบินไม่แนะนำให้ขึ้นบิน จึงต้องไปวางแผนดูพื้นที่อื่นๆ ที่สามารถเข้าถึงได้”
ส่วนการประชุม ครม.ในวันที่ 29 กันยายน ยังคงมีตามปกติ รวมถึงส่วนราชการที่ต้องมาสนับสนุนการประชุม ครม.ก็ยังต้องทำงานตามปกติ
เมื่อถามถึงการลงพื้นที่อื่นๆ หลังเสร็จภารกิจวันธงชาติ อนุทินกล่าวว่า กำลังวางแผน เพราะการลงพื้นที่เป็นเรื่องที่ดี หากพื้นที่ใดรถขนส่งและสิ่งของเข้าไม่ถึง ขณะที่ในชุมชนมีผู้ประกอบการหรือร้านอาหารอยู่ ก็สามารถช่วยเหลือได้
“อย่างเช่นที่ผมได้ลงพื้นที่ช่วงเช้า ได้ถือโอกาสเหมาอาหารในชุมชนเพื่อแจกจ่ายให้กับพี่น้องในชุมชนเดียวกัน ตรงนี้ถือเป็นการช่วยผู้ประกอบการไปอีกทาง ซึ่งผมได้ย้ำเรื่องนี้ในที่ประชุม ครม.ด้วย หากมีการเบิกจ่ายถูกต้องเหมาะสม สามารถอธิบายได้ ก็ให้ดำเนินการได้เลย ซึ่ง ครม.ก็เห็นชอบในเรื่องนี้ แต่หากใครไม่เห็นชอบ พวกเราก็มาหารกันเอง”
เมื่อถามว่า หลังจากนี้จะมีวอร์รูมการสื่อสารหรือไม่ อนุทินกล่าวว่า วันที่ 28 กันยายน โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีจะเปิดศูนย์แถลงข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์ ซึ่งจะรวมการสื่อสารทั้งหมดมาเพื่อสื่อสารกับประชาชน และเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องที่ต้องการสื่อสารกับประชาชนมาแถลง พร้อมขอให้สื่อมวลชนช่วยกระจายข่าวไปยังประชาชน
เมื่อถามว่า หลังจากนี้ต้องระวังพื้นที่ใดเป็นพิเศษ อนุทินกล่าวว่า จากการพยากรณ์ต่างๆ จังหวัดกาญจนบุรี อุทัยธานี และตาก จะเจอฝนหนัก แต่รัฐบาลทราบมาก่อนแล้ว จึงสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดประสานกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ดำเนินการตัดสินใจแก้ไขสถานการณ์อย่างเต็มที่ โดยมีอำนาจเต็ม และรัฐบาลจะสนับสนุนอย่างเต็มรูปแบบ
สำหรับการแจ้งเตือนที่ผ่านมา มีการแจ้งเตือนมาตลอด แต่ตนมองว่าบางครั้งประชาชนอาจไม่เข้าใจคำศัพท์ต่างๆ
“อย่าว่าแต่ประชาชนไม่รู้เรื่อง ขนาดผมอ่านยังไม่รู้เรื่อง จึงขอเน้นให้การสื่อสารใช้ภาษาสั้น กระชับ เข้าใจเลย เพื่อให้ประชาชนได้เตรียมการ อพยพ ขนของ ให้ปลอดภัย”
เมื่อถามถึงกรณีให้ทุกหน่วยงานทำงานเป็นทีมเดียวกัน และประเมินว่าผลงานขณะนี้เป็นอย่างไร อนุทินกล่าวว่า ดีมาก สื่อก็เห็นว่าหลายหน่วยงานร่วมมือกัน ก่อนหน้านี้จะมีคำถามว่า กทม.เป็นเขตปกครองพิเศษ มีกฎหมายของตัวเอง แต่รัฐบาลชุดนี้ทำความเข้าใจอย่างชัดเจน ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ก็บอกว่าทำงานเต็มที่ และต้องการความช่วยเหลือจากรัฐบาลด้วย
การประกาศ กทม.เป็นพื้นที่ประสบภัย ไม่ใช่การโยนความรับผิดชอบ แต่เป็นการประกาศเพื่อให้การช่วยเหลือของรัฐบาลสามารถเข้าถึง ถือว่ามีสองแรงเข้าไปแก้ไขปัญหาให้ประชาชน
