×
Menu
1666

‘สร้างสุพรรณฯ ปั้นชาติไทยพัฒนา’ วราวุธ ศิลปอาชา กับโจทย์ใหญ่ในวันที่ไร้เงาบรรหาร

05.06.2017
  • LOADING...

HIGHLIGHTS

15 Mins. Read
  • ต้นทุนชีวิตและต้นทุนทางการเมืองของวราวุธถูกวางให้อยู่บนเส้นทางนี้ตั้งแต่ยังไม่ลืมตาดูโลก ซึ่งทั้งหมดนั้นถูกขีดเส้นและส่งต่อจากชายที่ชื่อบรรหาร ศิลปอาชา บิดาของเขาเอง
  • วราวุธพาเราทุกคนไปพบกับแง่มุมชีวิตของบรรหารที่เขาซึมซับจนเติบโตเป็นเขาในทุกวันนี้ รวมทั้งตอบข้อครหา ‘ปลาไหลทางการเมือง’ ว่านัยที่แท้จริงอีกด้านของเหรียญนี้คืออะไร    
  • วราวุธพร้อมสานต่อสร้างสุพรรณฯ และนำพรรคชาติไทยพัฒนา รวมทั้งมองว่าการเมืองควรเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีบทบาท อย่าขีดเขียนให้ต้องทำตามอย่างเดียว

     วันที่การเมืองไทยและจังหวัดสุพรรณบุรีคงเหลือไว้แต่ชื่อของ บรรหาร ศิลปอาชา พร้อมกับมรดกอันเป็นรูปธรรมที่เขาได้ลงมือสร้างและพัฒนาไว้มากมายจนไม่อาจปฏิเสธความยิ่งใหญ่ของเรื่องราวชีวิตชายที่ชื่อบรรหารได้ อีกทั้งรูปแบบและวิธีการทำงานยังแผ่อิทธิพลจนกลายเป็นโมเดลให้หลายคนศึกษาและเดินตาม

     ชีวิตของบรรหาร ศิลปอาชา ขึ้นสูงสุดทางการเมืองเป็นถึง ‘นายกรัฐมนตรี’ ผ่านสมรภูมิการต่อสู้มาแทบทุกกระบวนท่า ผ่านร้อนผ่านหนาว ได้รับการยกย่องและเคารพในทางการเมืองจากผู้คนเป็นอย่างมาก ในทางตรงกันข้าม บาดแผลที่ได้รับก็มีไม่น้อยไปกว่ากัน แต่เรื่องราวทั้งหมดของหลงจู๊การเมืองไทยผู้นี้ได้ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์เพื่อให้ผู้คนได้ศึกษาภูมิหลังชีวิตต่อไปเป็นที่เรียบร้อย

     ในวันเวลาที่บรรหาร ศิลปอาชา ไม่อยู่บนโลกใบนี้แล้ว ความคาดหวังและอนาคตข้างหน้าในการขับเคลื่อนงานด้านต่างๆ จึงถูกถ่ายโอนไปที่ ลูกท็อป-วราวุธ ศิลปอาชา บุตรชายหัวแก้วหัวแหวน ทายาทผู้รับมรดกต่อจาก ‘บิดา’ วันเวลาจากนี้ไปจึงเป็นเสมือนบทพิสูจน์ฝีไม้ลายมือของวราวุธจากตระกูลการเมืองของไทย ว่าจะสามารถค้ำยืนและนำพาความหวังทั้งหมดผ่านพ้นไปได้ขนาดไหน

     THE STANDARD นัดสนทนากับวราวุธ ณ ที่ทำการพรรคชาติไทยพัฒนา สถานที่ที่คนชื่อบรรหารผูกพันมาตลอดทั้งชีวิต

วันนี้นายบรรหารไม่อยู่แล้ว เด็กคนนี้จะมาสานต่อในสิ่งที่นายบรรหารสร้างเอาไว้ นี่คือศรัทธาที่คนมีให้ ไม่ได้มีให้ตัวผม ที่คนเลือกผมเข้ามาเพราะเป็นลูกนายบรรหาร ถามว่ารู้สึกน้อยใจไหม ไม่ มันเป็นความภูมิใจ โอ้โห บารมีของพ่อมันใหญ่ถึงขนาดกางร่มมาถึงลูกเลย ผมไม่ต้องลงพื้นที่เลยก็ได้รับเลือกอยู่ดี เพราะคนบอกว่าเอาเสาไฟฟ้ามาลงก็ได้ ขอให้เป็นคนที่นายบรรหารส่งมาก็เลือกได้ทั้งนั้น

 

เริ่มสนใจการเมืองตั้งแต่เมื่อไร ส่วนที่ซึมซับจาก ‘นายบรรหาร’ ในทางการเมืองคืออะไร   

     ผมสนใจการเมืองเมื่อไร ตอบไม่ถูก เพราะตั้งแต่เล็กจนโตมาถึงวันนี้ เอาเป็นว่า เมื่อนายบรรหารรู้ว่าสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในท้องคุณหญิงแจ่มใส ศิลปอาชา ลูกคนสุดท้ายคือผู้ชาย ท่านได้วางเส้นทางชีวิตไว้ตั้งแต่ผมยังไม่เกิด เมื่ออายุ 12 ปี ผมรู้ตัวและรู้แล้วว่าเส้นทางของผมคืออะไร ผมไปเรียนเมืองนอก จบมาทำงานอยู่ 2-3 ปีก็มาเป็น ส.ส.  ทำให้ผมรู้จักเส้นทางนี้ตั้งแต่เด็ก

     เส้นทางการทำงานที่ผมซึมซับจากนายบรรหารเริ่มตั้งแต่ผมอายุ 3-4 ขวบ ผมเห็นนายบรรหารไปลงพื้นที่ ไปตรวจงาน เมื่อผมอายุ 4-5 ขวบก็ไปช่วยแจกใบปลิวแล้วก็พูดเชิญชวน “ไปลงคะแนนให้พ่อด้วยนะครับ” ในตลาด คนสุพรรณฯ จะเห็นเด็กตัวเล็กๆ จนกลายมาเป็นเด็กตัวอ้วนๆ ไปไหนก็จะเห็นวราวุธเดินตามนายบรรหารไปด้วย เวลากลับมาจากต่างประเทศ คนอื่นเขาได้ไปเที่ยวกัน ก็สงสัยว่าทำไมตัวเองต้องมานั่งตรวจงานกับนายบรรหารด้วย ตอนนั้นก็เบื่อ คิดว่าทำไมถึงไม่ได้ไปเที่ยว ตอนอายุ 11 ขวบก็ไปงานทอดกฐิน ทอดผ้าป่า งานวัดกับคุณพ่อเยอะมาก เวลาที่ท่านมีตำแหน่งเป็นนายกฯ หรือเป็นรัฐมนตรีก็จะทำให้เราตระหนักเหมือนกันว่านายบรรหารไม่ได้อยู่ในฐานะพ่อของเราอย่างเดียว แต่เป็นคนของประชาชนด้วย แล้ววันหนึ่งเมื่อเวลามาถึง ผมก็มาลงสมัครส.ส. ซึ่งเป็นไปตามวัฏจักรที่พ่อได้มีส่วนวางแนวทางชีวิตไว้ให้

