×

เปิดเงื่อนไข ‘รถเก่าแลกรถใหม่ 2569’ หนุนคนไทยใช้ EV-ไฮบริด ลดฝุ่น PM2.5 คุ้มไหม หรืออาจได้ไม่คุ้มเสีย?

21.04.2026
  • LOADING...
ภาพรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฮบริด พร้อมภาพประกอบโครงการ ‘รถเก่าแลกรถใหม่’ เพื่อลดฝุ่น PM2.5

แนวคิด ‘รถเก่าแลกรถใหม่’ ถูกปัดฝุ่นอีกครั้ง หลังเคยพับโครงการไปแล้วหลายรอบ 3 รัฐบาล ล่าสุด รัฐบาลอนุทิน 2 เตรียมเดินหน้าโครงการนำร่อง ปี 2569 ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงแค่การกระตุ้นยอดขายเหมือนที่ผ่านมา แต่คือการวางรากฐาน เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ครั้งใหญ่ของประเทศ

 

โดยมีเป้าหมายหลักคือการจัดการซากรถยนต์ ควบคู่ไปกับการลดมลพิษ PM 2.5 และการพยุงฐานการผลิตยานยนต์ในประเทศ (CKD) ให้เดินหน้าต่อได้ ซึ่งคาดว่านำร่องเฟสแรกจำนวน 20,000 คัน

 

ปัดฝุ่น ‘รถเก่าแลกรถใหม่’ ทำไมยังไม่เกิด

 

อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ หากย้อนกลับไปในปี 2563 สมัยรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เสนอแนวคิดให้นำรถยนต์เก่าอายุเกิน 15 ปี มาแลกรถใหม่ พร้อมให้สิทธิประโยชน์ ทั้งลดภาษีสูงสุด 100,000 บาท และคูปองสนับสนุน เพื่อเร่งเปลี่ยนผ่านการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) แต่สุดท้ายโครงการไม่เกิดขึ้นจริง

 

ภาพรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฮบริด พร้อมภาพประกอบโครงการ ‘รถเก่าแลกรถใหม่’ เพื่อลดฝุ่น PM2.5 1

 

โดย สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ขอเบรกโครงการ กลางที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งให้เหตุผลว่า มีรายละเอียดเยอะ ต้องศึกษารอบคอบ และกังวลว่าประชาชนจะชะลอซื้อเพื่อรอมาตรการ ซึ่งจะกระทบต่อผู้ประกอบการ ก่อนที่รัฐบาลในช่วงเวลานั้นหันไปใช้มาตรการอุดหนุน EV 3.0 แทน ซึ่งเริ่มในปี 2565

 

โดยมาตรการอุดหนุน EV 3.0 ได้วางมาตรการกระตุ้นตลาดรถยนต์ไฟฟ้าด้วยส่วนลดสูงสุด 150,000 บาท/คัน พร้อมลดภาษีนำเข้า ภาษีสรรพสามิต สำหรับรถยนต์ราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท

 

โดยมีเงื่อนไขสำคัญ ‘ค่ายรถ’ ต้องผลิตชดเชยในประเทศ 1:1 ถึง 1:1.5 คัน เพื่อยกระดับไทยเป็นฐานการผลิตในภูมิภาค ซึ่งโครงการสิ้นสุดไปแล้วช่วงสิ้นปี 2568

 

ต่อมาในช่วง ปี 2568 ภายใต้รัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร แนวคิดนี้ถูกหยิบกลับมาพิจารณาอีกครั้ง แต่ได้ปรับรูปแบบไปที่ ‘รถกระบะเก่าอายุ 20-25 ปี’

 

พร้อมเพิ่มกลไกให้ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้ามาช่วยค้ำประกันสินเชื่อ ภายใต้โครงการ ‘กระบะพี่มีคลังค้ำ’ หวังลดภาระประชาชน แต่โครงการก็ต้องสะดุดลง จากการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

 

ยุคอนุทินรื้อโครงการ แง้มแผนจำกัดโควตาเฟสแรก 20,000 คัน แบบ ‘มาก่อนได้ก่อน’

 

