มาตรการใหม่ของรัฐบาลเมียนมาที่บีบบังคับให้แรงงานข้ามชาติต้องเดินทางกลับประเทศเพื่อต่ออายุเอกสาร รวมถึงการเรียกเก็บภาษีและบังคับโอนเงินรายได้กลับประเทศ กำลังสร้างความกังวลให้กับแรงงานกว่า 3 ล้านคนในไทย โดยภาคประชาสังคมประเมินว่าอาจมีแรงงานกว่า 1 ล้านคนยอมหลุดออกจากระบบเพื่อเลี่ยงการถูกบังคับเกณฑ์ทหาร ส่งผลให้ภาคธุรกิจไทยเสี่ยงเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงานเฉียบพลัน ท่ามกลางเสียงเรียกร้องจากกลุ่มนายจ้างที่เสนอให้รัฐบาลไทยเปิดขึ้นทะเบียนแรงงานฝ่ายเดียวเพื่อบรรเทาปัญหา
หลังจากรัฐบาลเมียนมาเปิดศูนย์ออกเอกสารรับรองบุคคล (CI) และหน่วยบริการเคลื่อนที่ในประเทศไทยจำนวน 5 แห่ง โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 14 มกราคม 2570 มาตรการดังกล่าวได้สร้างความวิตกกังวลให้กับแรงงานชาวเมียนมาในไทยอย่างมาก
ทราย ทุน ส่วย แรงงานข้ามชาติชาวเมียนมา แสดงความกังวลต่ออนาคตหลังครบกำหนดต่ออายุหนังสือเดินทาง เนื่องจากรัฐบาลเมียนมากดดันให้ต้องเดินทางกลับไปต่ออายุในประเทศเท่านั้น จากเดิมที่เคยสามารถดำเนินการได้ที่สถานเอกอัครราชทูตเมียนมาประจำประเทศไทย
ทราย ทุน ส่วย ให้ข้อมูลว่า แรงงานในไทยมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ หลายคนไม่มีเอกสารจากประเทศต้นทาง ทำให้ไม่สามารถดำเนินการต่อเอกสารใหม่ตามที่ทางการเมียนมาร้องขอได้ นอกจากนี้ยังมีความกังวลอย่างหนักเรื่องการถูกบังคับเกณฑ์ทหารหากต้องเดินทางกลับประเทศ
ปัจจุบันรัฐบาลเมียนมาได้ออกมาตรการบังคับใช้กับแรงงานในไทยหลายประการ ได้แก่ การเก็บภาษีเงินได้ 2-3% การบังคับโอนเงินรายได้ 25% กลับประเทศผ่านธนาคารทางการซึ่งให้อัตราแลกเปลี่ยนต่ำกว่าราคาตลาด โดยใช้หลักฐานการจ่ายภาษีและโอนเงินเป็นเงื่อนไขบังคับในการต่ออายุเอกสารเดินทาง (Passport และ CI) หากไม่ปฏิบัติตามจะไม่ดำเนินการต่อเอกสารให้ รวมไปถึงการประกาศใช้กฎหมายเกณฑ์ทหารที่สั่งระงับและชะลอการอนุญาตให้แรงงานชายอายุ 18-35 ปีออกนอกประเทศ ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้แรงงานจำนวนมากอาจเลือกที่จะหลุดออกจากระบบและกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายในไทยเพื่อหลีกเลี่ยงกฎเกณฑ์
จับตา 3 กลุ่มเสี่ยงหลุดระบบ และข้อถกเถียงเรื่องค่าใช้จ่าย
อดิศร เกิดมงคล ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (MWG) ได้จำแนกปัญหาออกเป็น 3 กลุ่มตามประเภทของแรงงานข้ามชาติ ได้แก่
1. กลุ่มแรงงานข้ามชาติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ที่ยังไม่มีพาสปอร์ตจากประเทศตนเองประมาณ 700,000 คน กลุ่มนี้ต้องทำเอกสารรับรองสถานะบุคคล (CI) เพื่อใช้เป็นเอกสารแสดงตนในการขอวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน แม้ปัจจุบันจะมีศูนย์ทำ CI อยู่ 5 แห่งทั่วประเทศ แต่ยังประสบปัญหาระบบคิวนายหน้า
ในประเด็นค่าใช้จ่าย ทราย ทุน ส่วย ระบุว่า แรงงานต้องชำระค่าเล่ม CI 2,660 บาท ค่าภาษีนำส่งรัฐบาลเมียนมา 1,800 บาท และค่าวีซ่า 3,000 บาท รวมกับค่าระบบคิวนายหน้าที่เรียกเก็บ 1,300-1,500 บาท ทำให้แรงงาน 1 คนต้องเสียค่าใช้จ่ายไม่น้อยกว่า 10,000 บาท
ข้อมูลดังกล่าวสวนทางกับ เกรียงไกร จักกะพาก ผู้ประกอบการบริษัทนำคนต่างด้าวมาทำงานในประเทศ ที่ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์พิสูจน์สัญชาติและออกเอกสารรับรองบุคคล CI จังหวัดสมุทรปราการ
โดยเกรียงไกรระบุว่า กระบวนการทำหนังสือเดินทางเป็นระเบียบที่ต้องปฏิบัติตามร่วมกัน และค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายตามจริงคือ 2,660 บาท ส่วนเรื่องค่าระบบคิวนายหน้านั้นตนไม่ทราบข้อมูล มองว่าเป็นเพียงค่าบริการดำเนินการที่ตกลงกันระหว่างผู้นำพาแรงงานมายังศูนย์กับตัวแรงงานเอง
- กลุ่มแรงงานตามมติคณะรัฐมนตรี 24 กันยายน 2567 และ 2 ธันวาคม 2568 จำนวนเกือบ 2 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่มีหนังสือรับรองสถานะบุคคลแต่กำลังจะหมดอายุ รัฐบาลเมียนมามีแนวทางให้กลุ่มนี้เดินทางกลับไปทำหนังสือเดินทาง ณ พื้นที่ชั้นในของประเทศ เช่น ย่างกุ้ง และเนปิดอว์ อดิศรมองว่านี่คือมาตรการที่พยายามบีบบังคับให้แรงงานต้องเดินทางกลับ เพื่อโอนเงิน เสียภาษี และตอบสนองความต้องการกำลังพลของกองทัพ
- กลุ่มแรงงาน MOU ที่ครบวาระ 4 ปี ในปี 2569-2570 จำนวนประมาณ 100,000 คน ตามกฎหมายแรงงานกลุ่มนี้ต้องเดินทางกลับประเทศภายใน 30 วันจึงจะนำกลับเข้ามาทำงานใหม่ได้ จึงมีความเสี่ยงที่จะต้องกลับประเทศและไม่สามารถเดินทางกลับออกมาได้อีกจากนโยบายบังคับเกณฑ์ทหาร
อดิศรประเมินสถานการณ์จากเงื่อนไขทั้งหมดว่า มีโอกาสที่แรงงานมากกว่า 1 ล้านคนจะหลุดออกจากระบบในรอบนี้
ภาคธุรกิจวอนไทยขึ้นทะเบียนฝ่ายเดียว ป้องกันวิกฤตแรงงาน
ผลกระทบจากมาตรการดังกล่าวได้ส่งผลสะเทือนถึงผู้ประกอบการในไทย นิลุบล พงษ์พยอม ผู้แทนกลุ่ม ‘นายจ้างสีขาว’ ซึ่งเป็นกลุ่มนายจ้างที่ใช้แรงงานข้ามชาติ ระบุว่า สภาพเศรษฐกิจไทยซบเซามาตั้งแต่ช่วงหลังการระบาดของโควิด-19 ประกอบกับหลายภาคส่วนได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในปีนี้
ขณะที่กิจการกำลังฟื้นฟูธุรกิจกลับต้องมารับผลกระทบจากแนวทางการต่ออายุเอกสาร ที่รัฐบาลไทยดึงรัฐบาลเมียนมาเข้ามาเกี่ยวข้องจนกลายเป็นภาระของผู้ประกอบการ นำไปสู่ความเสี่ยงในการขาดแคลนแรงงานในระบบ
นิลุบลชี้ว่า ปัญหาหลักที่นายจ้างต้องแบกรับคือ 1. ค่าใช้จ่ายในการทำเอกสารที่สูงขึ้น และ 2. ความเสี่ยงที่แรงงานจะไม่สามารถเดินทางกลับมาทำงานได้หากต้องกลับประเทศต้นทาง พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขระยะเร่งด่วน โดยขอให้รัฐบาลไทยพิจารณาเปิดขึ้นทะเบียนและต่ออายุแรงงานฝ่ายเดียวแบบชั่วคราว เพื่อให้แรงงานทุกคนสามารถเข้าสู่ระบบได้ภายในระยะเวลา 1-2 ปี
ด้านอดิศรเห็นด้วยกับข้อเสนอนี้ โดยมองว่าจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยในสถานการณ์ที่กำลังเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงาน ก่อนหน้านี้ภาคธุรกิจไทยสูญเสียแรงงานกัมพูชาไปกว่า 400,000 คนจากกรณีความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ซึ่งปัจจุบันชดเชยได้เพียงบางส่วนจากการนำแรงงานในพื้นที่พักพิงชั่วคราวออกมาทำงาน หากรัฐบาลปล่อยให้แรงงานข้ามชาติหลุดระบบไปอีก 1 ล้านคน จะทำให้เกิดสภาวะขาดแคลนแรงงานเฉียบพลัน โดยเฉพาะภาคการเกษตรและการก่อสร้างที่พึ่งพาแรงงานกลุ่มนี้เป็นหลัก
ส่วนข้อโต้แย้งทางสังคมที่กังวลว่า การเปิดขึ้นทะเบียนฝ่ายเดียวจะทำให้ทางการไทยไม่สามารถบริหารจัดการได้เนื่องจากไม่มีฐานข้อมูลนั้น อดิศรชี้แจงว่าไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง ปัจจุบันประเทศไทยมีฐานข้อมูลของแรงงานกลุ่มนี้อย่างครบถ้วน ผ่านการเก็บอัตลักษณ์บุคคลของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง การทำบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย (บัตรสีชมพู) โดยกระทรวงมหาดไทย และการเก็บข้อมูลสุขภาพผ่านการตรวจสุขภาพกับกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าระบบฐานข้อมูลของไทยมีความพร้อมในการลงทะเบียนแรงงานมากกว่ารัฐบาลเมียนมา