 

รู้สึกอย่างไรบ้างกับการเติบโตขึ้นมาในครอบครัวนักการเมืองและถูกวางบทบาทให้ต้องสืบทอดการทำงานต่อ

     ผมโตมากับสิ่งนี้ ไม่รู้สึกว่ามีอะไรกดดัน เรารับรู้เส้นทางที่จะเดินต่อ การได้เกิดเป็นลูกนายบรรหารทำให้มีสิทธิพิเศษมากมาย มีแต่คนนับหน้าถือตา ไปไหนคนก็ให้เกียรติ ซึ่งมันมาพร้อมความรับผิดชอบ ภาษาฝรั่งเขาบอกว่า There’s no such thing as a free lunch. ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่ได้มาฟรีๆ ทั้งหมดที่มีวันนี้ล้วนได้มาด้วยความยากลำบากและความเหนื่อยยากของคนที่ชื่อบรรหาร

     เราเดินตามนายบรรหาร ได้เห็นทั้งข้อดี-ข้อเสียและจุดอ่อน-จุดแข็ง ก็ไม่แปลก ที่ลูกอยากเป็นเหมือนคุณพ่อ หลายคนมีพ่อเป็นหมอ เป็นทหาร เขาก็เห็นข้อดี-ข้อเสียของอาชีพเหล่านั้นเมื่อได้มาสัมผัสกับตัวเอง งานการเมืองก็เป็นอีกหนึ่งสาขาอาชีพ ถึงบางคนจะบอกว่าการเป็นนักการเมืองไม่ใช่อาชีพก็ตาม แต่ก็เป็นการทำงานในสายงานหนึ่งเหมือนกัน ดังนั้นผมไม่ได้มีความกดดันหรือลำบากใจ เพราะนี่เป็นเส้นทางที่เราเลือกแล้วสำหรับอนาคต

 

 

เป็น ส.ส. สมัยแรก เดินบนสนามการเมืองโดยอาศัยบารมีพ่อเป็นหลัก?

     ถูกต้องเลย ถามว่าเด็กหนุ่มอายุ 25-26 ปี จบมาจากเมืองนอก ความรู้มี ความสามารถไม่รู้ ยังไม่เคยเห็นการทำงาน อยู่ๆ มาลงพื้นที่หาเสียงแล้วบอกว่า “ลงคะแนนให้ผมด้วยครับ” ถ้าไม่ใช่ลูกนายบรรหารแล้วคนเลือกเข้ามาก็บ้าแล้ว เป็นผม ผมก็ไม่เลือก แต่พอรู้ว่านี่เป็นลูกนายบรรหาร เป็นคนที่นายบรรหารคาดหวังไว้ในอนาคต เขาก็ให้โอกาสเรามาทำหน้าที่

     วันนี้นายบรรหารไม่อยู่แล้ว เด็กคนนี้จะมาสานต่อในสิ่งที่นายบรรหารสร้างเอาไว้ นี่คือศรัทธาที่คนมีให้ ไม่ได้มีให้ตัวผม ที่คนเลือกผมเข้ามาเพราะเป็นลูกนายบรรหาร ถามว่ารู้สึกน้อยใจไหม ไม่ มันเป็นความภูมิใจ โอ้โห บารมีของพ่อมันใหญ่ถึงขนาดกางร่มมาถึงลูกเลย ผมไม่ต้องลงพื้นที่เลยก็ได้รับเลือกอยู่ดี เพราะคนบอกว่าเอาเสาไฟฟ้ามาลงก็ได้ ขอให้เป็นคนที่นายบรรหารส่งมาก็เลือกได้ทั้งนั้น

     คำถามอยู่ที่ว่า คุณได้ตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาแล้ว ถึงจะได้มาด้วยความเป็นลูกนายบรรหารก็เถอะ คุณได้มาแล้วคุณทำอะไร เอาสิทธิและหน้าที่ที่คุณมีมาทำให้เกิดประโยชน์ต่อแผ่นดินอย่างไร ฉะนั้นอย่ามองว่าลูกนักการเมืองเข้ามาเพื่อหาผลประโยชน์ ส่วนตัวของผมมองว่าคุณแค่มีฐานสูงกว่าคนอื่นๆ ที่เข้ามาเล่นการเมืองเท่านั้นเอง อย่างสมมติว่าพ่อเป็นนักอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ ลูกมารับบริษัทต่อจากพ่อ เหมือนกับคุณขึ้นลิฟต์มาถึงจุดนี้แล้ว คุณจะต่อยอดบริษัทของพ่ออย่างไรให้มันโตขึ้นไปกว่านี้ หรือคุณจะทุบบริษัททิ้งแล้วไปเริ่มสร้างใหม่ล่ะ

     ดังนั้นการเป็นลูกของนายบรรหารถือว่าเป็นโชคดี แต่ในขณะเดียวกันต้องถามตัวเองก่อนว่าคุณเอาสิทธิเหล่านั้นมาใช้ประโยชน์อะไรกับตัวคุณ กับคนรอบข้าง และที่สำคัญ เกิดประโยชน์อะไรกับคนที่เลือกคุณมา

 

ทิศทางในอนาคตเมื่อหมดยุคนายบรรหาร เลือดใหม่ของคนในเครือข่ายตระกูลการเมืองที่อยู่ในสุพรรณฯ จะไปต่ออย่างไร