“ส่วนตัวผมกับชัชชาติ รู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก ระหว่างอยู่ต่างประเทศก็สื่อสารกับชัชชาติและลงพื้นที่ด้วยกัน”
เมื่อถามว่า ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลจะคิดการใหญ่เพื่อไม่ให้เกิดน้ำท่วมซ้ำซากใน กทม.ใช่หรือไม่ อนุทินกล่าวว่า ขอให้รอดูวันที่ 29 กันยายน
เมื่อถามย้ำว่า มีการประเมินว่า กทม.จะมีน้ำท่วมอีก อนุทินกล่าวว่า ขอให้รอดูวันที่ 29 กันยายน โดยที่ประชุม ครม.ได้ย้ำให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ในการนำเสนอโครงการชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย ประกอบกับโครงการบางบาล-บางไทร และเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก ซึ่งจะมี 3-4 โครงการที่จะเกิดขึ้นในรัฐบาลชุดนี้
“ถ้าเราตัดสินใจสร้างโครงการเหล่านี้มาก่อนหน้านี้ ป่านนี้น่าจะเกือบถึงครึ่งทางแล้ว สำหรับงบประมาณที่จะใช้จ่ายในการเยียวยา จะได้นำมาใช้ในโครงการดังกล่าว ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาในระยะยาวได้ และจะช่วยลดปริมาณน้ำ”
อนุทินกล่าวว่า ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้ศึกษาและเสนอการสร้างแก้มลิงและอ่างเก็บน้ำ ซึ่งโครงการที่มีคำว่า “แก้มลิง” ต้องน้อมนำมาใช้ เพราะเป็นพระอัจฉริยภาพของในหลวงรัชกาลที่ 9 และมีประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาน้ำ
“โครงการทั้งหลายเหล่านี้ต้องใช้ความกล้าหาญ และมีการวางแผนพอสมควร ส่วนตัวผมตั้งใจที่จะทำ เพราะเห็นความสำคัญของโครงการนี้อยู่แล้ว แต่ตอนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยทำไม่ได้ เพราะอยู่นอกอำนาจที่มีอยู่ ซึ่งตอนนี้ทำได้แล้วก็จะไม่ทำให้เสียโอกาส โดยจะทำเพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาในระยะยาว ไม่ให้มีสภาวะน้ำท่วมอย่างนี้อีกต่อไป”
อนุทินกล่าวอีกว่า ยอมรับว่าโครงการคงไม่เสร็จในรัฐบาลของตน เนื่องจากใช้เวลานาน 7 ปี แต่หากไม่เริ่มทำตอนนี้ เวลา 7 ปีก็จะลดลงเรื่อยๆ จึงเริ่มดำเนินการ เพราะเป็นความกล้าหาญแต่เป็นหน้าที่
“เมื่อเจอแบบนี้ไป ถ้าเราไม่ทำอะไรก็จะถูกกล่าวหาว่ายกความเดือดร้อนไปให้กับรัฐบาลชุดต่อไป แต่คนที่เดือดร้อนที่สุดคือประชาชน ถ้าเราอยู่ในสภาวะนี้ ขอบข่ายอำนาจหน้าที่เราก็ตั้งใจที่จะทำ”
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับโครงการชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย จะใช้งบประมาณ 1.6 แสนล้านบาท ระยะเวลา 8 ปี หรือเฉลี่ยปีละกว่า 1 หมื่นล้านบาท ส่วนโครงการเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกใช้งบประมาณอีก 9 หมื่นล้านบาท โดยโครงการเหล่านี้จะเข้าสู่ที่ประชุม ครม.เพื่อพิจารณาเห็นชอบในวันที่ 29 กันยายนนี้


