ในช่วงที่ผ่านมา ตลาดกังวลว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจดันให้ราคาน้ำมันพุ่งทะลุ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เหมือนที่เคยเกิดขึ้น แต่จากข้อมูลล่าสุดชี้ให้เห็นว่า ความเสี่ยงที่ราคาน้ำมันจะดีดตัวแรงระดับนั้นมีค่อนข้างต่ำ ซึ่งสถานการณ์นี้ส่งผลดีทางอ้อมต่อตลาดทองคำ เพราะปัจจัยที่จะกดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ต้องกลับมาขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อนั้นลดลงตามไปด้วย
แม้สถานการณ์สหรัฐฯ-อิหร่านยังยืดเยื้อ กลุ่มผู้ค้าที่ให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg ระบุว่าปริมาณการขนส่งน้ำมันดิบผ่าน “ช่องแคบฮอร์มุซ” ช่วงปลายเดือนสิงหาคมอยู่ที่ราว 6 ถึง 8 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งสอดคล้องกับ Argus Media ที่เปิดเผยว่าปริมาณการขนส่งน้ำมันดิบใน “ตะวันออกกลาง” ลดลงเหลือ 11 ล้านบาร์เรลต่อวัน ต่ำกว่าระดับปกติที่ 22 ถึง 24 ล้านบาร์เรลต่อวันก่อนเกิดความขัดแย้ง แต่ทำไมราคาน้ำมันถึงไม่ได้พุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์อย่างรุนแรง ส่วนหนึ่งมาจากตลาดน้ำมันโลกสามารถปรับตัวรับมือได้อย่างรวดเร็วจาก
- การปรับตัวของการขนส่งทางเรือ แม้การส่งออกผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะเคยทรุดหนัก และเรือขนาดใหญ่ (VLCC) จะแล่นผ่านช่องแคบได้ยาก แต่ปัจจุบันเริ่มฟื้นตัวกลับมา ผ่านการใช้เทคนิคเดินเรือแบบซ่อนร่องรอย (Dark Crossings) รวมไปถึงการถ่ายโอนสินค้าระหว่างเรือต่อเรือ (Ship-to-ship transfers)
- ซาอุดีอาระเบียหันไปใช้ท่าเรือในอียิปต์ ขณะที่อิรักและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ก็มีตัวเลขส่งออกที่ฟื้นตัว อุปทานที่เพิ่มขึ้นจากแหล่งอื่น ผู้ผลิตนอกกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) เช่น สหรัฐฯ แคนาดา และกายอานา เตรียมอัดฉีดกำลังการผลิตเพิ่มอีก 1.4 ล้านบาร์เรลต่อวันในปีนี้
- ภาวะอุปสงค์หดตัว (Demand Destruction) ไตรมาส 3 หายไปถึง 3.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน นำโดยจีนที่หันไปพึ่งพายานยนต์ไฟฟ้า (EV) และมีคลังสำรองน้ำมันมหาศาลถึง 1,170 ล้านบาร์เรลคอยพยุงความมั่นใจ
อย่างไรก็ดี Morgan Stanley มองว่าในตลาดซื้อขายจริง (Physical Markets) ยังมีความตึงตัวสูง และคาดว่าราคาน้ำมันดิบ Brent อาจขยับไปเฉลี่ยที่ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้ในไตรมาส 4 แต่คำถามสำคัญคือ ระดับราคาดังกล่าวสูงจนกระตุ้นความกังวลให้ Fed ปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อหรือไม่ โดยหากวิเคราะห์ข้อมูลเพิ่มเติมพบว่า Barclays ได้ประเมินว่าราคาน้ำมันที่เข้าใกล้ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะดันเงินเฟ้อให้สูงขึ้น ประกอบกับ Goldman Sachs ประเมินว่า ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นทุก ๆ 10% จะดันดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ให้เพิ่มขึ้นประมาณ 0.28 percentage points โดยหากทรงตัวอยู่ในระดับสูงนาน 3 เดือน ผลกระทบจะรุนแรงชัดเจนมากขึ้น
ดังนั้น เราจึงสามารถแบ่งสถานการณ์ออกเป็น 3 กรณี ได้ดังนี้
- สถานการณ์ที่ยังไม่น่ากังวล (Best Case) : ราคาน้ำมันทรงตัวอยู่ในช่วง 80-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือต่ำกว่า สะท้อนการที่ตลาดหาจุดสมดุลได้และปริมาณการขนส่งยังคงที่ แรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อจะเบาบางลง Fed ไม่มีเหตุผลให้ต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ย ทำให้ราคาทองคำตอบสนองเชิงบวกในสภาพแวดล้อมเช่นนี้
- สถานการณ์ปกติ (Base Case) : ราคาน้ำมันเคลื่อนไหวเฉลี่ยที่ราว 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล มีการเคลื่อนไหวเข้าใกล้ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอยู่เป็นช่วงๆ แต่ไม่ทะลุผ่านขึ้นไปอย่างรุนแรง สะท้อนตลาดเจอระดับราคาที่เป็น New Normal และตอบสนองตามสถานการณ์สหรัฐฯ-อิหร่าน ด้วยมุมมองเพียง “Supply shock” ในระยะสั้น ทำให้ราคาทองคำจะตอบสนองในเชิงลบบ้าง ตามกระแส Fed ขึ้นดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้น แต่ประเมิน downside ของทองคำอยู่ในระดับจำกัด และเพียงระยะสั้น
- สถานการณ์ที่ต้องเฝ้าระวัง (Worst Case) : ราคาน้ำมันปรับตัวแตะ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จนไปถึงระดับสูงสุดเดิมที่ราว 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องนาน 3 เดือนขึ้นไป ในเคสนี้จะกระทบอัตราเงินเฟ้อให้สูงขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งจะกลายเป็นแรงกดดันให้ Fed อาจต้องพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อระลอกใหม่
ภาพ: Minh8686 / Shutterstock