     มันมาถึงวันที่ทุกคนในสุพรรณฯ ต้องกลับมานั่งคิดว่าวันนี้กระโถนท้องพระโรงที่ชื่อว่าบรรหาร ศิลปอาชา ไม่อยู่แล้วจะทำอย่างไร เมื่อก่อนอะไรก็บรรหาร ถนนไม่มีก็บอกบรรหาร น้ำไม่ไหล ไฟไม่ติด มีปัญหาตรงนั้นตรงนี้ พี่น้องชาวสุพรรณบุรีก็ต้องมาบอกตลอด 30-40 ที่ผ่านมา พวกเขาให้ความรัก ความศรัทธา และความอนุเคราะห์กับครอบครัวศิลปอาชามาโดยตลอด จนตอนหลังได้ส่งต่อมาถึงรุ่นลูกของนายบรรหาร นี่คือความศรัทธาและความเมตตาที่มีให้จากสิ่งที่นายบรรหารทุ่มเททั้งกายใจและทั้งชีวิตให้กับจังหวัดสุพรรณบุรี

     วันนี้นายบรรหารไม่อยู่แล้ว สมาชิกครอบครัวศิลปอาชา โดยเฉพาะตัวผมเอง  เราตั้งปณิธานไว้ว่าเราจะต้องทำต่อ ถามว่าเป็นหน้าที่ไหม ส่วนหนึ่งก็ต้องตอบว่าใช่ แต่อีกส่วนหนึ่งผมถือเป็นความท้าทายว่านายบรรหารทำไว้แล้ว เราจะทำต่อได้แค่ไหน หรือรู้สึกว่าโดนบังคับไหม ไม่ใช่ ผมแค่รู้สึกว่าอยากจะไปทำ

     ผมเคยพูดเอาไว้ในจดหมายที่เขียนถึงคุณพ่อเมื่อวันที่ท่านเสียชีวิต ผมอยากจะสื่อให้คนอ่านได้รู้ว่า การเป็นลูกนายบรรหารไม่ได้สุขสบายอย่างที่ทุกคนคิด เหมือนท่านสร้างสวิตช์ในตัวผมไว้เยอะมาก แต่ท่านยังไม่กดเปิด พอมาถึงวันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2559 นั่นเป็นเหมือนวันที่สวิตช์เหล่านั้นมันตั้งเป็นอัตโนมัติเอาไว้ พอฉันไม่อยู่นะ เดี๋ยวเครื่องยนต์นี้มันจะติดขึ้นมา แล้วมันก็รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ คำถามที่อยู่ในหัวผมมากมายว่าทำไมต้องอย่างนั้นอย่างนี้ วันนี้ผมมีคำตอบให้กับตัวเองโดยไม่ต้องมีใครบอกว่าพ่อทำอย่างนี้เพราะอะไร ไม่ต้องมาอธิบาย วันนี้ผมรู้แล้วว่าเป็นอย่างไร  

     ดังนั้นการทำงานจากนี้ ผมก็จะสานต่องานที่นายบรรหารทำเอาไว้ ไม่ใช่เพราะเป็นหน้าที่ แต่เป็นความตั้งใจที่ผมอยากจะทำ แล้วก็มาถึงวันที่คนสุพรรณฯ ต้องมานั่งคิดแล้วว่าสิ่งที่นายบรรหารทำมาตลอด 30-40 ปี วันนี้สุพรรณบุรีไม่ใช่บรรหารบุรี บรรหารไม่อยู่แล้ว คนสุพรรณฯ จะทำอย่างไรให้สุพรรณบุรีเป็นของคนสุพรรณฯ ทุกคน

     การที่ประเทศไทยจะขับเคลื่อนจากนี้ต่อไป มันไม่สามารถเคลื่อนได้ด้วยตัวคน คนเดียวแล้ว ยุคสมัยของคำที่เรียกว่าหลงจู๊ หรือ one man show มันไม่มีอีกต่อไป การจะเดินไปข้างหน้าต้องเดินไปด้วยคำว่าทีม การทำงานต้องทำไปด้วยกัน ดังนั้นวันนี้สุพรรณบุรีเป็นของคนสุพรรณฯ ทุกคน ต้องมาช่วยกันทำงาน มาช่วยกันออกความคิด มาช่วยกันออกกำลังเพื่อพัฒนาสุพรรณบุรี

สิ่งที่ท่านได้สร้างและมอบให้กับตัวผม ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา ประสบการณ์ชีวิต ประสบการณ์ทางการเมือง หลายสิ่งหลายอย่างล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่พ่อจะบอกให้กับลูกชายได้ เมื่อมอบให้แล้ว คุณเป็นลูก
ถ้าคุณยังไขว่คว้าไว้ไม่ได้ก็ช่วยไม่ได้   

 

สิ่งที่นายบรรหารทิ้งไว้เป็นมรดกที่ค่อนข้างจะแข็งแกร่งมากคือ ‘การสร้างเครือข่ายทางการเมือง’ คุณจะบริหารจัดการให้ดำรงอยู่และผนึกกำลังกันอย่างไร

     ทุกอย่างผมทำเหมือนเดิมหมด สิ่งที่คนชื่อบรรหารได้ทิ้งไว้เป็นมรดกคือความเอื้ออาทรต่อกันในสุพรรณบุรี สุพรรณบุรีของเราไม่มีพระเดช เรามีแต่พระคุณ ดังนั้นหลายคนที่ไม่เคยสัมผัสกับจังหวัดสุพรรณบุรีก็จะรู้สึกว่าบรรหารเป็นมาเฟียหรือเปล่า เป็นเจ้าพ่อหรือเปล่า อยู่ในสุพรรณฯ ไปไหนทุกคนก็กลัวหมด ซึ่งจริงๆ ไม่ใช่ความกลัว แต่ทุกคนให้ความเคารพ ทุกคนทำด้วยความเต็มใจ เพราะสไตล์การทำงานของนายบรรหารคือเราใช้พระคุณ เชื่อหรือไม่ว่าจนกระทั่งการทำงานในช่วงสุดท้ายของชีวิต ท่านก็ไม่ได้สั่ง

     ทุกคนจะยืนยันได้ การทำงานกับนายบรรหารเป็นสิ่งทุกคนมีความสุข อาจจะเหนื่อยตัว แต่ไม่เหนื่อยใจ อาจจะโดนเรียกทำงานตั้งแต่ 7 โมงเช้า ท่านบอกว่า ท่านผู้ว่าฯ จะไปถึงกี่โมงก็ตามสบาย แต่ผมจะไปถึง 7 โมง ข้าราชการในจังหวัดสุพรรณบุรีจะเหนื่อยมาก เพราะท่านจะไปตรวจงานวันเสาร์-อาทิตย์ แต่ไม่เหนื่อยใจ เพราะสิ่งที่ท่านขอให้ทำนั้นไม่เคยอยู่นอกกรอบและไม่เคยบังคับ

     ภาพจริงๆ ของนายบรรหารที่ออกมาสู่สาธารณชนมักจะขัดแย้งกับการทำงานของท่าน คนจะมองว่าท่านเป็นเผด็จการ มองว่าท่านเป็นคนทุบโต๊ะ แต่ถ้าใครได้ทำงานด้วยแล้วจะรู้ว่าท่านเป็นคนที่ฟังความเห็นของคนมาก ก็มีบ้างที่เลือกจะไม่ฟังนะ แต่ท่านจะเก็บเอาไปคิด เอามาประมวลในการตัดสินใจของท่าน    

     การอยู่ในสุพรรณฯ ความเชื่อมโยงทางการเมือง ความห่วงหาอาทรของคนในพื้นที่ไม่ใช่เรื่องการเมืองทั้งหมดหรอก แต่มันคือญาติพี่น้องที่ทำงานด้วยกัน    

     ดังนั้นในวันที่นายบรรหารไม่อยู่ เราก็ยังทำงานอยู่เหมือนเดิม ประเด็นอยู่ที่ว่าวันนี้คนที่ชื่อวราวุธได้รับลมส่งจากบารมีของนายบรรหาร ตัวผมเองจะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้มากน้อยเพียงไหน ลมส่งนั่นมีเพียงแค่ช่วงเดียวคือช่วงโปรโมชัน แต่ถ้าส่งไปแล้วผมไม่ทำให้เกิดประโยชน์กับพี่น้องชาวสุพรรณบุรีอย่างสูงสุด ลมส่งก็จะหมดไป

 

คุยอะไรกันในกลุ่มเลือดใหม่ถึงการเลือกชูวราวุธขึ้นมานำ มีความท้าทายอะไรในการรับไม้ต่อบ้าง

     ถือเป็นความท้าทาย แต่จะทำได้อย่างที่นายบรรหารทำไหม ไม่มีใครตอบได้ อาจจะทำได้แย่กว่าเก่า อาจจะทำได้ดีกว่านายบรรหาร หรืออาจจะเท่ากับนายบรรหาร ผมไม่รู้ ผมรู้อย่างเดียวว่าศักยภาพของผม อีก 10 ปี 10 ชาติก็คงไม่เท่ากับนายบรรหาร แต่สิ่งที่ผมจะทำให้ยิ่งใหญ่เท่ากับสิ่งที่พ่อทำมาก็ต้องอาศัยความร่วมแรงร่วมใจ ต้องอาศัยทีมเวิร์ก ผมเชื่อว่าก้าวแรกที่นายบรรหารทำในสุพรรณบุรีก็ไม่ได้ทำด้วยตัวคนเดียวเหมือนกัน ท่านมีทีมงานที่เข้มแข็งก็คือ ส.ส. ในพรรคของท่าน ไม่ว่าจะเป็นท่านประภัตร โพธสุธน, ท่านจองชัย เที่ยงธรรม, ท่านบุญเอื้อ ประเสริฐสุวรรณ และในขณะนั้นก็มีท่านชุมพล ศิลปอาชา ซึ่งตอนนี้ท่านบุญเอื้อและท่านชุมพลไปอยู่กับคุณพ่อผมเรียบร้อยแล้ว แต่ขณะนั้นท่านทำได้ด้วยการเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ความสามัคคีของทีมงาน และคนในจังหวัด

     ดังนั้นวันนี้สิ่งที่จะนำพาไปสู่วันข้างหน้าก็จะต้องเกิดจากความสามัคคีในทุกองคาพยพของคนในจังหวัด จังหวัดสุพรรณบุรีเป็นตัวอย่างที่ดีที่แสดงให้เห็นว่า ถ้าหากคนในจังหวัดมีความสามัคคีกัน เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันแล้ว การพัฒนามันจะก้าวกระโดดได้แค่ไหน

 

 

หนักใจหรือไม่ที่คนจะเทียบบทบาทนายบรรหารกับวราวุธ รวมทั้งบารมีที่ยังมีอยู่น้อยในทางการเมือง

     ไม่หนักใจ เพราะคนเอาผมไปเทียบกับนายบรรหารตอนอายุ 83 ถ้าจะเอาไปเทียบ ต้องเอาไปเทียบกับตอนอายุ 44 ผมทำงานในพื้นที่ทุกวันนี้นับว่าสบายกว่านายบรรหารเยอะ ปีที่นายบรรหารลงเลือกตั้งเป็นครั้งแรกคือ พ.ศ. 2519 ปีนั้นท่านอายุ 44 ก็แปลกนะ ปีนี้ผมก็จะอายุ 44 เหมือนกัน

     การทำงานของผมกับการทำงานของท่านในสมัยนั้น ความสบายต่างกันเยอะ วันนี้อยากจะไปหาเสียง ไปหาชาวบ้านเมื่อไรก็ขับรถไป อยากจะไปแบบไม่รู้จักใคร พอมีนามสกุลศิลปอาชา เป็นลูกบรรหาร เขาก็เปิดประตูรับแล้ว ในขณะที่ย้อนหลังกลับไป 30-40 ปีที่แล้ว นายบรรหารจะไปหาเสียงที่ไหนก็ต้องนั่งเกวียน นั่งเรือกันไป ต้องไปไหว้ ไปขอเขาบ้าง บรรหารคือใคร นามสกุลศิลปอาชาเขาก็ไม่รู้จัก ฉะนั้นท่านได้ถกล้างถางโพรงให้ผม สร้างถนนหนทางให้กับคนสุพรรณฯ ไว้เรียบร้อยหมดแล้ว

     ดังนั้นถ้าจะเทียบก็ต้องบอกว่าในวันที่บรรหารลงสมัครเลือกตั้งครั้งแรกจนมาถึงวันนี้ ท่านได้สร้างหลายสิ่งหลายอย่างเอาไว้ บารมีตอนนั้นท่านก็ยังไม่มี ในวันนี้ผมเองก็ยังไม่มี ทุกวันนี้บารมีที่มีก็มาจากสิ่งที่นายบรรหารสร้างเอาไว้

