×

แดงเดือด: ลิเวอร์พูลกับปัญหาใหญ่ในแดนหน้า 3 ประสานจะสิ้นลายแล้ว?

15.01.2021
  • LOADING...
แดงเดือด: ลิเวอร์พูลกับปัญหาใหญ่ในแดนหน้า 3 ประสานจะสิ้นลายแล้ว?

HIGHLIGHTS

7 Mins. Read
  • ในเกมพรีเมียร์ลีก 3 นัดหลังสุด ลิเวอร์พูลหาโอกาสยิงได้เพียง 7 ครั้ง และที่แย่กว่านั้นคือฟอร์มการเล่นของ 3 ประสานแดนหน้าที่ออกทะเลไปไกล ทำให้เกิดความกังวลอย่างมาก
  • การสูญเสีย เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค ปราการหลังชาวดัตช์ไปเมื่อเดือนตุลาคม ส่งผลกระทบต่อเกมรุกมากกว่าเกมรับของทีมอย่างมหาศาล
  • การลงสนาม 45 นาทีในเกมเอฟเอคัพ กับแอสตัน วิลลาของ ติอาโก อัลกันตารา พอฉายเป็นหนังตัวอย่างให้ได้เห็นอีกครั้งถึงความสามารถในการบัญชาเกมของยอดมิดฟีลด์อัจฉริยะ

นับตั้งแต่ โมฮัมเหม็ด ซาลาห์​ ย้ายจากโรมามาร่วมทัพลิเวอร์พูลในปี 2017 ทีม ‘หงส์แดง’ ก็ค้นพบ 3 ประสานเกมรุกที่อันตรายที่สุด และกลายเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้พวกเขากลายเป็นทีมที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในเวลาต่อมา

 

ซาลาห์ กองหน้าจอมจบสกอร์ที่มีความเร็วสูง ขยัน และมีเท้าซ้ายที่หากเข้าล็อกก็พร้อมจะส่งบอลเข้าไปตุงตาข่ายได้อย่างน่ามหัศจรรย์

 

ซาดิโอ มาเน ได้รับการขัดเกลาจาก เจอร์เกน คล็อปป์ ​จนกลายผู้เล่นแบบ Wide Forward ที่ดีที่สุดคนหนึ่งของวงการฟุตบอลยุคปัจจุบัน เทคนิคล้ำเลิศ แข็งแกร่งและรวดเร็วเหมือนเสือ และเต็มไปด้วยการเล่นที่ไม่สามารถคาดเดาได้

 

โรแบร์โต เฟียร์มิโน กองหน้าหมายเลข 9 ที่เล่นในสไตล์กองหน้าตัวหลอก False Nine ได้ดีที่สุดคนหนึ่งของโลก เป็นคนปิดทองหลังพระให้ทีมมาโดยตลอด และเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่คล็อปป์ไว้เนื้อเชื่อใจมากที่สุด อาจจะมากยิ่งกว่ามาเนหรือซาลาห์ด้วยซ้ำ

 

การเล่นของ 3 ประสานที่ดูไม่น่าจะเข้ากัน แต่ก็เข้ากันได้อย่างน่าประหลาด เป็นหนึ่งในจุดขายของลิเวอร์พูลยุคของคล็อปป์ โดยเฉพาะในฤดูกาล 2017/18 ที่พวกเขาเล่นร่วมกันเป็นครั้งแรก สามารถทำประตูรวมกันได้มากถึง 91 ประตูในฤดูกาลเดียว โดยที่แทบจะหาคนจับทางไม่ได้

 

แต่ในเกมที่ลิเวอร์พูลทำได้เพียงแค่เสมอกับเวสต์บรอมวิช อัลเบียน ต่อด้วยการเสมอนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด และพ่ายแพ้ต่อเซาแธมป์ตันในรายการพรีเมียร์ลีก ลิเวอร์พูลมีโอกาสในการยิงเพียงแค่ 7 ครั้งเท่านั้น ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นพวกเขาเพิ่งจะระเบิดฟอร์มโหดด้วยการถล่มคริสตัล พาเลซ 7-0

 

เกิดอะไรขึ้นกับ 3 ประสานที่เคยได้รับการยกย่องว่าดีที่สุดกันแน่? 

 

และพวกเขาจะยังช่วยให้ลิเวอร์พูลมีชัยในเกม ‘แดงเดือด’ ที่สำคัญที่สุดในรอบหลายปีได้หรือไม่?

 

 

3 ประสานสิ้นอภินิหาร?

 

ตัดประเด็น 3 เกมที่เปลี่ยนแชมป์เก่าจากจ่าฝูงมาเป็นรองจ่าฝูง ตามหลังคู่ปรับตลอดกาลอย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่เคยตามหลังห่างไกลเมื่อ 2 เดือนก่อนหน้าออกไปก่อน เพราะข้อเท็จจริงคือ ในระยะหลัง 3 กองหน้าของลิเวอร์พูล เผชิญกับปัญหาฟอร์มการเล่นตกลงมาอย่างมาก

 

เดอะ ค็อป ทั้งปวดหัวและปวดใจกับภาพของมาเน ที่ต้องพยายามใช้ความสามารถเฉพาะตัวเพียงอย่างเดียวในการสร้างโอกาสให้ตัวเอง จวนตัวแล้วจึงส่งให้เพื่อน 

 

เฟียร์มิโนที่อ่อนเปลี้ยเพลียแรง ไม่สามารถพลิกแพลงการเล่นได้เหมือนเก่า บางทีก็วนไปวนมา บางครั้งได้ยิงก็เบาเหมือนปุยนุ่น ยิงหนักก็ไม่เข้ากรอบ

 

หรือซาลาห์ที่บอลแทบมาไม่ถึงตัว เมื่อถึงตัวก็จับลั่น ถ้าไม่จับลั่นก็โดนประกบติดจนทำอะไรไม่ได้ และการตัดสินใจในการเลือกเล่นช็อตต่อช็อตผิดเกือบทั้งหมด

 

อย่างไรก็ดี หากมองผลงานโดยรวมของทีมแล้วจะพบความน่าประหลาดใจอยู่บ้าง

 

ใน 17 นัดของฤดูกาลนี้ ลิเวอร์พูลเป็นทีมที่ทำประตูได้มากที่สุด 37 ลูก หรือคิดเป็นค่าเฉลี่ยแล้ว 1 นัดจะมี 2.17 ประตู 

 

ซาลาห์ที่ว่าฟอร์มดร็อปอย่างหนัก ก็นำเป็นดาวซัลโวอยู่ที่ 13 ประตูด้วยกัน

 

แต่หากเจาะลึกเข้าไปในสถิติแล้ว 13 ประตูนี้เป็นการทำประตูจากการเล่นปกติ (Open Play) เพียงแค่ 8 ลูก อีก 5 ลูกเป็นการยิงจุดโทษซึ่งไม่พลาดแม้แต่ลูกเดียว และเมื่อดูจากการคิดสถิติค่าเฉลี่ยประตูที่คาดหวังได้ (Expected Goals: xG) ในฤดูกาลนี้ซาลาห์อยู่ที่ 0.34 ต่อ 90 นาที หรือประมาณ 3 นัดจะมี 1 ประตู

 

ตัวเลขนี้ไม่ได้น้อยเพราะใกล้เคียงกับ มาร์คัส แรชฟอร์ด (0.35) แต่เมื่อเทียบกับสถิติในฤดูกาลแรก (2017/18) ที่ซาลาห์มีค่า xG ที่ 0.7 ต่อ 90 นาที หรือคิดเป็นค่าเฉลี่ยจะยิงได้ทุกๆ 1.5 นัด หรือในอีก 2 ฤดูกาลถัดมา (2018-19, 2019-20) ซึ่งค่า xG อยู่ที่ 0.5 หรือทุก 2 นัดจะมี 1 ประตู แล้วจะเห็นความแตกต่างชัดเจน

 

และในจำนวน 8 ประตูที่ทำได้นั้น ยังไม่มีการทำประตูในกรอบ 6 หลาแม้แต่ลูกเดียว 

 

ขณะที่มาเนและเฟียร์มิโน ซึ่งไม่ได้อยู่ในบทบาทที่ถนัดการทำประตูเป็นพิเศษอย่างเดียวเหมือนซาลาห์ แต่ค่า xG ก็ต่ำกว่าที่ควรจะเป็นเช่นกัน แม้จะทำได้ 6 และ 5 ประตูตามลำดับ

 

สิ่งที่น่ากังวลไม่น้อยไปกว่าสถิติการทำประตูคือการเล่นสอดประสานระหว่างทั้ง 3 ที่ดูเหมือนจะมีจังหวะการเล่นสอดประสานน้อยลงไปจากเดิมอย่างสังเกตได้

 

ปัญหาเกิดจากคู่แข่งเริ่มจับทางได้ส่วนหนึ่ง อีกส่วนคือฟอร์มการเล่น สภาพร่างกาย และความมั่นใจที่ไม่เท่ากับในช่วง 2-3 ฤดูกาลก่อนหน้า รวมถึงการขาด ดีโอโก โชตา ที่บาดเจ็บ ทำให้ไม่มีใครช่วยแบ่งเบาภาระได้ เพราะคนที่เหลืออย่าง ทาคุมิ มินามิโนะ, ดิว็อค โอริกิ หรือ อเล็กซ์ อ๊อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน เองก็ไม่สามารถทดแทนได้

 

และอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญอย่างมากที่หลบซ่อนอยู่และเริ่มเห็นผล คือการขาดการสนับสนุนจากเพื่อนร่วมทีม

 

 

ขาดฟาน ไดจ์ค = ไม่มีใครนับ 1

 

ย้อนกลับไปในเกม ‘เมอร์ซีย์ไซด์ ดาร์บี’ ลิเวอร์พูลต้องสูญเสีย เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค ปราการหลังเสาหลักของทีมไปแบบโชคร้ายสุดๆ เมื่อถูก จอร์แดน พิกฟอร์ด เข้ามาตัดบอลแบบอันตรายจนเอ็นหัวเข่าฉีกขาดเสียหายและต้องผ่าตัด ซึ่งหมายถึงแทบไม่มีโอกาสในการกลับมาลงสนามได้อีกครั้งแล้วในฤดูกาลนี้

 

การขาดหายของฟาน ไดจ์ค ถูกซ้ำเติมด้วยการบาดเจ็บหนักพอๆ กันของ โจ โกเมซ ที่เจ็บเข่าในระหว่างการซ้อมในแคมป์ทีมชาติอังกฤษ ซึ่งหมายถึงลิเวอร์พูลขาด 2 เซ็นเตอร์ฮาล์ฟตัวจริงของทีมไปในเวลาไล่เลี่ยกันตั้งแต่ช่วงต้นฤดูกาล

 

ความสูญเสียนี้ทำให้มีการประเมินว่าจุดแรกที่จะได้รับผลกระทบคือเกมรับ ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในจุดแข็งของลิเวอร์พูล โดยเฉพาะเมื่อมีฟาน ไดจ์คยืนบัญชาเกมอยู่

 

เพื่อแก้ปัญหาใหญ่จุดนี้ โดยที่ยังใจแข็งไม่ยอมซื้อผู้เล่นใหม่เข้ามาทดแทน ท่ามกลางเสียงเรียกร้องของแฟนๆ รวมถึงสื่อมวลชน คล็อปป์ตัดสินใจถอย ฟาบินโญ กองกลางตัวรับเบอร์หนึ่งของทีมมายืนแทนฟาน ไดจ์คในฤดูกาลนี้ และกลายเป็นตัวหลักที่แบกแนวรับของทีม

 

วันไหนมี โจเอล มาทิป ลงมาด้วยงานก็จะเบาหน่อย แต่ถ้าวันไหนต้องประคองรีส วิลเลียมส์ และแนท ฟิลลิปส์ ​สองดาวรุ่ง ก็เหนื่อยหน่อย และล่าสุดถึงขั้นที่คล็อปป์ถอยเอา จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กัปตันทีมมายืนคู่กันในเกมที่พ่ายเซาแธมป์ตันแล้ว ซึ่งแม้ทีมจะพ่าย แต่ผลงานในภาพรวมแล้วทั้งคู่พอถูไถได้

 

และหากมองไปที่เกมรับ ลิเวอร์พูลมีผลงานที่ไม่แย่เลย โดยเฉพาะนับตั้งแต่โดนแอสตัน วิลลาถล่ม 7-2 (ซึ่งฟาน ไดจ์คก็หมดปัญญาในเกมนั้น) พวกเขาเสียประตูน้อยมาก  

 

โดยหลังจบเกมกับวิลลา ซึ่งเป็นนัดที่ 4 พวกเขาเสียไปแล้วถึง 11 ประตู แต่หลังจากนั้นอีก 13 นัด ลิเวอร์พูลเสียเพียงแค่ 10 ประตูเท่านั้น

 

อย่างไรก็ดี เพื่อเสริมเกราะเกมรับให้กับทีม ราคาที่ลิเวอร์พูลต้องจ่ายคือการปรับสไตล์การเล่นที่ลดความเสี่ยงลง

 

สถิติที่น่าสนใจคือค่าเฉลี่ยในการครองเกมของลิเวอร์พูล ที่แตกต่างจากใน 2 ฤดูกาลก่อนหน้าที่พวกเขาได้รองแชมป์และแชมป์ตามลำดับ 

 

โดยใน 2 ฤดูกาลก่อนหน้านี้ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 24.7 วินาที

 

แต่หลังการเสียฟาน ไดจ์คไป ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 27.2 วินาที

 

ค่าเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นเกือบ 3 วินาทีนั้นมองแล้วเหมือนดี แปลว่าทีมครองบอลมากขึ้น แต่จริงๆ แล้วเป็นไปในทางตรงกันข้าม เพราะแปลว่าลิเวอร์พูลใช้เวลามากขึ้นในการเก็บบอล มากกว่าการที่จะหาโอกาสในการเข้าทำประตู

 

เช่นกันกับค่าเฉลี่ยในจังหวะการเล่นต่อการครองบอล 1 ครั้ง ในช่วง 2 ฤดูกาลที่แล้วจะมีการผ่านบอลมากกว่า 10 ครั้งต่อเกมอยู่ที่ 18.5 ครั้ง (คิดง่ายๆ คือเคาะบอล 1-10 นับ 1 ครั้ง)

 

แต่หลังเสียฟาน ไดจ์ค การผ่านบอลมากกว่า 10 ครั้งต่อการครองบอล 1 ครั้งนั้น เพิ่มเป็น 21.4 ครั้งต่อเกม นั่นหมายถึงลิเวอร์พูลผ่านบอลมากกว่าช่วงที่ผ่านมา 3 จังหวะ

 

พูดง่ายๆ คือ ลิเวอร์พูลครองบอลนานขึ้นและผ่านบอลไปมากันมากขึ้น ซึ่งสถิติที่เกี่ยวเนื่องกันยังมีการสร้างโอกาสที่ลดลงจาก 10.6 ครั้งต่อเกม ลงมาเหลือแค่ 8.2 ครั้ง

 

ที่เป็นเช่นนี้เพราะยักษ์ดัตช์นั้นเป็นปราการหลังที่ไม่ได้เก่งแค่เกมรับหรือการควบคุมเกมรับ แต่เป็นกองหลังที่สามารถเปิดเกมจากแดนหลังได้ สามารถเปลี่ยนแกนในการเล่นได้อย่างรวดเร็วด้วยการเปิดบอลแค่ครั้งเดียว ซึ่งจะเห็นได้เสมอในการเปิดทแยงมุมให้ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์

 

การเสียฟาน ไดจ์คไปจึงไม่ได้มีความหมายแค่เกมรับ แต่หมายถึงเกมรุกที่ไม่มีคนช่วยนับ 1 ด้วย

 

คนที่มีความสามารถพอจะลำเลียงบอลขึ้นมาได้อย่างโกเมซก็บาดเจ็บยาว เช่นกันกับมาทิปที่เจ็บตลอดเวลา ทำให้ประสิทธิภาพของทีมลดลง 

 

ความพะวงในเกมรับยังทำให้ฟูลแบ็กสองข้างที่เป็นอาวุธหลักในการเข้าทำของลิเวอร์พูลอย่าง แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน และอเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ มีความพะวงและไม่สามารถที่จะเล่นได้เต็มประสิทธิภาพเหมือนเดิม

 

โดยเฉพาะในรายของ ‘เทรนต์’ ที่เจอปัญหาอาการบาดเจ็บ และถูกเปิดเผยในเวลาต่อมาว่ามีการติดโควิด-19 ก่อนเริ่มฤดูกาล ทำให้ไม่สามารถซ้อมพรีซีซันได้เต็มที่ ผลงานจึงดร็อปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยค่าเฉลี่ยการสร้างโอกาสต่อเกมลดลงจาก 1.4 ในฤดูกาลที่แล้ว เหลือแค่ 1.0 ครั้ง

 

การสนับสนุนจากริมเส้นที่ไม่ดีเท่าก่อนหน้านี้ก็เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกมรุกของลิเวอร์พูล โดยเฉพาะการสนับสนุน 3 กองหน้าที่ไม่เหมือนเก่า

 

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ทุกอย่างจะแย่ลง

 

 

กุญแจไขประตูที่กำลังปิดตาย

 

ฟอร์มของกองหน้าที่ตกลง การสร้างสรรค์จากทีมที่ไม่เหมือนเดิม การถูกปิดตายของเกมริมเส้น ทำให้อาการของแชมป์เก่าอย่างลิเวอร์พูลดูน่าเป็นห่วงขึ้นมาทันที

 

เพราะลิเวอร์พูลเริ่มมีอาการเจอทางตันบ่อยในช่วงหลัง และมักจะเสียท่าคู่แข่งที่ตั้งรับลึกพร้อมกับมีเกมสวนกลับที่รวดเร็ว และนั่นเป็นสไตล์ถนัดของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในยามที่ต้องเจอกับทีมที่ชอบการครองบอลและมีระบบการเล่นทีมเวิร์กที่ดี

 

หากทีมอย่างเซาแธมป์ตันสามารถเล่นงานลิเวอร์พูลได้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่มีตัวอันตรายที่กำลังมั่นใจอย่าง บรูโน แฟร์นันด์ส,​ มาร์คัส แรชฟอร์ด, อองโตนี มาร์กซิยาล, พอล ป็อกบา ไปจนถึง เอดินสัน คาวานี ก็สามารถสร้างปัญหาได้เช่นกัน และอาจจะทำอันตรายได้มากกว่าด้วย

 

อาการน่าเป็นห่วงของหงส์แดงยังลามมาถึงเกมเอฟเอคัพรอบที่ 3 ในการไปเยือนแอสตัน วิลลา ซึ่งทีมเสียหน้าอย่างมาก เพราะถูกนักเตะวิลลาที่เป็นผู้เล่นระดับเยาวชนที่ไม่เพียงแต่ยันไม่เสียประตูเพิ่มได้ ทั้งที่โดน ซาดิโอ มาเน ยิงนำเร็ว แล้วยังสามารถตีเสมอได้อีกด้วยในช่วงก่อนหมดครึ่งแรกจาก ลูอี แบร์รี ไอ้หนูดาวรุ่งมหัศจรรย์

 

อย่างไรก็ดี ในครึ่งเวลาหลัง คล็อปป์ตัดสินใจถอด จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กัปตันทีมที่ฟอร์มไม่สู้ดีนักออกมา และส่ง ติอาโก อัลกันตารา มิดฟีลด์จอมเทคนิคชาวสเปนได้ลงมาเคาะสนิมเพิ่มเติม หลังจากที่ได้ลงเล่นในศึกพรีเมียร์ลีกในเกมกับนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด และเซาแธมป์ตัน โดยที่ยังไม่สามารถช่วยเปลี่ยนแปลงเกมได้มากนัก

 

จุดที่น่าสนใจคือการลงมาของติอาโก ทำให้เกมของลิเวอร์พูลที่กระจัดกระจายสามารถเล่นเป็นเกมขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เป็นความรู้สึกเดียวกับในเกมแรกที่กองกลางชาวสเปนเชื้อสายบราซิลได้ลงเล่นในเกมพบเชลซี โดยสามารถลงมาบงการเกมได้ทันที

 

ติอาโกไม่ได้เพียงแค่จ่ายบอลสั้นยาวได้อย่างแม่นยำ ยังสามารถจ่ายบอลขึ้นหน้าทะลุทะลวงได้อย่างยอดเยี่ยม และยังเล่นอย่างกล้าหาญ สร้างความพะวงให้แก่แอสตัน วิลลา ซึ่งแม้จะเป็นทีมเด็ก แต่ถ้ามองย้อนกลับไปครึ่งแรก รูปเกมของลิเวอร์พูลนั้นแตกต่างไปอย่างชัดเจน

 

เปรียบแล้วกองกลางวัย 29 ปี อาจเหมือนกุญแจที่จะช่วยไขประตูให้ลิเวอร์พูลที่กำลังถึงทางตันได้

 

แต่จุดที่น่าสนใจคือ นอกจากติอาโกแล้ว นักเตะที่คล็อปป์ใช้งานบ่อยขึ้นในช่วงหลังคือ เซอร์ดาน ชากิรี ตัวรุกทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ที่ถูกปรับบทบาทมาเป็นกองกลางและมีหน้าที่ในการลงสนามมาเปลี่ยนเกมการเล่น และใช้การเปิดบอลที่แม่นยำในการเจาะแนวรับคู่ต่อสู้

 

ในเกมกับวิลลา ชาคิรีลงสนามมาไม่นานก็สามารถทำได้ถึง 2 แอสซิสต์ด้วยการเปิดให้มาเนโหม่งประตู และไหลบอลให้ซาลาห์ยิงเบียดเสาเข้าไปอย่างสวยงาม

 

นั่นหมายความว่าลิเวอร์พูลกำลังปรับรูปแบบและหันมาเน้นการเจาะเข้าทำตรงกลางมากขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหายามเจอทีมที่แพ็กเกมรับแน่น โดยอาศัยนักเตะอย่างติอาโก หรือชาคิรี และรวมถึง นาบี เกอิตา ที่ใกล้จะกลับมาฟิตสมบูรณ์อีกครั้ง

 

หากการปรับสูตรครั้งนี้สำเร็จ ลิเวอร์พูลน่าจะสร้างสรรค์โอกาสได้มากขึ้นและดีกว่าที่ผ่านมา

 

ถ้าทำได้ขนาดนั้นแล้ว 3 กองหน้ายังทื่อ บางทีหลังสิ้นสุดฤดูกาลนี้คล็อปป์อาจต้องคิดมองหากองหน้าใหม่เพิ่มอีกรายและรีเซ็ตแนวรุกกันใหม่

 

แต่ก่อนจะมองไกลถึงตรงนั้น ลองมาดูกันว่าในเกมแดงเดือดวันอาทิตย์นี้ จะมีใครใน 3 ประสานที่ช่วยนำชัยชนะมาสู่ทีมได้หรือไม่

 

เพราะความสำคัญของผลการแข่งขันในวันอาทิตย์นี้ อาจหมายถึงจุดตัดของยุคสมัยได้เลยทีเดียว

 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories