“บางคนต้องไปหลายคลินิกเพื่อหาคำตอบให้กับปัญหาผิวของตัวเอง ที่หนึ่งมีแพทย์เฉพาะทางผิวหนังและดูแลโรคผิวหนังได้ดี แต่อาจไม่มีเครื่องมือด้านความงามที่ตอบโจทย์ ขณะที่อีกที่หนึ่งมีเทคโนโลยีทันสมัยแต่ขาดการวินิจฉัยเชิงลึก”
Thunn Thee Clinic
- ทำไมต้องใส่ใจกับคำว่า ‘แพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนัง’
- หมอก็มีสิทธิ์ปฏิเสธ ถ้าวินิจฉัยแล้วว่าไม่ปลอดภัย
- ออกแบบการรักษาบนพื้นฐานของ ‘งานวิจัย’
- เครื่องมือที่ดีก็เหมือนพาร์ทเนอร์ที่ดี
- เปิดคลินิกในบ้าน เพราะอยากให้คนไข้รู้สึกผ่อนคลาย
- เลือกลงทุนกับความรู้และนวัตกรรมแทนการเปิดสาขาเพิ่ม
- เช็กลิสต์ก่อนเลือกคลินิกความงาม
หมอเติ้ล-นพ.ธัญธร นุชนาฏนนท์ และ หมอตั้ม-ผศ.นพ.ธีรพงษ์ รัตนนุกรม แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง บอกว่า นี่คือ ‘Pain Point’ ของคนที่มีปัญหาผิวที่ต้องวนลูปกับการรักษาปัญหาไม่จบสิ้น ไหนจะความกังวลว่ายาหรือผลิตภัณฑ์ที่ใช้เป็นของแท้หรือเปล่า หัตถการที่ทำดำเนินการโดยแพทย์หรือไม่
คำถามสำคัญก่อนเดินเข้าคลินิกความงามต่อจากนี้อาจไม่ใช่ ‘นวัตกรรมไหนทำแล้วเห็นผลทันที’ แต่ควรถามว่าสิ่งนี้ ‘ปลอดภัยจริงหรือเปล่า’

ทั้งสองท่านบอกว่า คลินิกที่มีทั้งแพทย์เฉพาะทางผิวหนัง และมีเครื่องมือที่เป็น Gold Standard ในแต่ละเทคโนโลยียังมีไม่เยอะ นั่นคือช่องว่างที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของ ‘Thunn Thee Clinic’ (ธัญธีร์คลินิก) คลินิกที่ดูแลโดยแพทย์เฉพาะทางผิวหนัง วุฒิบัตรตจวิทยา รับรองโดยแพทยสภา
“เราอยากเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ดูแลและรักษาโดยแพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนัง ด้วยเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ แล้วก็เป็น Gold Standard ในทุกเทคโนโลยี โดยตั้งใจให้ทุกการรักษาอ้างอิงหลักวิชาการ และทุกหัตถการที่เกี่ยวข้องกับเครื่องมือหรือการฉีดดำเนินการโดยแพทย์ในราคาที่สมเหตุสมผล” นพ.ธัญธรกล่าว
“หลักในการทำงานของเราคือ แก้ปัญหาตรงจุด ไม่เลี้ยงไข้ ราคาเข้าถึงง่าย” นพ.ธีรพงษ์ บอกว่า นี่คือสิ่งที่คนไข้ทุกคนควรได้รับ
“เรื่องไม่เลี้ยงไข้เป็น Pain Point ของคลินิกผิวหนัง แต่ต้องเข้าใจก่อนว่าโรคผิวหนังบางอย่างเป็นโรคเรื้อรัง จึงต้องใช้เวลาในการรักษา และคนไข้ควรเข้าใจธรรมชาติของโรคไปด้วย อย่างสิว บางคนมีสิวอุดตันขนาดเล็ก สิวหัวเปิด หรือสิวหัวปิด ต้องอาศัยการดูแลอย่างต่อเนื่อง เพียงแต่เราจะพยายามออกแบบการรักษาให้เหมาะกับปัญหาและอยู่ในระยะเวลาที่เหมาะสมที่สุด”
ทำไมต้องใส่ใจกับคำว่า ‘แพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนัง’
คำว่า “แพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนัง” เป็นคีย์หลักที่ นพ.ธัญธร และ ผศ.นพ.ธีรพงษ์ เน้นย้ำให้คนไข้คำนึงถึงก่อนจะตัดสินใจเลือกคลินิก
