Menu
160642

Mowgli: Legend of the Jungle ภาพยนตร์ไลฟ์แอ็กชัน เมาคลีลูกหมาป่า ที่ดาร์กกว่า และดราม่ากว่าเดิม

06.12.2018
  • LOADING...
  • Loading...

HIGHLIGHTS

5 Mins. Read
  • Mowgli: Legend of the Jungle ภาพยนตร์ไลฟ์แอ็กชันในครั้งนี้สร้างขึ้นจากหนังสือ The Jungle Book ของนักเขียนชาวอังกฤษ รัดยาร์ด คิปลิง ในปี 1894 ตีความเรื่องราวผ่านชีวิตของ เมาคลี เด็กชายที่ถูกฝูงหมาป่าเลี้ยงดูจนเติบโต
  • ทีมนักแสดงให้เสียงประกอบไปด้วย โรฮาน ชานด์ รับบทเมาคลี, คริสเตียน เบล รับบทเสือดำบากีรา, เคต บลานเชตต์ รับบทคา พญางูเหลือม, เบเนดิกต์ คัมเบอร์แบตช์ รับบทเสือโคร่งเชียร์คาน, นาโอมิ แฮร์ริส รับบทนิชา แม่หมาป่า และ แอนดี้ เซอร์คิส ผู้กำกับของเรื่องลงมารับบทหมีบาลู
  • มีรายงานข่าวว่านี่คือภาพยนตร์ทุนสร้างสูงที่สุดอีกเรื่องของ Netflix

สิ้นสุดการรอคอย! Mowgli: Legend of the Jungle ภาพยนตร์ทุนสร้างสูงที่สุดอีกเรื่องของ Netflix พร้อมออนแอร์ให้ชมทั่วโลก 7 ธันวาคมนี้ หลังจากที่ผู้กำกับ แอนดี้ เซอร์คิส ทุ่มเทแรงกายแรงใจในการสร้างมานานกว่า 5 ปี

 

Mowgli: Legend of the Jungle ภาพยนตร์ไลฟ์แอ็กชันในครั้งนี้สร้างขึ้นจากหนังสือ The Jungle Book ของนักเขียนชาวอังกฤษ รัดยาร์ด คิปลิง ในปี 1894 ตีความเรื่องราวผ่านชีวิตของ เมาคลี เด็กชายที่ถูกฝูงหมาป่าเลี้ยงดูจนเติบโต มีหมีบาลู และเสือดำบากีราคอยเป็นพี่เลี้ยงในการใช้ชีวิต ขณะเดียวกันก็มีเสือเชียร์คานที่หวังจะเอาชีวิตเขาอยู่ตลอดเวลา ยิ่งเติบโตเมาคลียิ่งพบว่าตัวเองแตกต่างจากพวกพ้อง อันนำไปสู่การออกเดินทางผจญภัยเพื่อค้นหาตัวตน และเรียนรู้ว่าแท้จริงแล้ว ‘ครอบครัว’ ของเขาคือฝูงหมาป่า หรือมนุษย์ที่มีรูปกายภายนอกเหมือนเขากันแน่

 

ทีมนักแสดงประกอบไปด้วย โรฮาน ชานด์ รับบทเมาคลี, คริสเตียน เบล รับบทเสือดำบากีรา, เคต บลานเชตต์ รับบทคา พญางูเหลือม, เบเนดิกต์ คัมเบอร์แบตช์ รับบทเสือโคร่งเชียร์คาน, นาโอมิ แฮร์ริส รับบทนิชา แม่หมาป่า และ แอนดี้ เซอร์คิส ผู้กำกับของเรื่องลงมารับบทหมีบาลู อีกหนึ่งตัวละครสำคัญของเรื่อง นอกจากนี้ยังร่วมด้วย แมทธิว รีส รับบท Lockwood, ฟรีดา ปินโต รับบท Messua

 

 

THE STANDARD ได้ร่วมสัมภาษณ์ แอนดี้ เซอร์คิส ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ ในงาน  See What’s Next Asia เกี่ยวกับเบื้องหลังการทำงาน ความแตกต่างของไลฟ์แอ็กชันครั้งนี้ รวมถึงความท้าทายที่เขาได้รับจากการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้เกือบครึ่งทศวรรษที่ผ่านมา

 

“สำหรับคนทั่วไป ผมเชื่อว่าจะมีความเข้าใจเกี่ยวกับหนังสือ The Jungle Book ในปี 1894 ที่แตกต่างไป ซึ่ง Mowgli เวอร์ชันนี้ออกจะดาร์กกว่าในหนังสืออยู่สักหน่อย ซึ่งนักแสดงก็ตอบสนองกับความรู้สึกนี้เช่นกัน

 

“ผมว่าตัวละครทุกคนพยายามลบเลือนตัวตนของตัวเอง เพื่อเข้าไปเป็นคาแรกเตอร์ได้อย่างเต็มที่ บางคนไม่เคยมีประสบการณ์ในการให้เสียงตัวละครในไลฟ์แอ็กชันมาก่อน ยกเว้น เบเนดิกต์ คัมเบอร์แบตช์ ที่มีประสบการณ์ด้านนี้มาแล้ว ซึ่งทุกคนค่อนข้างตื่นเต้นมากกับเทคโนโลยี Motion Capture ผมเชื่อว่านี่เป็นเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และมันทำให้เราหลุดจากกรอบการแสดงที่อยู่นอกเหนือรูปร่าง สีผิว และเพศไปอย่างสิ้นเชิง คุณสามารถแสดงเป็นอะไรก็ได้

 

Mowgli: Legend of the Jungle ผมแสดงเองด้วย เป็นหมีบาลู ซึ่งแตกต่างจากเวอร์ชันก่อนๆ ตรงที่บาลูก่อนหน้านี้จะค่อนข้างอารมณ์ดี ขี้เซา ฮิปปี้นิดๆ เขาจะสนับสนุนเมาคลีด้วยหัวใจ เพราะอยากให้เขาเป็นหนึ่งเดียวกับฝูงหมาป่าให้ได้ ส่วนบาลูในเวอร์ชันนี้จะค่อนข้างเครียด ทุกครั้งที่เขาสอนเมาคลี เขาจะรู้สึกว่าเด็กคนนี้เป็นคนนอก แต่ด้วยความเป็นครู เขาจะผลักดันนักเรียนของตัวเองให้ถึงที่สุด ฝึกหนักที่สุดเหมือนอย่างการฝึกทหารในหนัง Full Metal Jacket หรือฝึกตีกลองใน Whiplash แบบนั้นเลย”

 

 

แอนดี้ เซอร์คิส เป็นนักแสดงและผู้กำกับชาวอังกฤษ เป็นที่รู้จักอย่างดีในการแสดงทั้ง Motion Capture, แอนิเมชัน และพากย์เสียง โดยเฉพาะการรับบท กอลลัม ในภาพยนตร์ไตรภาค The Lord of the Rings (2001-2003) รวมถึง The Hobbit: An Unexpected Journey (2012), การรับบทเป็นซีซาร์ ในหนัง War for the Planet of the Apes และการรับบทหมีบาลู ในภาพยนตร์ Mowgli: Legend of the Jungle ที่เขากำกับเองเรื่องนี้ด้วย

 

“ผมเริ่มต้นประสบการณ์ด้านนี้ครั้งแรกจาก The Lord of the Rings ในตอนนั้นเทคโนโลยียังจับความเคลื่อนไหวแค่ทางรูปร่าง แต่ใบหน้ายังต้องถ่ายด้วยกล้องอยู่ จนปัจจุบันได้พัฒนาความสามารถให้จับความเคลื่อนไหวของใบหน้าได้แล้ว ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมว่าการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่งก็คือความสามารถในการนำเอาเทคโนโลยี Motione Capture ที่ใช้จับความเคลื่อนไหวของใบหน้าและร่างกายออกไปใช้ยังสถานที่ถ่ายทำจริงนอกสตูดิโอได้แล้ว ซึ่งนี่คือสิ่งที่เปลี่ยนไปเยอะมาก โดยเฉพาะอนาคตที่ผมเองยังตื่นเต้นมากว่าเทคโนโลยีจะพัฒนาไปถึงขั้นไหน ทั้งวิดีโอเกม, VR, AR, หรือกระทั่ง MR ที่เราเริ่มเห็นกันบ้างแล้ว ผมมองว่ามันเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และนำไปใช้ได้หลากหลายแพลตฟอร์มในอนาคต”

 

**VR หรือ Virtual Reality คือการจำลองสภาพแวดล้อมจริง ผ่านการมองเห็น เสียง สัมผัส โดยจะตัดขาดเราออกจากสภาพแวดล้อมปัจจุบันเพื่อเข้าไปสู่ภาพที่จำลองขึ้นมา ตัวอย่างเช่น ภาพยนตร์แอนิเมชัน หรือเกม VR ที่ใช้เครื่องมือร่วมด้วย
**AR หรือ Augmented Reality คือการใช้สภาพแวดล้อมจริง รวมกับภาพ เสียง ข้อมูลต่างๆ เข้าด้วยกันในเวลาเดียวกัน โดยจะประมวลผลมาจากคอมพิวเตอร์, มือถือ, แท็บเล็ต หรืออุปกรณ์ขนาดเล็กต่างๆ และทำให้เราตอบสนองกับสิ่งที่จำลองนั้นได้ อย่างเช่น เกม Pokémon Go
**MR หรือ Mix Reality คือการจำลองสภาพแวดล้อม ด้วยการใช้เทคนิคการนำภาพดิจิทัลกราฟิกมาซ้อนทับกับสภาพแวดล้อมรอบข้างได้อย่างสมจริง และสามารถตอบสนองซึ่งกันและกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งยังสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้งานได้อีกด้วย ตัวอย่างเช่น การซ้อมผ่าตัดในวงการแพทย์

 

 

“ผมเองอาจจะมีประสบการณ์ด้านการแสดงแบบ Motione Capture ค่อนข้างเยอะก็จริง แต่ในความเป็นจริงแล้ว การถ่ายทำแบบไลฟ์แอ็กชัน การเข้าถึงคาแรกเตอร์ก็เป็นเรื่องที่นักแสดงต้องทำความเข้าใจตัวละครของพวกเขา ทั้งอารมณ์ ความรู้สึก เพราะสุดท้ายแล้วคุณก็ไม่ได้แสดงเป็นเสือ งู หรือหมาป่า แต่คุณแสดงเป็นเชียร์คาน ซึ่งเชียร์คานก็มีคาแรกเตอร์ ความคิด และลักษณะเฉพาะของเขา ถ้าคนทั่วไปมองว่าแสดงแค่เสียง ผมก็ต้องบอกว่ามันไม่ใช่เลย มันเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น”

 

นอกเหนือจากนักแสดงแถวหน้าที่มาร่วมงาน ยังมีนักแสดงเด็กที่ต้องมารับบท เมาคลี ซึ่งเป็นตัวละครหัวใจของเรื่องราว และสุดท้ายบทนี้ก็ตกเป็นของ โรฮาน ชานด์ นักแสดงชาวอเมริกันเชื้อสายอินเดียวัย 14 ปี

 

“ต้องเล่าว่าพวกเรามีแผนว่าจะแคสต์เด็กราวๆ สองพันคน แต่พอถึงเทปของเด็กคนที่สาม เราก็รู้เลยว่านี่ล่ะเมาคลี” แอนดี้ เซอร์คิส เคยเห็นงานแสดงของชานด์มาก่อนแล้วในหนัง Lone Survivor และหลังจากได้คุยกันผ่าน Skype เขาก็รู้สึกเชื่อมโยงกับนักแสดงคนนี้ได้ในทันที “ผมว่าชีวิตของเขาตรงกับบทนี้มาก”

 

สำหรับ โรฮาน ชานด์ เอง เขาเคยให้สัมภาษณ์กับ Variety ไว้ว่า “ผมเคยดู The Jungle Book เวอร์ชันปี 1967 ทางโทรทัศน์ครั้งหนึ่ง จำอะไรไม่ค่อยได้ จำได้แต่ว่ามีเด็กผู้ชายเต้นรำกับเสือดำ แต่กับหนังสือที่เขียนโดยคิปลิง มันมหัศจรรย์มาก ผมสนใจมาก เพราะมันแสดงให้เห็นว่าคนคนหนึ่งสามารถเติบโตขึ้นมาในป่า ท่ามกลางสัตว์ป่าได้ มีหมาป่า เสือดำ และหมี คอยสอนภาษาสัตว์ ทั้งยังสอนให้อยู่ร่วมกับพวกเขาได้แม้ว่าจะมีแตกต่างกัน”

 

 

มีคำถามหนึ่งซึ่งเชื่อว่า แอนดี้ เซอร์คิส น่าจะต้องเคยตอบมาหลายต่อหลายครั้งว่า อะไรคือความแตกต่างของเมาคลีเวอร์ชันนี้ ที่จะสร้างความประทับใจให้กับคนดู ซึ่งเขาตอบเอาไว้ได้อย่างน่าสนใจ

 

The Jungle Book โดยเริ่มแรกสร้างขึ้นมาเพื่อให้เราสนุกสนานไปกับเรื่องราวที่เมาคลีใช้ชีวิตอยู่กับพี่น้องหมาป่าในป่า เราไม่ค่อยให้ความสนใจความรู้สึกของเมาคลีในเรื่องตัวตนของเขากับความแปลกแยกที่ไม่ได้เป็นที่ยอมรับในสังคม ในขณะที่ Mowgli: Legend of the Jungle เป็นเรื่องราวดราม่าของคนและสัตว์ เมื่อเมาคลี เด็กกำพร้าคนหนึ่งพยายามค้นหาตัวเอง จากความแตกต่างที่เขาไม่ได้เหมือนกับครอบครัวหมาป่าที่เลี้ยงดูเขามา ซึ่ง โรฮาน ชานด์ ที่รับบทเมาคลีก็แสดงได้ดีมาก เขาเป็นศูนย์กลางของเรื่องราว สำหรับตัว โรฮาน ชานด์ เอง การแสดงเรื่องนี้ก็คล้ายๆ กับการเดินทางค้นหาตัวตนของเขาเช่นกัน”

 

นอกจากนี้ Mowgli: Legend of the Jungle ยังเล่าถึงวัฒนธรรมคนขาวที่เข้าไปในสังคมอินเดีย เมื่อคนอื่นเข้าไปในวัฒนธรรมดั้งเดิม สะท้อนผ่านฉากหมู่บ้านชาวอินเดียที่ไปตั้งแคมป์ใกล้ป่า โดยมีคนผิวขาวเป็นเจ้านาย ขณะเดียวกันก็ถ่ายทอดความแปลกแยกของเมาคลีในฝูงหมาป่า ที่ผลักเขาเข้าสู่ดินแดนมนุษย์ ซึ่งเขายังคงสถานะ ‘คนนอก’ อยู่เช่นเคย โดยภาพรวมมันทำให้ Mowgli กลายเป็นภาพยนตร์สำหรับคนดูทั่วโลก และอาจทิ้งคำถามสำคัญไว้ให้เราเมื่อดูจบว่า อะไร ที่ไหน หรือใครที่เรารู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแน่ จะเป็นคนที่รูปร่างหน้าตาสีผิวเดียวกัน หรือคนที่แตกต่าง และสุดท้าย ‘บ้าน’ ที่แท้จริงของเราคืออะไร

 

 

ตัวอย่างภาพยนตร์ Mowgli: Legend of the Jungle

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

FYI
  • ความคิดที่จะสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้เกิดขึ้นในปี 2012 โดยทาง Warner Bros. Pictures ได้เริ่มต้นโปรเจกต์กับผู้กำกับหลายคน ทั้ง สตีฟ โคลฟส์, รอน โฮเวิร์ด รวมถึง อเลฮานโดร กอนซาเลซ อินาร์ริตู ก่อนจะตกลงเซ็นสัญญากับ แอนดี้ เซอร์คิส ในปี 2014 และเริ่มถ่ายทำในปี 2015 ทั้งที่สตูดิโอของ Warner Bros. ประเทศอังกฤษ และโลเคชันจริงที่แอฟริกาใต้
  • กำหนดการฉายเดิมคือในเดือนตุลาคม ปี 2016 แต่ก็ต้องล่าช้าจากงานโพสต์โปรดักชันที่มีรายละเอียดมากมาย ในเดือนกรกฎาคม 2018 ทาง Warner Bros. ได้ขายสิทธิ์ให้กับ Netflix และเข้าฉายแบบจำกัดโรงในสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ ตั้งแต่ 29 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ส่วนผู้ชมทั่วโลกจะได้รับชมพร้อมกันผ่านทาง Netflix ในวันที่ 7 ธันวาคม 2018
  • LOADING...
  • Loading...

READ MORE

FOLLOW US