กระทั่งล่าสุดใน รัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล (อนุทิน 2) ได้รื้อแผนนี้ขึ้นมาเดินหน้าอีกครั้ง โดยรายงานข่าวระบุว่า รัฐบาลเตรียมเปิดโครงการนำร่อง แบบจำกัดโควตา 10,000-20,000 คัน ในลักษณะ ‘มาก่อนได้ก่อน’ ครอบคลุมรถยนต์ไฟฟ้า (EV), รถไฮบริด และจักรยานยนต์ไฟฟ้า ที่ผลิตในประเทศเท่านั้น

 

โดยเมื่อวันที่ 10 เมษายน ณ กระทรวงการคลัง ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เผยว่า แผนการฟื้นนโยบาย ‘รถเก่าแลกรถใหม่’ ในครั้งนี้ เพื่อให้คนได้เปลี่ยนผ่านไปสู่รถยนต์ไฮบริดและรถไฟฟ้า (EV) เพื่อช่วยลดมลพิษ PM 2.5

 

ภาพรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฮบริด พร้อมภาพประกอบโครงการ ‘รถเก่าแลกรถใหม่’ เพื่อลดฝุ่น PM2.5 2

 

เปิด 3 เงื่อนไข ย้ำต้องเป็นรถที่ผลิตในไทย อัดสินเชื่อ ‘ดอกเบี้ยคนละครึ่ง’

 

โดยเบื้องต้น ดร.เอกนิติระบุว่า ได้มอบหมายให้กับทางปลัดกระทรวงการคลัง และกรมสรรพสามิตร่วมกันพิจารณาออกแบบนโยบาย และมีเงื่อนไขคร่าวๆ ดังนี้

 

1. รถยนต์ที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ ตามเกณฑ์ของกรมสรรพสามิต เช่น รถยนต์ไฮบริด (HEV) รถยนต์ไฟฟ้า (BEV) มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า

 

2. ต้องเป็นรถที่ผลิตในประเทศไทยเท่านั้น เพื่อให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศ

 

สำหรับลักษณะการอุดหนุน ดร.เอกนิติ ระบุว่า จะทำการอุดหนุนผ่านผู้ประกอบการ และทอนมาเป็นส่วนลดราคาขายรถยนต์ใหม่

 

ที่สำคัญกว่านั้น ดร.เอกนิติ กล่าวว่าจะมีการออกมาตรการสินเชื่อ ดอกเบี้ยต่ำควบคู่กันไปซึ่งเรียกว่า ‘สินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง’

 

“เหมือนญี่ปุ่นที่เขาเอารถเก่าแลกรถใหม่ แล้วก็ส่งออกรถไปประเทศที่ต้องการรถยนต์ เราก็จะออกแบบลักษณะเดียวกัน แต่ที่สำคัญคือเราจะมีสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้ด้วย เป็นสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง” ดร.เอกนิติกล่าว

 

ออมสินออก ‘Soft Loan’ กู้ซื้อรถ รัฐอัดฉีด 5,000 ล้านบาท

 

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 11 เมษายน คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ของธนาคารออมสิน ภายใต้ ‘โครงการสินเชื่อปรับตัวเพื่อความยั่งยืนฯ’ ตามข้อเสนอของกระทรวงการคลัง เพื่อเป็นแรงจูงใจและลดภาระทางการเงินให้แก่ประชาชน ในการปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งไปสู่การใช้พลังงานสะอาดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

 

รัฐบาลได้จัดสรรวงเงินงบประมาณสำหรับโครงการทั้งสิ้น 5,000 ล้านบาท โดยปล่อยกู้สูงสุดไม่เกิน 2 ล้านบาทต่อราย ต่อสถาบันการเงิน และมีระยะเวลาการกู้ยืมสูงสุดไม่เกิน 5 ปี

 

โดยธนาคารออมสินจะทำหน้าที่ปล่อยกู้ให้กับสถาบันการเงินและผู้ให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non-Banks) ในอัตราดอกเบี้ยต่ำพิเศษเพียง 0.01% ต่อปี

 

หลังจากนั้น สถาบันการเงินและ Non-Banks จะนำไปปล่อยกู้ต่อให้ประชาชน โดยคิดอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 10% ต่อปี (Effective Rate) สำหรับการคิดอัตราดอกเบี้ยปีที่ 1-5 ขึ้นอยู่กับเงื่อนไข เช่น เงินดาวน์ ระยะเวลาการผ่อนชำระ หลักประกัน เป็นต้น

 

ทั้งนี้ หากมีข้อจำกัดให้กระทรวงการคลังโดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และธนาคารออมสินสามารถพิจารณาอัตราดอกเบี้ยของรถยนต์ไฟฟ้าและรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่เหมาะสมได้

