×

สงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ ดันราคา LNG โลกพุ่ง อาจดันค่าไฟไทยแพง ปลายปีพุ่งแตะ 4.33 บาท

20.04.2026
  • LOADING...
ภาพประกอบสถานการณ์สงครามใน ตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบต่อราคา LNG และค่าไฟฟ้าของ ประเทศไทย

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคงมีความผันผวนและตึงเครียด ได้กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่กำลังเขย่าห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่มีแนวโน้มราคาแพงยืดเยื้อ ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยและอาจกดดันให้ค่าไฟฟ้าอยู่ในระดับสูงไปอีกอย่างน้อย 1-2 ปี

 

 
 

จิรวุฒิ อิ่มรัตน์ นักวิเคราะห์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยในรายการ Morning Wealth ระบุว่า ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญของโลก โดยมีน้ำมันดิบผ่านเส้นทางนี้ราว 20% (20 ล้านบาร์เรล/วัน) และเป็นช่องทางหลักในการขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ของกาตาร์ คิดเป็นสัดส่วน 19% หรือราว 80 ล้านตันต่อปี ซึ่งจุดหมายปลายทางหลักคือภูมิภาคเอเชีย ได้แก่ จีน อินเดีย รวมถึงประเทศไทย

 

สำหรับความน่ากังวลรอบนี้คือ โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานถูกโจมตี โดยเฉพาะแหล่งผลิต Ras Laffan ของ Qatar Energy ซึ่งมีรายงานความเสียหายและสูญเสียกำลังการผลิตในระยะยาวถึง 13 ล้านตันต่อปี หรือคิดเป็น 3% ของอุปทานโลก ส่งผลให้อุปทาน LNG โลกอยู่ในภาวะตึงตัว จากเดิมที่ราคาการนำเข้าก๊าซในภูมิภาคเอเชีย (JKM) อยู่ที่ประมาณ 10 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู ได้พุ่งทะยานไปถึงระดับ 22 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียูหลังมีข่าวการโจมตี ก่อนจะผันผวนลงมาอยู่ที่ระดับ 15-21 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู

 

SCB EIC ประเมิน 3 ฉากทัศน์ราคา LNG จากการประเมินของ SCB EIC ได้แบ่งผลกระทบของสถานการณ์ออกเป็น 3 ฉากทัศน์ ดังนี้

 

  • กรณีฐาน (Base Case) สงครามไม่ยืดเยื้อเกินไป มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซแต่ยังส่งมอบพลังงานได้บางส่วน ราคา JKM จะเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 18 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู โดยราคาอาจปรับขึ้นในไตรมาส 2-3 จากการที่แหล่งผลิต Ras Laffan ต้องใช้เวลาซ่อมแซมฟื้นฟูถึง 3-5 ปี
  • กรณีรุนแรงมากขึ้น สงครามขยายวงกว้าง โจมตีหนักขึ้น การขนส่งพลังงานลดลงเหลือระดับ 10% ราคา LNG อาจพุ่งไปถึง 25 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู
  • กรณีรุนแรงที่สุด (Worst Case) สงครามลุกลามทั่วภูมิภาคตะวันออกกลางและมีการปิดทะเลแดง ราคา LNG อาจพุ่งไปแตะระดับสูงสุดที่ 36 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู

 

ไทยพึ่งพาก๊าซ 54% ดันค่าไฟปลายปีพุ่งแตะ 4.33 บาท

 

ประเทศไทยมีการนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากกาตาร์ในสัดส่วนสูงถึง 20% ของการนำเข้าทั้งหมด หรือคิดเป็น 5% ของการใช้ก๊าซทั้งหมดในประเทศ เมื่อรวมเข้าไปในระบบ Pool Gas (ระบบรวมก๊าซ) สัดส่วนของก๊าซนำเข้าจะขยับขึ้นมาอยู่ที่ 33% ซึ่งเมื่อต้องเร่งจัดหาก๊าซในจังหวะที่ราคาตลาดโลกพุ่งสูง ย่อมทำให้ต้นทุนก๊าซธรรมชาติในระบบพุ่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

 

ที่สำคัญคือ ประเทศไทยพึ่งพาเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าสูงถึง 54% ต้นทุนก๊าซที่แพงขึ้นจึงส่งผลโดยตรงต่อค่าไฟฟ้าผันแปร (FT)

 

SCB EIC ประเมินว่า แนวโน้มค่าไฟฟ้าของไทยจะทยอยปรับตัวสูงขึ้น ดังนี้

 

  • ปัจจุบัน3.88 บาทต่อหน่วย (สำหรับ 300 หน่วยแรก)
  • พฤษภาคม – สิงหาคม ขยับขึ้นเป็น 3.95 บาทต่อหน่วย
  • กันยายน – ธันวาคม จากต้นทุนที่ยังสูง คาดว่าจะพุ่งไปถึง 4.33 บาทต่อหน่วย
  • ส่งผลให้ ค่าไฟเฉลี่ยตลอดทั้งปีนี้จะอยู่ที่ 4.1 บาทต่อหน่วย

 

ภาพประกอบสถานการณ์สงครามใน ตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบต่อราคา LNG และค่าไฟฟ้าของ ประเทศไทย 1

 

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยกดดันจากภาระหนี้คงค้างของ กฟผ. (AF) ที่มีอยู่ประมาณ 36,000 ล้านบาท หากมีการตรึงค่าไฟไว้ที่เดิม หนี้ส่วนนี้อาจพุ่งทะลุ 70,000 ล้านบาทในช่วงปลายปี และสำหรับปีหน้า (2569) SCB EIC ประเมินว่าค่าไฟฟ้าจะยังคงทรงตัวในระดับสูงเฉลี่ยที่ 4.0 บาทต่อหน่วย ซึ่งสูงกว่ายุคก่อนเกิดสงคราม

 

แนะทางรอด: ติดโซลาร์รูฟท็อป-รัฐปรับโครงสร้างพลังงานระยะยาว

 

ด้วยแนวโน้มค่าไฟฟ้าที่จะแพงขึ้นและทรงตัวในระดับสูงอย่างน้อย 2 ปี ทุกภาคส่วนจึงต้องเร่งปรับตัว

 

  • ภาคครัวเรือนและธุรกิจ นอกจากการประหยัดพลังงานแล้ว การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) ถือเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ามากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมีมาตรการลดหย่อนภาษีจากภาครัฐสูงสุด 200,000 บาท ซึ่งช่วยลดระยะเวลาคืนทุนจากการติดตั้งขนาด 3 กิโลวัตต์ จากเดิม 7 ปี เหลือเพียง 5-6 ปี สำหรับภาคธุรกิจควรปรับปรุงเครื่องจักรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และใช้ประโยชน์จากสินเชื่อสีเขียวเพื่อลดคาร์บอน
  • ภาครัฐ ควรปรับขึ้นค่าไฟอย่างค่อยเป็นค่อยไปและยืดหยุ่นเพื่อกระจายต้นทุน ไม่ให้กระทบประชาชนรุนแรงเกินไป ในระยะยาว ควรผลักดันการใช้โรงไฟฟ้าฐานทางเลือกใหม่ๆ เช่น SMR หรือพลังงานหมุนเวียนควบคู่กับระบบกักเก็บพลังงาน (Battery) ที่สามารถจ่ายไฟได้ 24 ชั่วโมง ตลอดจนส่งเสริมการใช้ก๊าซชีวภาพ ชีวมวล และพลังงานไฮโดรเจนจากแหล่งในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาก๊าซนำเข้า เสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน และตอบโจทย์เป้าหมาย Net Zero ในปี 2050

 

ภาพ: KenSoftTH, Miha Creative / Shutterstock

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories