เพราะลูกค้าในปัจจุบันไม่ได้มองหาแค่ความอิ่มจากการรับประทานอาหารเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการ ‘ประสบการณ์’ ร่วมด้วย ‘โออิชิ อีทเทอเรียม’ (OISHI EATERIUM) จึงได้เปิดตัวรูปแบบร้านใหม่ที่ผสมความเป็นร้านอิซากายะเพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายมากขึ้น
OISHI EATERIUM: ALL YOU CAN EATZAKAYA สาขาแรก ณ ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ (ชั้น 4) เกิดขึ้นในวันที่แบรนด์ โออิชิ อีทเทอเรียม กำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 10 พอดี
การเปิดตัวครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของ โออิชิ อีทเทอเรียม ในการขยายบทบาทสู่การเป็นเดสติเนชันด้านไลฟ์สไตล์ และการกิน, ดื่ม และ แชร์ ที่มีความยืดหยุ่นสูง ตอบรับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น คนทำงาน นักศึกษา และกลุ่มครอบครัวรุ่นใหม่
โดยกลุ่มลูกค้าได้ให้ความสำคัญกับ การเลือกได้, ความคุ้มค่า และ ประสบการณ์ร่วม มากกว่าการรับประทานอาหารเพียงเพื่อความอิ่ม สะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์การขับเคลื่อนแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับอินไซต์ (insight) ของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น
“สาขานี้ถือเป็นสาขาแรกเป็นโมเดลไฮบริด ซึ่งให้บริการทั้งรูปแบบสั่งตามเมนู (A La Carte) และรูปแบบบุฟเฟต์ภายในร้านเดียวกัน เพื่อสร้างความยืดหยุ่นให้แก่ลูกค้าตามความต้องการในแต่ละช่วงเวลา ในบางวันลูกค้าอาจไม่ได้ต้องการรับประทานมื้อหนักเสมอไป โมเดลนี้จึงถูกออกแบบมาเพื่อรองรับความต้องการที่แตกต่างกัน” ศสัย ตังเดชะหิรัญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โออิชิ โฮลดิ้ง จำกัด ระบุ
โครงสร้างราคาถูกออกแบบมาเพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย โดยการสั่งแบบอะลาคาร์ตมีราคาเริ่มต้นที่ 29 บาทสำหรับซูชิ รวมถึงเซ็ตเมนูราคาหลักร้อยบาท เพื่อรองรับกลุ่มที่ต้องการรับประทานอาหารมื้อย่อย
ขณะที่รูปแบบบุฟเฟต์ถูกแบ่งออกเป็นแพ็กเกจราคา 359 บาท++ ซึ่งพุ่งเป้าไปที่กลุ่มนักศึกษาและกลุ่ม Gen Z, แพ็กเกจ 699 บาท++ สำหรับการสังสรรค์ และระดับพรีเมียม 849 บาท++ ที่เน้นอาหารทะเลสำหรับกลุ่มครอบครัว
“นอกจากรูปแบบราคาแล้ว เรายังได้เปลี่ยนการเสิร์ฟมาเป็นคอนเซปต์ Small Plate, Smart Conversation หรือการเสิร์ฟแบบจานเล็กจานน้อย แทนที่จะเสิร์ฟจานใหญ่ที่ทำให้ลูกค้าอิ่มเร็วและทานได้ไม่กี่อย่าง ซึ่งการเสิร์ฟจานเล็กช่วยให้ลูกค้าสามารถรับประทานอาหารได้หลากหลายเมนูมากขึ้น และยังเป็นตัวช่วยเปิดโอกาสให้เกิดบทสนทนาแลกเปลี่ยนพูดคุยกันระหว่างมื้ออาหารได้ด้วย”
เพื่อป้องกันความจำเจจึงได้มีอาหารมากถึง 160 เมนู พร้อมเครื่องดื่มที่มีให้เลือกหลากหลายทั้งแบบมีแอลกอฮอล์และไม่มีแอลกอฮอล์ โดยร้านจะมีการปรับเปลี่ยนบรรยากาศ ให้แตกต่างกันระหว่างช่วงกลางวันและกลางคืน
การนำเสนอราคาและรูปแบบที่หลากหลายนี้ ช่วยให้ร้านสามารถดึงดูดลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ โดยเฉพาะกลุ่มคนทำงานและนักศึกษาในช่วงเวลากลางวันได้มากขึ้น แม้ว่าปัจจุบันสัดส่วนรายได้หลักของร้านกว่า 80% จะยังคงมาจากลูกค้ารูปแบบบุฟเฟต์ก็ตาม โดยผลการดำเนินงานของสาขาเรือธงที่ใช้โมเดลไฮบริดแห่งนี้ พบว่ามียอดขายเติบโตขึ้นถึง 20% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
สำหรับทิศทางการขยายธุรกิจในปีนี้ โออิชิได้ปรับแผนจากการเร่งเปิดสาขาใหม่ปีละ 30-40 แห่งในอดีต มาเป็นการมุ่งความสำคัญกับการบริหารจัดการสาขาเดิมที่มีอยู่จำนวน 269 สาขาทั่วประเทศ
กลยุทธ์หลัก 4 ประการสำหรับปีนี้ ประกอบด้วย การรีโนเวตและปรับปรุงคอนเซปต์ร้านเดิมให้ทันสมัย, การนำเสนอเมนูอาหารใหม่ๆ, การสร้างความประทับใจให้แก่ลูกค้า และ 4. การรักษามาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัยของอาหาร
ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทย โออิชิไม่ได้มองผู้ประกอบการรายอื่นเป็นคู่แข่ง แต่มองว่าเป็นเพื่อนร่วมวงการ โดยโออิชิจะยังคงรักษาจุดยืนทางการตลาดในการเป็น Japanese everyday happiness เพื่อส่งมอบอาหารญี่ปุ่นที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายสำหรับผู้บริโภคทุกกลุ่มเป้าหมาย