“จริงๆ คุณหมอทุกท่านที่ดูแลคนไข้ ต่างก็หวังดีกับคนไข้และอยากให้คนไข้ได้รับการรักษาที่ดีที่สุด แต่สำหรับเรื่องผิวหนัง มันมีความละเอียดอ่อนกว่านั้น เพราะผิวหนังไม่ใช่เพียงพื้นผิวที่มองเห็น แต่เป็นอวัยวะที่มีโครงสร้าง การทำงาน และโรคที่ซับซ้อนกว่าที่ตาเปล่าจะบอกได้ การรักษาจึงควรเริ่มจากการวินิจฉัยว่า สิ่งที่เกิดขึ้นบนผิวคืออะไรกันแน่”

หมอเติ้ล-นพ.ธัญธร นุชนาฏนนท์
นพ.ธัญธร อธิบายว่า แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง หลังจากสำเร็จการศึกษาแพทยศาสตร์เป็นเวลา 6 ปี ต้องศึกษาต่อเฉพาะทางด้านโรคผิวหนังโดยตรงอีกอย่างน้อย 4 ปี เพื่อรับวุฒิบัตรสาขาตจวิทยาจากแพทยสภา ซึ่งทีมแพทย์ของ Thunn Thee Clinic หลายท่าน ยังได้ต่อยอดความรู้เชิงลึกในอีกหลากหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็น ตจศัลยศาสตร์ การทำหัตถการผ่าตัดมะเร็งผิวหนัง การรักษาด้วยแสงและเลเซอร์ ตลอดจนหัตถการความงามทางผิวหนัง ทำให้มีความรู้และความสามารถในการรักษา จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ทำให้คนไข้มั่นใจได้ว่า ทุกปัญหาจะได้รับการแก้ไขอย่างตรงจุดและปลอดภัย
การเรียนรู้เชิงลึกไม่ได้หมายถึงการทำหัตถการได้หลากหลายขึ้นเท่านั้น แต่คือความสามารถในการประเมินว่า หัตถการนั้นเหมาะกับคนไข้หรือไม่ เพราะแพทย์ผิวหนังเฉพาะทางจะรู้โครงสร้างและการทำงานของผิวหนังในเชิงลึก ในแต่ละเคสจะรู้ว่าได้ถึงข้อบ่งชี้ในการทำหัตถการ เห็นรอยโรค และแนะนำได้ว่าหัตถการไหนควรหรือไม่ควรทำ”
ผศ.นพ.ธีรพงษ์ ยกตัวอย่างคนไข้ที่ตั้งใจจะมาจี้ไฝและจุดดำออกด้วยเลเซอร์ เพราะมองเห็นเป็นเพียงรอยเม็ดสีหรือก้อนเนื้อเล็ก ๆ บนผิว แต่ที่ Thunn Thee Clinic เราจะใช้เครื่อง Dermatoscope หรือกล้องส่องผิวหนัง เพื่อช่วยประเมินรอยโรคก่อนทำเลเซอร์ทุกครั้ง เพื่อดูว่ามีความผิดปกติที่จะเป็นโรคร้ายหรือไม่ แล้วจึงเลือกหัตถการที่เหมาะสมที่สุดกับคนไข้ เพราะถ้าเกิดเป็นกลุ่มรอยโรคของมะเร็งผิวหนัง หากยิงเลเซอร์ไป มันอาจจะบดบังหรืออาจทำให้รอยหายไป แต่เซลล์ที่ผิดปกติยังเหลืออยู่ ในอนาคตมันก็ยากต่อการวินิจฉัย และอาจทำให้เซลล์ที่ผิดปกติลุกลามลงลึกมากขึ้น”
“ทุกอย่างต้องอยู่บนบรรทัดฐานของความปลอดภัยและมาตรฐานวิชาชีพ อ้างอิงตามงานวิจัยที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก สิ่งเหล่านี้จะทำให้คนไข้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ ด้วยวิธีการที่ถูกต้องและปลอดภัย” นพ. ธัญธร เน้นย้ำพร้อมทั้งเล่าเคสที่คนไข้ต้องการทำหัตถการยกกระชับแต่กลับพบมะเร็งไทรอยด์