 

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถยื่นขอสินเชื่อได้ไปจนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2570 หรือจนกว่าวงเงินสินเชื่อรวมในโครงการจะหมด

 

เอกชนหนุนใช้ E20-E85 ลดพึ่งพานำเข้า ขานรับไอเดีย ‘รถเก่าแลกใหม่’

 

ภาพรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฮบริด พร้อมภาพประกอบโครงการ ‘รถเก่าแลกรถใหม่’ เพื่อลดฝุ่น PM2.5 3

 

ฟากฝั่งเอกชน ล่าสุด กิตติศักดิ์ วัธนเวคิน สมาคมการค้าผู้ผลิตเอทานอลไทย ประกาศสนับสนุนภาครัฐเร่งเดินหน้าโครงการ “รถเก่าแลกรถใหม่” โดยชูจุดเด่นรถยนต์ไฮบริดเชื้อเพลิงยืดหยุ่น (FFV-PHEV) ที่ใช้เทคโนโลยีเผาไหม้สะอาดประสิทธิภาพสูง รองรับน้ำมัน E20 และ E85 เป็นกลไกสำคัญลดคาร์บอน แก้ปัญหา PM2.5 และสร้างความยั่งยืนด้านพลังงาน

 

“ภายใต้สถานการณ์ราคาพลังงานโลกผันผวน รัฐบาลเดินหน้าโครงการนำร่องดังกล่าว เพื่อเร่งเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์มลพิษต่ำ ลดการใช้น้ำมัน และยกระดับการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเน้นยานยนต์ผลิตในประเทศ ทั้ง EV ไฮบริด และรถสันดาปประสิทธิภาพสูงที่รองรับ E20-E85 ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงพลังงานระยะยาว”

 

กิตติศักดิ์ มองว่า การเปลี่ยนผ่านจากรถเก่าสู่ยานยนต์ปล่อยมลพิษต่ำ โดยเฉพาะรถที่ใช้แก๊สโซฮอล์ 95, E20 และ E85 จะช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า และหันมาใช้เอทานอลที่ผลิตได้ในประเทศ เป็นแกนหลักของความมั่นคงพลังงาน พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนที่เชื่อมภาคเกษตรกับพลังงานสะอาด

 

ด้าน สุรียส โควสุรัตน์ นายกสมาคมเอทานอลจากมันสำปะหลัง เผยว่า ไทยมีศักยภาพผลิตเอทานอลกว่า 7 ล้านลิตรต่อวัน จาก 28 โรงงาน ขณะที่ใช้งานเพียง 3.5 ล้านลิตรต่อวัน จึงพร้อมรองรับดีมานด์ที่เพิ่มขึ้น และหากยกระดับ E20 เป็นน้ำมันพื้นฐาน (Base Grade) จะช่วยลดการนำเข้าน้ำมันได้อย่างมีนัยสำคัญ

 

นโยบายผลักดัน E20 สู่ฐานพลังงานหลัก ยังเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการลดการพึ่งพาน้ำมันดิบ ท่ามกลางความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ พร้อมเพิ่มมูลค่าพืชเศรษฐกิจอย่างอ้อยและมันสำปะหลัง สร้างรายได้เกษตรกรและยกระดับเศรษฐกิจฐานราก

 

ขณะเดียวกัน เทคโนโลยี FFV-PHEV ที่ผสานพลังงานไฟฟ้ากับเครื่องยนต์รองรับเชื้อเพลิงผสมเอทานอล ถูกมองเป็นทางออกช่วงเปลี่ยนผ่าน ช่วยลดคาร์บอนและฝุ่น PM2.5 อย่างมีประสิทธิภาพ และใช้ทรัพยากรในประเทศเป็นหลัก

 

“ทั้งสองสมาคมเห็นตรงกันว่า หากมาตรการ รถเก่าแลกใหม่ เดินหน้าควบคู่การผลักดัน E20-E85 จะไม่เพียงกระตุ้นอุตสาหกรรมยานยนต์ แต่ยังสร้างคลังพลังงานในประเทศ ลดการพึ่งพานำเข้า และเสริมความแข็งแกร่งพลังงานไทยระยะยาว”

 

ภาพรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฮบริด พร้อมภาพประกอบโครงการ ‘รถเก่าแลกรถใหม่’ เพื่อลดฝุ่น PM2.5 4

 

ขณะที่ สุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวกับ ‘THE STANDARD WEALTH’ โดยสะท้อนภาพ ‘รถเก่าไทย’ ที่กำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของนโยบายเศรษฐกิจและแผนพลังงาน

 

กลุ่มยานยนต์เผยรถเก่าไทยอยู่ในระบบ 2.6 ล้านคัน

 

โดยระบุว่า ปัจจุบันไทยมีรถยนต์อายุ 16-20 ปี รถยนต์นั่ง (รย.1) ราว 1.6 ล้านคัน และรถกระบะ (รย.3) อีกประมาณ 1.1 ล้านคัน รวมแล้วกว่า 2.6 ล้านคัน ซึ่งเป็นทั้งภาระด้านสิ่งแวดล้อมและต้นทุนพลังงานที่ประเทศต้องแบกรับ

 

กลุ่มยานยนต์ มองว่า ประเด็นสำคัญของโครงการ ไม่ได้อยู่แค่ ‘จะดึงรถเก่าออกจากระบบอย่างไร’ กำลังซื้อคนไทยมีแค่ไหน อย่างไร และจะ ‘จูงใจอย่างไรให้คนยอมเปลี่ยน’

 

ที่สำคัญ ‘รถเก่าที่ถูกดึงออกไปแล้วจะถูกจัดการแบบไหน’ รัฐบาลต้องใช้งบประมาณอีกเท่าไร เพราะต้องคำนึงจำนวนรถ จะเอารถยนต์ที่มีอายุกี่ปีมาเป็นเกณฑ์ ซึ่งสมมติว่าตั้งไว้ 8 ปีก็ถือว่ายังสั้น

 

“โมเดลลักษณะนี้ หลายประเทศก็ทำ ซึ่งบางประเทศเลือกทำลาย บางประเทศส่งออกไปขายต่อในตลาดที่มีกำลังซื้อจำกัด ขณะที่บางแห่งเข้มงวดถึงขั้นไม่รับรถที่มีอายุเกิน 2 ปี รัฐบาลต้องดูให้ดีๆ อย่างไรก็ตาม หากเป็นรถราว 10 ปี ยังมีช่องทางเคลื่อนย้ายได้ในกรณีที่ เป็นการนำเข้าโดยเจ้าของเดิมและมีประวัติการใช้งานจริงด้วย”

 

มองแนวคิดดี แต่อาจต้องใช้เวลาอีกหลายปี

 

สุรพงษ์ มองว่า มาตรการลักษณะนี้ ‘ได้ผลในระดับหนึ่ง’ แต่ต้องใช้เวลาอีกหลายปี จึงจะเห็นผลชัด เพราะมีมากกว่า 2 ล้านคัน โดยเฉพาะเป้าหมายสำคัญอย่างการลดการนำเข้าน้ำมัน

 

แม้จะเริ่มเห็นการชะลอลงบ้าง แต่ยังไม่ลดลงได้มากเท่าที่ควร ทั้งยังเป็นนโยบายที่ถูกผลักดันต่อเนื่องมาตั้งแต่ยุครัฐบาลก่อนหน้าเกือบ 8-9 ปี ก็ยังทำไม่สำเร็จ ซึ่งมีหลายปัจจัยต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

 

อีกด้าน ที่น่ากังวลขณะนี้คือ ‘ตลาดส่งออกรถยนต์’ ซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ปัจจุบันไทยส่งออกรถไปตะวันออกกลางคิดเป็น 21% หรือราว 200,000 คัน ถือเป็น 1 ใน 4 ของตลาดหลัก

 

“แต่ความไม่แน่นอนของเส้นทางขนส่ง โดยเฉพาะสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้เรือขนส่งจำนวนมากต้องหลีกเลี่ยงเส้นทางตั้งแต่ 28 ก.พ. บางลำไปจอดรอที่อินเดียหรือสิงคโปร์ บางส่วนต้องขนสินค้ากลับ หรืออ้อมไปแหลมกู๊ดโฮป ซึ่งทราบกันดีว่าเส้นทางนี้ต้องยอมจ่ายแลกต้นทุนพุ่งสูงถึงระดับ หลักล้านดอลลาร์ต่อเที่ยว หรือ 5 เท่าตัว”

 

ส.อ.ท. แนะรัฐเร่ง ‘ประคองและกระตุ้น’ ทั้งซัพพลาย ชี้ตลาดรถกระบะคือกระดูกสันหลังเศรษฐกิจไทย

 

ท่ามกลางความผันผวนนี้ สุรพงษ์ เสนอให้ภาครัฐเร่ง ‘ประคองและกระตุ้น’ อุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งซัพพลาย ซึ่งจะเป็นมาตรการที่ ‘ยิงนัดเดียวได้นกสองตัว’ โดยเฉพาะการผลักดันให้กำลังการผลิตรถยนต์ช่วยกระตุ้นการเติบโต GDP ไทยที่ไม่ควรโตต่ำไปมากกว่านี้ 2% และไม่ควรมุ่งเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น แต่ควรรวมถึงรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ด้วย เนื่องจากยังเป็นฐานการผลิตหลัก เป็นรายได้ เป็นกระดูกสันหลังของประเทศ

 

“รถกระบะซึ่งใช้ชิ้นส่วนในประเทศสูงถึง 90% มีบทบาทสำคัญต่อการจ้างงานและห่วงโซ่อุปทาน หากโรงงานสามารถเดินเครื่องได้เต็มสัปดาห์ เช่น ผลิตได้เพิ่มเป็น 20,000 คันต่อช่วงเวลา ก็จะช่วยให้เกิดการจ้างงานเต็มที่ ขณะเดียวกันรัฐยังมีรายได้ภาษีเพิ่มขึ้น ทั้งจากตัวรถและโครงสร้างภาษีตามการปล่อยคาร์บอน”

 

ท้ายที่สุด เม็ดเงินส่วนนี้สามารถนำกลับไปกระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนเดินหน้าลงทุนต่อในระยะยาว

 

ภาพรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฮบริด พร้อมภาพประกอบโครงการ ‘รถเก่าแลกรถใหม่’ เพื่อลดฝุ่น PM2.5 5

 

อธิบดีกรมสรรพสามิต เผยเร่งหาแนวทางจัดสรร ‘งบ-จำนวนรถ’ คาดสรุปภายในพ.ค

 

อย่างไรก็ตาม ล่าสุด วันนี้ (21 เม.ย.) พรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต เผยว่า อยู่ระหว่างศึกษาและจัดทำรายละเอียดโครงการ ‘รถเก่าแลกรถใหม่’ ก่อนรายงานให้ ดร.เอกนิติ รองนายกฯ และ รมว.คลัง รับทราบ พร้อมยืนยันว่า จะได้ข้อสรุปภายในกลางเดือนพฤษภาคม

 

พรชัย กล่าวอีกว่า เบื้องต้น กรมสรรพสามิตกำลังพิจารณาเงื่อนไข 2 ประการ

 

  • จำนวนรถที่จะเข้าร่วมโครงการ
  • พิจารณาความสามารถในการผลิตรถยนต์ของบริษัทรถ เนื่องจากผู้ประกอบการบางรายมีข้อผูกพันในการผลิตรถยนต์ชดเชยตามเงื่อนไขเดิม

 

“อย่าลืมว่าเรามีโครงการที่เขาผลิตมาได้แล้วบางส่วน ก็ต้องดูว่าเขามีความสามารถในการผลิตส่วนที่เหลือได้มากน้อยแค่ไหน ก็ต้องมาดูควบคู่กัน จะได้รู้ว่าจำนวนรถที่เหมาะสม ในการเข้าร่วมโครงการเป็นเท่าไร” พรชัยกล่าว

 

สำหรับราคารถยนต์ พรชัย ระบุว่า “ต้องมีการศึกษาต่อไป เพราะมีรายละเอียดปลีกย่อยหลายประการให้ต้องพิจารณา”

 

ส่วนวงเงินโครงการจะเป็นเท่าไรนั้น ‘ขึ้นอยู่กับจำนวนรถยนต์ที่เข้าร่วมโครงการว่าจะมีมากน้อยเพียงใด’

 

ทั้งนี้ พรชัยย้ำว่า จะเร่งดำเนินการจัดทำรายละเอียดโครงการให้เร็วที่สุด ก่อนเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และปลัดกระทรวงการคลัง เพื่อให้สามารถกำหนดทิศทางนโยบายต่อไป

 

 

ภาพ: Aris Suwanmalee G, New Africa / Shutterstock

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories