Xiaomi ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรายใหญ่ที่สุดของจีน รายงานกำไรลดลงเกือบครึ่งในไตรมาส 2 หลังเผชิญแรงกดดัน 2 ด้านพร้อมกัน ทั้งต้นทุนชิ้นส่วนที่สูงขึ้นจากภาวะขาดแคลนชิปหน่วยความจำ และความต้องการของผู้บริโภคที่อ่อนแรงลง
ประเด็นสำคัญ
ตามเอกสารที่ยื่นต่อตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงเมื่อวันอังคาร (18 ส.ค.) บริษัทซึ่งมีฐานอยู่ในกรุงปักกิ่งระบุว่า กำไรสุทธิที่ปรับปรุงแล้วในช่วง 3 เดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน ลดลง 42.6% มาอยู่ที่ 6,200 ล้านหยวน (ประมาณ 3.04 หมื่นล้านบาท) ซึ่งลดลงมากกว่าที่ตลาดคาดไว้ และเป็นการลดลงติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 3
ส่วนรายได้อยู่ที่ 108,900 ล้านหยวน (ประมาณ 5.35 แสนล้านบาท) ลดลง 6.1% จากปีก่อน ซึ่งใกล้เคียงกับที่นักวิเคราะห์ในผลสำรวจของ S&P Capital IQ ประเมินไว้
ผู้บริหารระบุว่า ผลประกอบการที่อ่อนแอมาจากความต้องการอุปกรณ์ที่ชะลอตัว ราคาชิปหน่วยความจำที่สูงขึ้น และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น โดยอัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจสมาร์ทโฟนอยู่ที่ 8.5% ลดลง 3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
เมื่อ AI ดูดชิปไปจนมือถือต้องขึ้นราคา 3 รอบ
ต้นตอของปัญหามาจากการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์เพื่อรองรับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้ผลิตชั้นนำอย่าง Samsung Electronics และ SK Hynix หันไปเน้นผลิตชิปขั้นสูงสำหรับงาน AI เป็นอันดับแรก จนชิปหน่วยความจำแบบทั่วไปที่ใช้ในสมาร์ทโฟนขาดแคลนและราคาพุ่งสูงขึ้น
ผลที่ตามมาคือเมื่อต้นเดือนนี้ Xiaomi ปรับขึ้นราคาสมาร์ทโฟนบางรุ่นสูงสุดถึง 500 หยวน (ประมาณ 2,455 บาท) ซึ่งเป็นการขึ้นราคารอบที่ 3 นับตั้งแต่ต้นปี
นักวิเคราะห์จาก Jefferies ระบุในบทวิเคราะห์เมื่อต้นเดือนว่า คาดว่าแรงกดดันทั้งด้านปริมาณขายและอัตรากำไรของผู้เล่นในตลาดสมาร์ทโฟนทุกรายจะรุนแรงขึ้นในอีกไม่กี่ไตรมาสข้างหน้า
อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารของ Xiaomi พยายามลดทอนความกังวลดังกล่าว โดย ลู่ เว่ยปิง ประธานบริษัท ระบุระหว่างการแถลงผลประกอบการว่า คาดว่าราคาชิปหน่วยความจำจะยังปรับขึ้นต่อในครึ่งปีหลัง แต่จะเป็นไปในอัตราที่ผ่อนคลายลง ซึ่งถือเป็นข่าวดีสำหรับบริษัทแล้ว
เขายังระบุว่าช่วงที่ยากลำบากที่สุดกำลังจะผ่านพ้นไป และธุรกิจของบริษัทเข้าสู่ระยะที่มองเห็นและควบคุมได้
แบรนด์จีนบาดเจ็บหนักกว่า ขณะที่ตลาดมือถือทั้งระบบหดตัว
ปัญหาของ Xiaomi ไม่ได้อยู่ที่ต้นทุนเพียงอย่างเดียว แต่ยังเผชิญการชะลอตัวเชิงโครงสร้างของตลาดสมาร์ทโฟนโดยรวม โดยข้อมูลจาก Counterpoint Research ระบุว่ายอดจัดส่งสมาร์ทโฟนทั่วโลกในไตรมาส 2 ร่วงลง 11% แตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2013
ที่น่าสังเกตคือราคาที่สูงขึ้นมักกระทบผู้บริโภคที่อ่อนไหวต่อราคามากกว่า ซึ่งเป็นกลุ่มที่ Xiaomi และแบรนด์จีนอย่าง Oppo และ Vivo ครองตลาดอยู่ ส่งผลให้ทั้ง 3 แบรนด์มียอดจัดส่งลดลงในระดับ 2 หลักในไตรมาสเมษายนถึงมิถุนายน สวนทางกับ Apple และ Samsung ที่ยังเติบโต
นักวิเคราะห์จาก Counterpoint อธิบายว่าทั้ง 3 แบรนด์ได้รับผลกระทบหนักกว่าแบรนด์อื่น เพราะผู้บริโภคเลื่อนการซื้อออกไป หันไปซื้อรุ่นเก่ากว่า หรือยืดรอบการเปลี่ยนเครื่องให้นานขึ้น
เพื่อรับมือกับสถานการณ์นี้ Xiaomi จึงเดิมพันกับการเปิดตัวสินค้าระดับพรีเมียมเพื่อฟื้นการเติบโต ซึ่งเห็นผลบ้างแล้วจากราคาขายเฉลี่ยของสมาร์ทโฟนที่เพิ่มขึ้น 25.9% แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1,351 หยวน (ประมาณ 6,633 บาท)
แม้กระนั้นตัวเลขดังกล่าวก็ยังต่ำกว่าราคาเริ่มต้นของ iPhone 17e รุ่นประหยัดที่ 4,499 หยวน (ประมาณ 22,090 บาท) อยู่มาก ซึ่งสะท้อนช่องว่างด้านราคาระหว่างแบรนด์จีนกับคู่แข่งจากสหรัฐฯ
EV ที่หวังให้เป็นเครื่องยนต์ใหม่ กลับกลายเป็นภาระ
อีกธุรกิจที่ Xiaomi วางเดิมพันไว้สูงคือรถยนต์ไฟฟ้า แต่กลับเผชิญแรงกดดันจากคู่แข่งที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากรอบการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ในจีนซึ่งเป็นตลาดรถยนต์ใหญ่ที่สุดของโลกเร็วกว่าที่เคย จนดึงความสนใจผู้บริโภคออกไปจากบริษัทหน้าใหม่ที่มีรุ่นรถให้เลือกไม่มาก
ในไตรมาสที่ผ่านมา รายได้จากธุรกิจ EV อยู่ที่ 23,900 ล้านหยวน (ประมาณ 1.17 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้น 16% จากปีก่อน แต่เมื่อรวมผลขาดทุนจากธุรกิจ EV, AI และโครงการใหม่อื่นๆ เข้าด้วยกัน กลับขาดทุนรวม 2,600 ล้านหยวน (ประมาณ 1.28 หมื่นล้านบาท) ซึ่งขยายตัวจากที่ขาดทุน 300 ล้านหยวน (ประมาณ 1.47 พันล้านบาท) เมื่อปีก่อน
เพื่อไล่ให้ทันเป้าหมายยอดขายรถทั้งปีที่ 550,000 คัน เมื่อเดือนที่ผ่านมา Xiaomi เปิดตัวรถ EV รุ่นที่ 3 คือ SkyNomad ซึ่งเป็นเอสยูวีที่ตั้งราคาแบบดุดันเริ่มต้นเพียง 259,900 หยวน (ประมาณ 1.28 ล้านบาท) พร้อมจุดขายอย่างเบาะที่หมุนได้ 180 องศาและเต็นท์บนหลังคาในตัว
ทว่าความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่อ่อนแอและตลาด EV ในประเทศที่อิ่มตัว กลับบดบังความพยายามพลิกสถานการณ์ครั้งนี้ โดยในช่วง 7 เดือนแรกของปี Xiaomi ขายรถได้ราว 216,300 คัน หรือคิดเป็นเพียง 40% ของเป้าหมายทั้งปี
ปิน หวัง นักวิเคราะห์จาก Deutsche Bank ระบุในบทวิเคราะห์เมื่อเดือนก่อนขณะปรับลดคาดการณ์ยอดขายทั้งปีลงเหลือ 490,000 คันว่า ยอดสั่งซื้อใหม่ของ Xiaomi ในเดือนกรกฎาคมยังคงเงียบเหงา ซึ่งบ่งชี้ว่าจำเป็นต้องปรับปรุงอย่างมากหลังการเปิดตัว SkyNomad
ทางออกที่ Xiaomi มองไว้เช่นเดียวกับผู้ผลิต EV จีนรายอื่นคือตลาดต่างประเทศที่การแข่งขันยังไม่หนาแน่นเท่า โดยตั้งเป้าส่งออกรถไปยังยุโรปในปีหน้า ซึ่งอาจทำให้ธุรกิจนี้เติบโตแข็งแรงขึ้นและกลายเป็นภัยคุกคามต่อแบรนด์ตะวันตกที่ครองตลาดอยู่เดิม
แต่การขยายตลาดดังกล่าวก็มีอุปสรรครออยู่หลายด้าน ทั้งภาษีนำเข้า การตรวจสอบจากหน่วยงานกำกับดูแล และมาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มงวดกว่า
นอกจากนี้ Xiaomi ยังเร่งลงทุนใน AI และหุ่นยนต์ โดยระบุว่าหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่พัฒนาขึ้นเองทำงานขันน็อตในโรงงานผลิตรถยนต์ได้สำเร็จในอัตรา 98%
สำหรับความเคลื่อนไหวของราคาหุ้น Xiaomi ที่จดทะเบียนในฮ่องกงปิดบวก 1% เมื่อวันอังคาร โดยราคาหุ้นฟื้นตัวขึ้นราว 20% นับตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายน ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนบางส่วนต่อแนวโน้มของบริษัท แม้จะยังห่างไกลจากการกลับไปสู่ระดับราคาสูงสุดเมื่อเดือนมิถุนายน 2025 อยู่มาก
ภาพ: Jimmy Gunawan / Shutterstock
หมายเหตุ: ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 หยวนจีน เท่ากับ 4.91 บาท ณ วันที่ 19 สิงหาคม 2569
อ้างอิง:
- https://asia.nikkei.com/business/technology/smartphone-king-xiaomi-s-profits-drop-43-on-memory-crunch-weak-demand
- https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-08-18/xiaomi-profit-falls-after-memory-crunch-hits-smartphone-demand

