ศาลรัฐธรรมนูญได้มีมติเอกฉันท์วินิจฉัยว่า พ.ร.บ. รับราชการทหารฯ มาตรา 27 และ 25 ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจมีความเสี่ยงต่อคดีของ เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล ที่ศาลแขวงสมุทรปราการจะพิพากษาในวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 โดยมีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หลังเขาได้แสดงจุดยืนคัดค้านการบังคับเกณฑ์ทหารมาตลอดหลายปี ด้วยเหตุผลว่า “ขัดต่อมโนธรรมสำนึก”
ประเด็นสำคัญ
คำวินิจฉัยครั้งประวัติศาสตร์ที่จะเป็นบรรทัดฐานของกฎหมายเกี่ยวกับการเกณฑ์ทหารต่อไปในอนาคต จากอารยะขัดขืนของ เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นักเคลื่อนไหวด้านการศึกษาและสิทธิมนุษยชน สู่คดีที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ชี้ขาดประเด็นทางกฎหมาย ระหว่างเสรีภาพใน ‘มโนธรรมสำนึก’ และหน้าที่ของปวงชนชาวไทยในการรับราชการทหาร
ย้อนไปเมื่อ 12 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ศาลรัฐธรรมนูญได้มี ‘มติเอกฉันท์’ วินิจฉัยว่า พ.ร.บ. รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 27 และมาตรา 45 ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 และมาตรา 31 ซึ่งอาจกระทบต่อคดีของเนติวิทย์ในศาลแขวงสมุทรปราการ ที่เขาเสี่ยงถูกตัดสินโทษจำคุก ตามข้อกฎหมายที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ตีความดังกล่าว
THE STANDARD ประมวลเนื้อหาในคำวินิจฉัยกลางฉบับเต็มของคดีนี้ รวมถึงความเห็นส่วนตนของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 9 คน เพื่อบันทึกการตีความกฎหมายครั้งสำคัญที่จะส่งผลต่อการบังคับเกณฑ์ทหารของไทยต่อจากนี้ไป
• ที่มาที่ไปของคดี อารยะขัดขืนด้วย ‘มโนธรรมสำนึก’
คดีนี้สืบเนื่องจากพนักงานอัยการคดีศาลแขวงสมุทรปราการ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องเนติวิทย์ ในความผิดฐานหลีกเลี่ยงขัดขืนไม่มาเบิกตัวต่อคณะกรรมการตรวจเลือกเข้ารับราชการทหารกองประจำการโดยไม่มีเหตุยกเว้นตามกฎหมาย หลังเขาแสดงอารยะขัดขืนด้วยการปฏิเสธเข้าร่วมจับใบดำ-ใบแดง และการตรวจเลือกทหาร ที่สถานที่ตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ากองประจำการ เทศบาลบางปู จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2567
เนติวิทย์ให้เหตุผลว่า การบังคับเกณฑ์ทหารขัดต่อสิทธิขั้นพื้นฐานและ ‘มโนธรรมสำนึก’ ของตนเอง เขายืนยันว่ายอมรับผลทางกฎหมายทั้งหมดที่จะตามมา อย่างไรก็ตาม ศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวโดยไม่ต้องวางหลักทรัพย์
ทนายความของเนติวิทย์ได้ยื่นคำร้องต่อศาลแขวงสมุทรปราการ ตามมาตรา 212 ของรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ให้วินิจฉัยชี้ขาดว่า พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 27 และมาตรา 45 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 และมาตรา 31 หรือไม่ โดยศาลรัฐธรรมนูญได้รับคำร้องไว้พิจารณา และเรียกพยานหลักฐานเพิ่มเติม
• ข้อโต้แย้งของเนติวิทย์ และความเห็นของหน่วยงานรัฐ-นักวิชาการ
ในการพิจารณาคดี เนติวิทย์ได้โต้แย้งว่า พ.ร.บ. รับราชการทหารฯ บังคับให้ชายไทยต้องเกณฑ์ทหารโดยไม่มีทางเลือกอื่นในการปฏิบัติหน้าที่พลเมือง ถือเป็นการบังคับที่ขัดต่อมโนธรรมสำนึก ซึ่งขัดกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) และปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (UDHR)
นอกจากนี้ ยังแย้งว่า กฎหมายดังกล่าวเป็นการจำกัดเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ และขัดต่อเสรีภาพในการถือศาสนา จึงขอให้ศาลแขวงสมุทรปราการส่งคำโต้แย้งนี้ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย
ศาลรัฐธรรมนูญได้เชิญบุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าให้ความคิดเห็น ประกอบด้วย คณะกรรมการกฤษฎีกา, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และนักวิชาการ รวมถึงได้เรียกบันทึกการประชุมของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเข้าประกอบการพิจารณา
ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา: กฎหมายรับราชการทหารตราขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ด้านความมั่นคง เพื่อให้รัฐมีกำลังพลปกป้องเอกราชและอธิปไตย ซึ่งเป็นหน้าที่ของปวงชนชาวไทย การรับรองเสรีภาพในการถือศาสนามีเงื่อนไขว่าต้องไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อหน้าที่ของปวงชนชาวไทยหรือความปลอดภัยของรัฐ
ความเห็นของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม: ชี้แจงว่า กองทัพมีความจำเป็นต้องมีทหารกองประจำการในจำนวนที่เพียงพอต่อภารกิจป้องปราม ป้องกัน และเผชิญวิกฤตการณ์ ส่วนการยกเว้นให้แก่ภิกษุ สามเณร และนักบวชนั้น เป็นการรับรองหน้าที่ในการขัดเกลาจิตใจประชาชนในยามปกติ แต่หากพ้นจากฐานะดังกล่าวก็ต้องเข้ารับการตรวจเลือกเช่นกัน
(ทั้งนี้ อนุมานจากบริบทที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีหนังสือติดตามความเห็นของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในคดีดังกล่าวเมื่อ 28 มกราคม 2569 และให้ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วัน ภายในกรอบเวลาดังกล่าว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ณ ขณะนั้นคือ พล.อ. ณัฐพล นาคพาณิชย์)
นอกจากนี้ ศาลรัฐธรรมนูญยังได้รับฟังความเห็นของนักวิชาการในประเด็นมโนธรรมสำนึกและสิทธิมนุษยชนที่กฎหมายให้การรองรับ ประกอบด้วย
รศ. ทศพล ทรรศนพรรณ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่: มองว่าเสรีภาพทางความคิด มโนธรรม และศาสนา เป็น ‘สิทธิเด็ดขาด’ รัฐจะบังคับให้บุคคลกระทำการขัดต่อความเชื่อ หรือฝืนมโนธรรมของบุคคลไม่ได้ หากตีความรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ การรับรองเสรีภาพทางความคิด มโนธรรมและศาสนา จะถูกจำกัดด้วยหน้าที่ของปวงชนชาวไทยไม่ได
รศ. ต่อพงศ์ กิตติยานุพงศ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์: มองว่า รัฐธรรมนูญได้รับรองเสรีภาพในมโนธรรมไว้ แต่ไม่ได้รับรองไว้โดยตรงให้ใช้เสรีภาพในมโนธรรมเพื่อปฏิเสธการเข้ารับราชการทหาร อย่างไรก็ตาม หากยอมรับให้กฎหมายบังคับให้ทุกคนต้องเข้ารับราชการทหารโดยไม่มีข้อยกเว้น จะเป็นการจำกัดสิทธิพื้นฐานเกินสมควรแก่เหตุ สมควรที่ฝ่ายนิติบัญญัติต้องแก้ไขกฎหมายรับราชการทหารให้ทันสมัยและคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนมากยิ่งขึ้น
• มติเอกฉันท์ศาลรัฐธรรมนูญ ‘มโนธรรม’ ไม่ใช่ข้ออ้างละเว้น ‘หน้าที่พลเมือง’
ศาลรัฐธรรมนูญได้ยุติการไต่สวน และมีคำวินิจฉัยออกมาเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม ที่ผ่านมา โดยคำวินิจฉัยได้แบ่งแยกเสรีภาพในศาสนาออกเป็น 2 ส่วน คือ เสรีภาพใน ‘ความเชื่อ’ ซึ่งอยู่ภายในจิตใจ เป็นสิทธิเด็ดขาดที่รัฐไม่อาจก้าวล่วงหรือจำกัดได้
และเสรีภาพใน ‘การปฏิบัติ’ หรือการแสดงออกทางศาสนาที่ ‘รัฐสามารถจำกัดได้’ หากการปฏิบัตินั้นเป็นปรปักษ์ต่อหน้าที่ของปวงชนชาวไทย หรือเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของรัฐ และความสงบเรียบร้อยของประชาชน
ศาลชี้ว่า การเกณฑ์ทหารไม่เป็นอันตรายต่อความปลอดภัยหรือศีลธรรมของประชาชน บุคคลไม่อาจอ้างความเป็นพลเมืองดีในมิติศาสนามาละเว้น ‘หน้าที่พื้นฐานของพลเมืองต่อรัฐ’ ได้ การปฏิเสธหน้าที่เกณฑ์ทหารย่อมส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ ซึ่งสอดคล้องกับข้อยกเว้นในกติกา ICCPR ที่ระบุว่าเสรีภาพในการแสดงออกทางศาสนาอาจถูกจำกัดได้เพื่อรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยของส่วนรวม
สำหรับประเด็นการเลือกปฏิบัติ ศาลอธิบายว่าการยกเว้นให้ภิกษุ สามเณร หรือนักบวช ไม่ใช่ ‘การยกเว้นโดยเด็ดขาด’ แต่เป็นเหตุผ่อนผันเพื่อให้ทำหน้าที่สอนศาสนาและกล่อมเกลาจิตใจในยามปกติ หากบุคคลเหล่านี้สึกหรือพ้นจากฐานะนักบวชก่อนอายุ 30 ปีบริบูรณ์ ก็ยังคงมีหน้าที่ต้องเข้ารับการตรวจเลือกเกณฑ์ทหารเช่นเดิม
ส่วนบทลงโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี สำหรับผู้หลีกเลี่ยงขัดขืน (มาตรา 45) นั้น ศาลมองว่ามีความจำเป็นเพื่อให้กฎหมายมีสภาพบังคับ และศาลยุติธรรมสามารถใช้ดุลพินิจลงโทษหนักเบาได้ตามพฤติการณ์ จึงไม่ใช่การเพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิเกินสมควร
“เมื่อชั่งน้ำหนักระหว่างการเกณฑ์ทหาร เพื่อให้รัฐมีความพร้อมด้านกำลังพลที่จะปกป้องรักษาเอกราชและอธิปไตย ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญของรัฐ เพื่อความมั่นคงของประเทศและความปลอดภัยของประชาชนส่วนรวม กับการเกณฑ์ทหารที่ก่อให้เกิดภาระ แก่บุคคลในการใช้ชีวิตปกติที่จะต้องมาคัดเลือกเพื่อเข้ารับราชการทหารกองประจำการแล้ว ประโยชน์สาธารณะ ย่อมมีมากกว่า เป็นไปตามหลักความได้สัดส่วน มิได้เพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพเกินสมควรแก่เหตุ”
ด้วยเหตุผลดังกล่าว ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีมติเอกฉันท์วินิจฉัยว่า พ.ร.บ. รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 27 (ว่าด้วยการกำหนดให้ผู้ถูกเรียกต้องมาแสดงตน) และมาตรา 45 (ว่าด้วยบทลงโทษผู้ขัดขืนหลีกเลี่ยง) ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 วรรคหนึ่ง (หลักความได้สัดส่วน) และมาตรา 31 (เสรีภาพในการถือศาสนา)
• แง่มุมน่าสนใจในความเห็นส่วนตนของ 9 ตุลาการ
THE STANDARD สำรวจความเห็นส่วนตนของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 9 คน ต่อคดีดังกล่าว ที่ท้ายสุดได้หลอมรวมกันขึ้นเป็นคำวินิจฉัยกลาง พบว่าสามารถจัดหมวดหมู่ความเห็นส่วนตนออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่
1. เน้นมิติด้านความมั่นคงและหน้าที่พลเมือง
ในกลุ่มนี้ประกอบด้วย นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ที่เน้นย้ำว่าเมื่อบุคคลมีสถานะเป็นพลเมือง ย่อมเกิดนิติสัมพันธ์ที่ต้องมีความรับผิดชอบต่อรัฐ การปฏิเสธหน้าที่เกณฑ์ทหารโดยอ้างมโนธรรม ถือเป็นการปฏิปักษ์ต่อหน้าที่และเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของรัฐ
ส่วน วิรุฬห์ แสงเทียน ให้เหตุผลว่าการเรียกเกณฑ์ทหารมีความจำเป็นต่อประสิทธิภาพในภารกิจของกองทัพ เมื่อชั่งน้ำหนักระหว่างความมั่นคงของชาติกับการกระทบสิทธิส่วนบุคคลเพียงชั่วคราว การบังคับใช้กฎหมายนี้จึงไม่ได้จำกัดสิทธิเกินสมควรแก่เหตุ
สอดคล้องกับ จิรนิติ หะวานนท์ ที่อธิบายถึงข้อยกเว้นสำหรับพระภิกษุและนักบวชว่า ไม่ใช่การให้สิทธิพิเศษหรือยกเว้นเด็ดขาด แต่เป็นเงื่อนไขเฉพาะในยามปกติเพื่อให้ทำหน้าที่กล่อมเกลาจิตใจ หากพ้นจากฐานะนักบวชก็ต้องมาเกณฑ์ทหารเช่นเดิม จึงไม่ใช่การเลือกปฏิบัติ
ขณะที่ นภดล เทพพิทักษ์ ชี้ให้เห็นว่าการกำหนดโทษทางอาญาสำหรับผู้ที่หลีกเลี่ยงขัดขืน เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้กฎหมายเกณฑ์ทหารมีสภาพบังคับ และเพื่อรักษาระบบการตรวจเลือกให้มีความเป็นธรรมและน่าเชื่อถือต่อประชาชนทุกคน รวมถึง บรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ ที่ได้ยกตัวอย่างบริบทโลกให้เห็นว่า การเกณฑ์ทหาร ยังคงเป็นระบบที่ใช้บังคับในหลายประเทศทั่วโลก (เช่น สวีเดน เดนมาร์ก รัสเซีย จีน อียิปต์ ฯลฯ) และกฎหมายไทยก็มีพัฒนาการและเหตุผลรองรับมาอย่างยาวนาน
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอีกท่านหนึ่งคือ สุเมธ รอยกุลเจริญ ยังตอกย้ำถึงรัฐธรรมนูญ หมวด 4 มาตรา 50 (หน้าที่ของปวงชนชาวไทย) และหมวด 5 มาตรา 52 (หน้าที่ของรัฐ) อย่างชัดเจน ว่าการเกณฑ์ทหารคือกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อรองรับภารกิจในการพิทักษ์รักษาเอกราชและผลประโยชน์ของชาติโดยตรง
2. เปรียบเทียบกับกติการะหว่างประเทศ
ตุลาการในกลุ่มนี้ได้วิเคราะห์ลึกลงไปถึงข้อโต้แย้งของผู้ถูกร้องที่อ้างอิงหลักสิทธิมนุษยชนสากล เพื่อชี้แจงว่ากฎหมายไทยสอดคล้องกับบรรทัดฐานโลกอย่างไร
โดย อุดม รัฐอมฤต ได้วิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบอย่างละเอียด โดยยกตัวอย่าง คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ และไต้หวัน และกติกา ICCPR มาอธิบายว่า แม้หลักสากลจะรับรองเสรีภาพทางมโนธรรม แต่ ‘สิทธิในการคัดค้านการเกณฑ์ทหารด้วยเหตุผลทางมโนธรรม (Conscientious objection)’ ไม่ได้ให้สิทธิละเว้นการทำหน้าที่เว้นแต่จะมีการระบุไว้ในกฎหมายภายในของรัฐนั้นๆ รัฐมีสิทธิที่จะไม่ยกเว้นให้หากรัฐไม่ได้ออกแบบ ‘การรับราชการทางเลือก (Alternative Service)’ เอาไว้
ขณะที่ อุดม สิทธิวิรัชธรรม อธิบายสนับสนุนว่า กติการะหว่างประเทศ (ICCPR ข้อ 18) อนุญาตให้รัฐจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกทางศาสนาได้ หากมีเหตุผลเพื่อรักษาความปลอดภัย ความสงบเรียบร้อย หรือเพื่อคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคลอื่น การที่กฎหมายไทยไม่ให้สิทธิพิเศษแก่ผู้คัดค้านทางมโนธรรม จึงเป็นการเคารพความเสมอภาคของพลเมืองและสอดคล้องกับข้อยกเว้นของกติกาสากลแล้ว
3. เสนอแนะทางออกเชิงนโยบายแก่ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ
ในความเห็นส่วนตนของ สราวุธ ทรงศิวิไล ได้ระบุ ‘ข้อเสนอแนะ’ ไว้ว่า หน่วยงานของรัฐควรพิจารณาทบทวนกฎหมายเกี่ยวกับการกำหนดโทษให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น โดยควร ‘แยกแยะกรณี’ ระหว่างบุคคลที่หลีกเลี่ยงขัดขืนการเกณฑ์ทหารเพราะหลบหนีทั่วไป ออกจาก บุคคลที่ปฏิเสธด้วยเหตุผลด้านมโนธรรมสำนึกหรือความเชื่อทางศาสนาอย่างแท้จริง เพื่อให้การกำหนดโทษหรือวิธีการจัดการมีความเหมาะสมและได้สัดส่วนมากยิ่งขึ้น
• 20 ก.ค. ศาลนัดชี้ชะตา เสี่ยงระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี
แม้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นที่สุดแล้ว แต่คดีในศาลแขวงสมุทรปราการของเนติวิทย์ยังต้องเดินหน้าต่อ หลังศาลได้สืบพยานในคดีนี้เสร็จสิ้น และได้เลื่อนวันนัดฟังคำพิพากษามาแล้วหลายครั้ง เพื่อรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จนล่าสุดศาลได้นัดฟังคำพิพากษาคดีดังกล่าวในวันที่ 20 กรกฎาคม 2569
เนติวิทย์เองที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแล้ว และเตรียมเข้าศึกษาต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยในต่างประเทศ จะต้องเข้าฟังคำพิพากษาของศาลแขวงสมุทรปราการในวันดังกล่าว หลังการต่อสู้คดีที่ยาวนานร่วม 3 ปี
เนติวิทย์ได้เปิดเผยกับสื่อมวลชนรวมถึงผ่านช่องทางสื่อสารสาธารณะบ่อยครั้งว่า เขาพร้อมที่รับโทษในคดีนี้ ที่มีกำหนดระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ตามมาตรา 45 ของ พ.ร.บ. รับราชการทหารฯ ที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยเป็นเอกฉันท์แล้วว่าไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ
หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเมื่อ 12 พฤษภาคมที่ผ่านมา เนติวิทย์ได้แสดงความเห็นไว้ว่า “ไม่ได้ผิดคาดสักเท่าไหร่” เขามองว่า ในเมื่อเหตุปัจจัยในปัจจุบันเป็นแบบนี้ ผลออกมาแบบนี้ก็ธรรมดา
“โดยส่วนตัว ผมได้ทำหน้าที่คือการต่อสู้ในทางความเชื่อของตนโดยไม่บิดพริ้วตลอด 12 ปี” เขาระบุ “ความสุขความพอใจในการยืนหยัดสิ่งที่ตนเชื่อมีคุณค่ามากกว่าความผิดหวังที่เกิดขึ้นในวันนี้ ชีวิตผมมีความหมาย และความหมายของผมก็เพื่อเด็กๆ ในอนาคตที่จะมีเสรีภาพและสันติภาพในชีวิต”
เนติวิทย์ยังได้เชิญชวนทุกคนในสังคมว่า เมื่อเห็นปัญหาอะไรที่ทำให้ขัดข้องใจ เช่น เรื่องการเกณฑ์ทหาร ก็ขอให้ใช้สติปัญญาคิดว่าจะแก้ไขอะไรได้มากกว่าการบ่นหรือเอาตัวรอดในเชิงปัจเจก เพราะเราแต่ละคนมี ‘พันธะ’ ในฐานะมนุษย์ที่จะใช้สิติปัญญาช่วยเหลือกันหาทางออกให้ได้ เพื่อให้สังคมน่าอยู่ยิ่งขึ้น
เขาออกตัวว่า การต่อสู้ของเขาเป็นแนวทางที่เป็นไปได้ แค่การทดลองนี้อาจจะยังไม่สำเร็จดีเท่านั้น พร้อมหยิบยกการต่อสู้เพื่อยกเลิกการเกณฑ์ทหารในอีกหลายประเทศ ซึ่งใช้เวลาเป็นสิบกว่าปี และบางคนเองก็เสียสละมากกว่านี้เสียอีก ดังนั้น แม้ไม่สำเร็จก็ไม่ใช่เรื่องให้ท้อหรือเศร้า แต่ควรคิดว่าได้บทเรียนอะไรบ้าง และจะทำให้ดีกว่านี้ได้อย่างไร
“ถ้าเราช่วยกันจริงๆ การเปลี่ยนแปลงก็จะเกิดขึ้นได้ ก็ยอมเหนื่อยกันให้มากขึ้นหน่อย คิดสร้างสรรค์ให้มากๆ การเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้นได้ครับ” เนติวิทย์ทิ้งท้าย
คำพิพากษาศาลแขวงสมุทรปราการ 20 ก.ค.
ล่าสุดวันนี้ (20 กรกฎาคม) ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเผยว่า ศาลแขวงสมุทรปราการอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อ.3118/2568 ที่ เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นักกิจกรรมด้านสังคมและสิทธิมนุษยชน เป็นจำเลยในข้อหาหลีกเลี่ยงไม่เกณฑ์ทหารฯ ตาม พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 45
ศาลพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานหลีกเลี่ยงการเข้าคัดเลือกการรับราชการทหารตามที่โจทก์นำสืบ ที่จำเลยอ้างว่า พ.ร.บ.รับราชการทหารฯ ขัดต่อธรรมนูญศาลรัฐธรรมนูญก็มีคำวินิจฉัยแล้วว่า พ.ร.บ. ดังกล่าวนั้นไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ส่วนที่จำเลยอ้างว่าไม่เข้ารับราชการทหารด้วยเหตุแห่งความเชื่อทางศาสนาและมโนธรรมสำนึก ไม่ได้เป็นข้อยกเว้นในการกระทำความผิด ข้อโต้แย้งของจำเลยฟังไม่ขึ้น
ศาลพิพากษาว่า จำเลยมีความผิด ตาม พ.ร.บ.รับราชการทหารฯ มาตรา 27 และ มาตรา 45 ให้จำคุก 6 เดือน ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยถูกลงโทษจำคุกมาก่อน จึงให้รอการลงโทษ 1 ปี