     ถามว่ากดดันไหม ต้องขอเวลาสัก 10-20 ปีว่าผมจะทำงานเหมือนนายบรรหาร ตอนที่ท่านทำงานมา 20 ปีได้หรือเปล่า แต่ถ้าจะเทียบกันตอนนี้ มันต่างกันเหมือนฟ้ากับเหวเลยครับ นายบรรหารทำได้ แต่วราวุธทำไม่ได้แน่ เพราะนายบรรหารเป็นรัฐมนตรีมาไม่รู้กี่กระทรวง รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯ อุตสาหกรรม คมนาคม มหาดไทย คลัง ผู้นำฝ่ายค้าน จนมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 21 แล้ววราวุธเป็นอะไร วราวุธเป็นรัฐมนตรี 70 วันแล้วก็ถูกยุบพรรค เก้าอี้ยังไม่ทันร้อน บารมียังไม่ทันเกิดเลย แล้วจะไปช่วยอะไรใครได้ ฉะนั้นมันเทียบกันไม่ได้

     ทุกวันนี้การทำงานของผมคือทำด้วยการไปขอร้องเขา ไปยกมือไหว้เขาว่าช่วยผมหน่อยเถอะ ทำตรงนั้นหน่อยเถอะ ทำตรงนี้หน่อยเถอะ เพราะว่าพ่อผมเป็นอย่างไรผมก็ทำเหมือนอย่างที่พ่อทำ สิ่งที่เกิดขึ้นในสุพรรณฯ ไม่ใช่จากพระเดช แต่เกิดขึ้นจากพระคุณ

การเดินหน้าจากนี้ไปไม่ใช่แค่สุพรรณบุรี หรือแค่พรรคชาติไทยพัฒนา ประเทศไทยก็จะเดินไปข้างหน้าพร้อมกันด้วย เราจึงต้องฟังความคิดเห็นของคนหลายกลุ่ม หลายอายุ เพราะคุณกำลังจะเขียนแผนทางเดินให้กับเขาในอนาคต

 

ทายาทการเมืองรุ่นใหม่ถูกปั้นให้มีโปรไฟล์หรูเลิศหรือส่งไปเรียนเมืองนอก อย่างนายบรรหารมักถูกใช้เรื่องการศึกษามาโจมตีในทางการเมือง คุณมองปรากฏการณ์นี้อย่างไร   

     ก็ถือเป็นสิ่งที่ดีนะครับ คนรุ่นใหม่ที่เข้ามาเขาได้โอกาสมากกว่าคนรุ่นก่อน ผมยังเคยถูกคุณพ่อล้อเลย เราน่ะสบาย จะไปเที่ยวก็ไหนก็ได้ สมัยพ่อเนี่ย จะขอไปดูงิ้วสักหน่อย ปู่ก็บอกให้ไปเย็บเสื้อเท่านั้นเท่านี้ กว่าจะได้เงินมาก็เต็มไปด้วยความยากลำบาก ผมก็ไม่รู้จะตอบท่านอย่างไร เพราะมันเป็นเรื่องจริงที่ท่านลำบาก ผมยังล้อเลียนท่านว่า ช่วยไม่ได้ พ่อผมดีกว่าพ่อเตี่ย พ่อของผมเป็นถึงอดีตนายกฯ แต่พ่อของพ่อคือ พ่อค้าในตลาด ฉะนั้นพ่อของผมใหญ่กว่าพ่อของพ่อนะ ท่านก็หัวเราะ ซึ่งสิ่งที่ท่านให้กับครอบครัว สิ่งที่ท่านให้กับลูกชายคนนี้มา เสียดายที่เพิ่งมารู้ซึ้งในวันที่ท่านไม่อยู่แล้ว แต่ถึงท่านอยู่ ผมก็อาจจะยังไม่รู้อยู่ดี

     อย่างที่ผมบอก สายไฟทั้งหลาย เครื่องยนต์ทั้งหลาย ระบบทั้งหลายที่วางไว้ในตัวผมมันถูกปิดสวิตซ์ไว้อยู่ ตราบใดที่นายบรรหารอยู่ สวิตซ์เหล่านั้นก็ยังไม่ทำงาน สิบปีต่อจากนี้ไปผมก็ต้องมานั่งพูดอย่างนี้เหมือนเดิม เพราะเครื่องยนต์ก็ยังไม่สตาร์ท ปุ่มก็ยังไม่เปิด บางคนอาจจะบอกว่าไม่เคยเห็นวราวุธทำงาน ผมก็ไม่แปลกใจ เพราะนายบรรหารเปรียบเหมือนสปอตไลต์ คนที่อยู่รอบข้างนายบรรหารเปรียบเสมือนไฟฉาย เอาเป็นว่าขนาดรัฐมนตรียืนอยู่ข้างนายบรรหารเรายังไม่เห็นรัฐมนตรีเลย นับประสาอะไรกับนายวราวุธที่ยังไม่เป็นอะไรเลย

     สิ่งที่ท่านได้สร้างและมอบให้กับตัวผม ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา ประสบการณ์ชีวิต ประสบการณ์ทางการเมือง หลายสิ่งหลายอย่างล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่พ่อจะบอกให้กับลูกชายได้ เมื่อมอบให้แล้ว คุณเป็นลูก ถ้าคุณยังไขว่คว้าไว้ไม่ได้ก็ช่วยไม่ได้   

 

ความสำเร็จทางการเมืองอย่างหนึ่งของนายบรรหารคือสามารถปฏิรูปการเมืองโดยใช้ รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ได้ ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่เกิดได้ยากในทางการเมือง คิดว่าอะไรคือเหตุผลสำคัญ

     สิ่งสำคัญของชีวิตนายบรรหารคือคำว่า สัจจะ และ กตัญญู ทุกคนจะรู้เลยว่านายบรรหารตกลงอะไรแล้วไม่มีการเปลี่ยนแปลง ถ้าพรรคชาติไทยอยู่ร่วมพรรครัฐบาลแล้ว พวกเราก็จะทำงานเต็มที่ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล ไม่แทงข้างหลัง ตอนนั้นก็ไม่แปลกใจที่หลายคนมองว่าพรรคชาติไทยเป็นปลาไหล คือมีพรรครัฐบาลเมื่อไร ต้องมีพรรคชาติไทยร่วมตลอด ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติ คนที่เข้าไปเป็นรัฐบาลนั้นจะอุ่นใจเมื่อมีคนชื่อนายบรรหารอยู่ด้วย เพราะนายบรรหารไม่เคยแทงข้างหลัง ไม่เคยทรยศใคร การที่พรรคชาติไทยอยู่ด้วยก็เปรียบเสมือนขุมกำลังที่ไว้ใจได้ ไม่ว่าจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย หรือพรรคพลังประชาชน เราก็จะได้รับความไว้วางใจให้มาเป็นรัฐบาลร่วมเสมอ

     ทุกเหรียญมีสองด้านเสมอ ด้านหนึ่งคนบอกว่าเป็นปลาไหล ทำอะไรก็จะมีคนพูดประมาณว่า ‘อดอยากปากแห้งมาจากไหน’ ถ้ามันไม่ดี ถ้ามันเป็นภัย ทำไมทุกรัฐบาลถึงชวนไปร่วมด้วย ขนาดพรรครัฐบาลอย่างประชาธิปัตย์ที่ด่านายบรรหารอยู่ปาวๆ ถึงเวลาก็ต้องมาขอให้นายบรรหารไปร่วมรัฐบาลด้วย นี่ก็เป็นสิ่งที่ต้องตั้งคำถาม

     ถ้ารู้ว่าเป็นปลาไหลแล้วจะเอาไปร่วมทำไม เป็นปลาไหลแปลว่าคุณกะล่อน แต่ทำไมนายบรรหารถึงได้รับความไว้วางใจในการตั้งรัฐบาลทุกชุด จะมีคนมาบอกว่า นายบรรหารมาอยู่กับผมนะ ท่านบรรหารมาช่วยผมหน่อยเถอะ ในขณะที่สาธารณชนมองว่าเป็นปลาไหล แต่ยังไงก็ได้อยู่พรรคร่วมรัฐบาล”

      การรักษาคำพูด ความอดทน ความขยันหมั่นเพียร และไม่ยอมแพ้ของนายบรรหารคือปัจจัยหลัก การที่มาตรา 211 ในขณะนั้นได้รับการแก้ไขจนเป็นที่มาของการสรรหาสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่ดีที่สุดในประเทศขณะนั้น กระทั่งคลอดมาเป็นรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ทุกวันนี้ หลายคนยังพูดว่านี่เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดที่เคยได้มา ทั้งหมดนั้นมาจากคำว่าสัจจะ มาจากคำว่าอดทน มาจากคำว่าหมั่นเพียร นี่คือเอกลักษณ์ของนายบรรหาร

 

 

จุดอ่อนทางการเมืองของวราวุธคืออะไร จะทำลายและสร้างได้ขนาดไหน

     ที่ผมพูดถึงตัวนายบรรหารมาทั้งหมด นั่นแหละคือจุดอ่อนของผม ความอดทน  ความขยันหมั่นเพียร การติดตามงาน สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ได้มาแค่ข้ามวันข้ามคืน แต่มันต้องแสดงให้เห็น ไม่สามารถสอนได้ แต่เป็นประสบการณ์ที่จะต้องสั่งสมตัวเองขึ้นมา และเป็นจุดอ่อนของผมที่ยังไม่มีโอกาสได้ทำตรงนี้ แม้วัยวุฒิปีนี้ของผมคือ 44 แต่คุณวุฒิและประสบการณ์ทางการเมืองมันไม่สามารถถ่ายทอดให้กันได้ ดาวน์โหลดใส่ยูเอสบีแล้วเอาบารมีมาเสียบต่อเข้าเครื่องผมไม่ได้ สิ่งเหล่านี้ถือเป็นจุดอ่อนของผม

     ถามว่าจะต้องใช้เวลาเท่าไรในการที่จะสร้างและแก้ไขสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ความผิดพลาดถือเป็นบทเรียนที่จะต้องไม่พลาดอีก บางคนบอกว่าค่าโง่ที่เสียไปถือเป็นค่าเล่าเรียน ยิ่งโตขึ้น ค่าเล่าเรียนก็ยิ่งแพงขึ้น บทเรียนต่างๆ นั้น ไม่มีสิ่งใดได้มาฟรีๆฉะนั้นทั้งหลายทั้งปวงก็เป็นสิ่งที่เราต้องอดทนและค่อยๆ เรียนรู้ในแต่ละก้าวที่เราจะเดิน

 

ถ้ามองไกลจากสุพรรณบุรีออกไปเป็นภารกิจการเมืองระดับชาติ คนรุ่นใหม่ที่จะเข้ามาทำงานตรงนี้อย่างคุณเห็นภาพในอนาคตอย่างไรบ้าง

     หลังการเลือกตั้ง ผมคาดหวังว่าอยากจะเห็นคนที่อายุต่ำลงมาเข้ามาทำงานในระบบมากขึ้น เช่น ถ้าจะวางยุทธศาสตร์ในระยะยาวเป็นหลัก 10-20 ปี การจะมาแก้ไข รับรอง และประเมินคุณภาพ เอาแค่ว่าร่างของคณะกรรมการต่างๆ ที่ผ่านมา ลองเอาอายุของกรรมการในแต่ละชุดมาหาค่าเฉลี่ยสิ ได้อายุเท่าไร แล้วไปดูประเทศอื่นว่าค่าเฉลี่ยอายุของกรรมการในประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย อังกฤษ หรือสวีเดนได้เท่าไร ยกตัวอย่าง ผมอยากจะเห็นการพัฒนาคุณภาพการศึกษา คุณลองเอาคนอายุ 15-17 ปีมานั่งอยู่ในคณะกรรมการด้วยสัก 5-10 เปอร์เซ็นต์ คนอายุ 20 สัก 10 เปอร์เซ็นต์ คนอายุ 30 สัก 10 เปอร์เซ็นต์ คนอายุ 40 อีกสัก 10 เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่ดูแค่เพียงอาชีพ ต้องดูอายุด้วย

     เพราะคุณกำลังเขียนอนาคตให้กับเจเนอเรชันของกลุ่มคนเหล่านี้ ดังนั้นมันเป็นเรื่องสำคัญที่เขาจะต้องมารับรู้ ต้องมาเสนอว่าพวกผมคิดอย่างนี้ แม้บางทีมันอาจจะไม่ถูกในสายตาคนอายุ 60 ปี แต่มันอาจจะถูกในสายตาของคนอายุ 30 ปีก็ได้

     ฉะนั้นบางครั้งเรื่องเดียวกันมันไม่ได้ถูกหรือผิด มันแล้วแต่มุมมองว่าใครจะเปิดใจรับฟังความคิดเห็นแต่ละฝ่ายได้มากน้อยแค่ไหน จริงอยู่คนที่อายุ 50-60 ปีนั้นจะทำบางอย่างซึ่งคุณไม่เห็นด้วย ผมก็ยอมรับ แล้วเราค่อยมาถกกัน สิ่งที่สำคัญคือคุณต้องฟังคนอายุ 15-20 ปีเหล่านี้ด้วย เพราะคุณกำลังจะเขียนอนาคตให้กับเขา สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับคุณอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเขา สิ่งที่คุณชอบ มันอาจจะเป็นสิ่งที่ใช่ แต่สิ่งที่ใช่ มันอาจจะไม่ใช่สิ่งที่คุณชอบ

     ดังนั้นการทำอะไรก็แล้วแต่ ผมเชื่อว่าการเดินหน้าจากนี้ไปไม่ใช่แค่สุพรรณบุรี หรือแค่พรรคชาติไทยพัฒนา ประเทศไทยก็จะเดินไปข้างหน้าพร้อมกันด้วย เราจึงต้องฟังความคิดเห็นของคนหลายกลุ่ม หลายอายุ เพราะคุณกำลังจะเขียนแผนทางเดินให้กับเขาในอนาคต คนอายุ 60 ปีในวันนี้ อีก 20 ปีจะยังอยู่ไหมก็ไม่รู้ คนอายุ 65-70 ยิ่งไม่ต้องพูดถึง กว่ายุทธศาสตร์จะเสร็จท่านก็คงไปเกิดใหม่เรียบร้อยแล้ว แต่ว่าคนอายุ 20 ปีในวันนี้ อีก 20 ปีข้างหน้าเขาจะอายุ 40 ประเทศของเราจะเดินไปอย่างไร ต้องให้เขามาช่วยกันคิด

สุพรรณฯ เป็นจังหวัดที่ไม่เคยมีอะไรให้ใครพูดถึง แต่วันนี้เมื่อทุกคนพูดถึงสุพรรณฯ ขึ้นมา คนจะรู้สึกถึงความพร้อมของสาธารณูปโภค แต่ท่ามกลางการพัฒนาความทันสมัยเหล่านั้น ทำไมสุพรรณฯ ยังเป็นบ้านนอก ยังรักษากลิ่นอายความเป็นชนบทไว้ได้ ทั้งที่อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ เพียงหนึ่งชั่วโมงเท่านั้นเอง นี่คือความอัจฉริยะของนายบรรหาร

 

มีคำพูดในเชิงท้าทายว่า จะด่านายบรรหารที่ไหนก็ได้ แต่ลองไปด่านายบรรหารที่สุพรรณบุรีสิ แล้วจะเห็นว่าคนสุพรรณฯ มีปฏิกิริยาแบบไหน สิ่งนี้มันสะท้อนอะไร

     คำนี้ไม่ได้เรียกว่าบารมี แต่เรียกว่าความรัก นี่คือความศรัทธาที่เขามีให้ ถึงตอนนี้ก็เหมือนกัน ลองไปยืนในตลาดแล้วไปด่านายบรรหารดูสิ ถ้าจะทำอย่างนั้น ผมแนะนำให้ไปแต่ตัว เท้าไม่ต้อง เพราะจะมีเท้ามาฝากเพียบเลย นี่คือความรักของคนสุพรรณฯ ที่มีต่อนายบรรหาร คนสุพรรณฯ เขาเห็นในสิ่งที่ท่านทำมาตลอด 40 ปี ท่านปั้นจากก้อนดินจนมาเป็นจังหวัดสุพรรณบุรีให้เราเห็นทุกวันนี้ ซึ่งกว่าจะเป็นวันนี้ได้ ท่านผ่านทั้งมรสุมและอุปสรรคมามากมาย

     เช่น ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 340 ถนนบางบัวทอง-สุพรรณบุรี ผมจำได้ว่าครั้งหนึ่งเคยมีนักการเมืองบางท่านอภิปรายว่า นายบรรหารทำถนนให้ควายเดิน ถ้าถนนเส้นนี้ไม่ถูกสร้างขึ้น ป่านนี้ถนนสายเอเชียคงเป็นอัมพาตไปหมดแล้ว ทางหลวงฯ  หมายเลข 340 เริ่มตั้งแต่บางบัวทอง กาญจนาภิเษก แยกออกไปทางทิศตะวันตกจะเจอทางหลวงฯ หมายเลข 345 ซึ่งออกไปอยุธยา โดยผ่านจังหวัดสุพรรณบุรี ไปถึงชัยนาท อุทัยธานี และบรรจบถนนสายเอเชียสายที่หนึ่งที่จังหวัดนครสวรรค์ แต่ในการของบประมาณทำถนนนั้น แน่นอนว่าสำนักงบประมาณไม่เคยให้ทำถนนเส้นเดียวตั้งแต่ต้นจนจบ ท่านจะอนุมัติไปเป็นก้อนๆ ไป โดยก้อนแรกไปสุดที่จังหวัดสุพรรณบุรีพอดี ผมยังจำได้ว่าตอนที่ถนนเส้นนี้มาถึงสุพรรณฯ ทุกคนก็รู้ว่ามีแผนทำถนนต่อ แต่ก็หาเรื่องที่จะด่าเอาไว้ก่อนว่าทำถนนมาสุพรรณฯ แต่แปลกที่ทุกวันนี้ไม่มีใครพูดถึงแล้ว เพราะถนนเส้นนี้ช่วยให้คนฝั่งตะวันตกเดินทางง่ายขึ้น ยิ่งในช่วงเทศกาลสงกรานต์หรือวันหยุดปีใหม่ ถ้าหากไม่มีถนนเส้นนี้ ถ้าไม่สร้างทางต่างระดับฉิมพลีตรงพุทธมณฑลสายสอง ก็จะไม่มีการเชื่อมต่อถนนกาญจนาภิเษก  

     วันนี้คนไทยได้รับผลประโยชน์จากถนนเส้นนี้มากมายมหาศาล ถนนเส้นนี้แสดงถึงความอดทนในการที่จะสร้าง บางปีท่านเป็นฝ่ายค้านเลยได้งบมาสร้างแค่ 3  กิโลเมตร เมื่อท่านเป็นรัฐบาลก็ได้งบเยอะหน่อยจนสร้างถนนเส้นนี้เสร็จที่จังหวัดนครสวรรค์   

     จากเดิมสุพรรณบุรีเป็นเมืองปิด แล้วจึงกลายมาเป็นเมืองเปิดในภายหลัง สุพรรณฯ เป็นจังหวัดที่ไม่เคยมีอะไรให้ใครพูดถึง แต่วันนี้เมื่อทุกคนพูดถึงสุพรรณฯ ขึ้นมา คนจะรู้สึกถึงความพร้อมของสาธารณูปโภค แต่ท่ามกลางการพัฒนาความทันสมัยเหล่านั้น ทำไมสุพรรณฯ ยังเป็นบ้านนอก ยังรักษากลิ่นอายความเป็นชนบทไว้ได้ ทั้งที่อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ เพียงหนึ่งชั่วโมงเท่านั้นเอง

     นี่คือความอัจฉริยะของนายบรรหารที่พัฒนาเมืองได้มหาศาลขนาดนี้ แต่ยังรักษากลิ่นอายความเป็นบ้านนอกไว้ได้ ถ้าเทียบกับหลายๆ จังหวัด เช่น อยุธยา ที่กลายเป็นอุตสาหกรรมทันสมัยไปหมดแล้ว แต่สุพรรณฯ ไม่ใช่ นี่คือเอกลักษณ์

 

ชีวิตในสนามการเมืองของคนชื่อวราวุธ ศิลปอาชา​ จนถึงวันนี้ มีอะไรที่พูดได้อย่างเต็มปากว่าคือความภูมิใจ

     สิ่งที่ผมภูมิใจมากที่สุดคือการได้เกิดมาในครอบครัวศิลปอาชา การมีพ่อที่ชื่อ นายบรรหาร ศิลปอาชา ไม่ใช่นายกฯ บรรหาร หรือรัฐมนตรีบรรหาร แต่คือพ่อที่ชื่อนายบรรหารของลูกท็อปคนนี้

     การที่ได้มีโอกาสเห็นแต่ละฉากของชีวิต ได้ผ่านมรสุมมากับคุณพ่อ ผ่านช่วงเวลาที่ต้องยกหูโทรศัพท์ออกจากเครื่องในสมัยก่อน เพราะคนโทรมาด่าตลอด ผ่านช่วงที่พ่อเป็นนายกฯ ผ่านช่วงที่ดีที่สุด ผ่านช่วงที่แย่ที่สุดมา

     ดังนั้นในชีวิตของผม ผมพูดเสมอว่าตำแหน่งหัวหน้าพรรคการเมือง ตำแหน่งรัฐมนตรี หรือแม้แต่ตำแหน่งนายกฯ ไม่ได้มีความหมายกับผมเลย การที่ได้เป็นลูกนายบรรหารถือว่าเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแล้วในชีวิตของผม

     ในชีวิตนี้ไม่จำเป็นต้องมีตำแหน่งอะไรเลย การทำงานอะไรก็แล้วแต่ ศักยภาพการทำงานของผมล้วนแล้วแต่ได้มาจากการเป็นลูกของนายบรรหาร ไม่จำเป็นต้องเป็นรัฐมนตรีหรือหัวหน้าพรรคการเมืองถึงจะทำงานได้ ไม่เคยคิดแม้แต่นิดเดียวว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีอย่างที่นายบรรหารเป็น เพราะสิ่งที่ทำให้เป็นตัวเป็นตนแบบทุกวันนี้ ผมได้มาจากการที่เป็นของลูกนายบรรหาร ภูมิใจที่สุดแล้วที่ได้เป็นครอบครัวศิลปอาชา

FYI

ไลฟ์สไตล์วราวุธในวันที่การเมืองเว้นวรรคฮอลิเดย์ยาวนาน

     ตอนนี้ลงพื้นที่ทำงานครับ คำว่าลงพื้นที่ของผมคือไปงานบวช งานแต่ง งานศพ ไปทักทายชาวบ้านให้เขาได้เห็นหน้า เพราะนักการเมือง ถึงแม้ว่าคสช. หรือ รัฐบาลจะไม่ให้ทำอะไรเลยก็ยังเป็นนักการเมืองอยู่ บ้านฉันมีคนตาย อยากให้คุณท็อปมา ลูกฉันจะบวช อยากให้คุณท็อปมา เขาเชิญ เราก็ไปให้เขาเห็นหน้าเห็นตาหน่อย

     ส่วนเรื่องกีฬา ผมก็เป็นประธานสโมสรทีมสุพรรณบุรีเอฟซีอยู่ นอกเหนือจากนั้นก็นั่งเก้าอี้เป็นนายกสมาคมกีฬาจังหวัดสุพรรณบุรี

     ส่วนตัวผมเองก็บ้าปั่นจักรยาน แต่ก็ยังไม่ผอมลงสักที ทำทีมฟุตบอลด้วย ถ้ามีเวลาว่างจริงๆ ก็อ่านหนังสือ เช่น หนังสือของนายกรัฐมนตรีแคนาดา ตอนนี้ก็รอหนังสือของประธานาธิบดีคนใหม่ของฝรั่งเศสอยู่ว่าจะออกมาเมื่อไร เราจะได้เห็นเทรนด์ของการเมืองโลกว่าในแต่ละประเทศเขามีแนวคิดต่างกันอย่างไร การไปอ่านชีวประวัติของนายกรัฐมนตรีแคนาดา คุณจัสติน ทรูโด ที่มีคุณพ่อเป็นนายกรัฐมนตรีของแคนาดาคนที่ 15 ด้วย เราก็จะได้เห็นแนวความคิดจากพ่อถึงลูกที่ได้มาเป็นนายกรัฐมนตรีอีก

     ผมเชื่อว่าการเป็นผู้นำที่ดีจะต้องทำเป็นตัวอย่าง ไม่ใช่ชี้นิ้วสั่ง ผมเคยบอกนักฟุตบอลให้วิ่ง ให้ฟิตร่างกาย แล้วพอมาดูตัวเอง ผมยืนกินแฮมเบอร์เกอร์อยู่นอกสนาม ทุกวันนี้ผมปั่นจักรยาน 80-200 กิโลเมตร บางทีก็ปั่นกับทีมชาติบ้าง

     นี่แสดงให้เห็นว่าปีนี้ผมอายุ 44 ปี ผมเป็นห่วงร่างกายตัวเอง ผมรักษาร่างกายให้อยู่สภาพนี้ทั้งที่มีงานมหาศาล คุณเป็นนักฟุตบอลอาชีพที่ผมจ่ายเงินเดือนให้เล่นในสิ่งที่รัก ให้รักษาร่างกายให้ฟิต ดังนั้นคุณต้องทำให้ได้ ผมไม่เคยสั่ง แต่ผมทำให้เห็นว่าผมทำแล้ว

  • LOADING...

READ MORE

FOLLOW US

RELATED STORIES

MOST POPULAR