“มีเคสหนึ่ง คนไข้ต้องการมายกกระชับบริเวณคอ เพราะรู้สึกว่ากรอบหน้าไม่ชัด เหมือนมีเหนียง เราก็ตรวจร่างกายตามขั้นตอนของเราปกติ ปรากฏว่าบริเวณที่ดูเหมือนไขมันหรือความหย่อนคล้อย มีต่อมน้ำเหลืองโตและพบต่อมไทรอยด์โต จึงแนะนำให้คนไข้ไปตรวจเพิ่มเติม สุดท้ายคนไข้เป็นมะเร็งไทรอยด์แล้วมีต่อมน้ำเหลืองโต เรากลายเป็นหมอคนแรกที่วินิจฉัยคนไข้รายนี้และคนไข้ก็กลับมาขอบคุณที่แนะนำให้ไปตรวจเพิ่มเติม”
นพ.ธัญธร บอกว่าทุกวันนี้คนไข้ก็ยังคงกลับมาใช้บริการที่คลินิกเป็นประจำ “เราพยายามจะชี้ให้เห็นว่าการตรวจร่างกายคนไข้อย่างละเอียดในเชิงลึกก่อนทำการรักษามีประโยชน์อย่างมากต่อคนไข้”

หมอตั้ม-ผศ.นพ.ธีรพงษ์ รัตนนุกรม
หมอก็มีสิทธิ์ปฏิเสธ ถ้าวินิจฉัยแล้วว่าไม่ปลอดภัย
เดี๋ยวนี้คนไข้ไม่น้อยที่เดินเข้ามาคลินิกพร้อมเรฟหน้าที่ต้องการพร้อมหัตถการที่เล็งไว้ นพ.ธีรพงษ์ มองว่านั่นคือสิทธิ์ที่คนไข้พึงมีในการเลือกตั้งเป้าหมายกับรูปลักษณ์ของตัวเอง แต่ด้วยวิชาชีพของแพทย์และจรรยาบรรณ การอธิบายทางเลือกทั้งหมดอย่างตรงไปตรงมาเพื่อให้คนไข้เห็นว่าความเสี่ยงที่เขาจะได้รับคืออะไรก็สำคัญ
“ทุกหัตถการควรเริ่มจากคำถามว่า ผลลัพธ์ที่ได้คุ้มกับความเสี่ยงหรือไม่ เพราะหากเลือกทำสิ่งที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนความปลอดภัย เมื่อเกิดผลข้างเคียงขึ้น คนไข้อาจต้องเผชิญกับสิ่งที่หนักกว่าปัญหาตั้งต้น”
ที่ Thunn Thee Clinic คนไข้ทุกคนจะได้พูดคุยกับแพทย์ก่อนเสมอ นพ.ธัญธร มองว่า การรู้ข้อดี ข้อจำกัด ความเสี่ยง และผลลัพธ์ที่คาดหวังได้ของแต่ละหัตถการ คือสิทธิพื้นฐานที่คนไข้ควรได้รับก่อนตัดสินใจ
คุณหมอทั้งสองเล่าว่า มากกว่า 90% ของคนไข้เลือกมาที่นี่เพราะสบายใจที่ไม่ถูกกดดันให้ซื้อคอร์ส และได้ปรึกษากับคุณหมอก่อนเสมอ
“เราตั้งใจที่จะไม่มีเซลส์มาตั้งแต่ต้น เพราะเซลส์ไม่ใช่หมอ การที่คนไข้ได้เจอหมอ ได้พูดคุยกับคุณหมอ และให้หมอวิเคราะห์ผิวหน้าก่อน จึงทำให้การประเมินตรงจุดที่สุด และไม่ต้องอึดอัดกับการยัดเยียดขายคอร์ส”
อย่างไรก็ตาม คุณหมอทั้งสองท่านย้ำว่า “เซลส์ที่ดี มีคุณธรรม และมีจรรยาบรรณก็มีเยอะ เราเพียงนำ Pain Point ที่เคยพบในบางที่มาปรับปรุง เพื่อให้คำแนะนำบนความจำเป็นทางการแพทย์เป็นหลัก”
สำหรับคนไข้ที่ติดต่อผ่านช่องทางออนไลน์ทุกแพลตฟอร์มจะมีทีมประสานงานข้อมูลเบื้องต้น ก่อนส่งต่อให้แพทย์
“การตัดสินใจไม่ควรเกิดจากการที่แพทย์บอกเพียงว่า ทำอย่างนี้ดี ขณะที่คนไข้ไม่ต้องการทำ หรือยังไม่เข้าใจสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น ต้องเห็นด้วยทั้งสองฝ่าย คนไข้ยินยอมว่าอยากทำ รู้ว่าผลลัพธ์จะประมาณไหน แล้วตัดสินใจด้วยตัวเอง อันนี้จะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดครับ” นพ.ธัญธรกล่าว

ออกแบบการรักษาบนพื้นฐานของ ‘งานวิจัย’
การให้คำปรึกษาที่นี่จึงไม่ได้จบลงที่การอธิบายว่าเทคโนโลยีไหนให้ผลลัพธ์อะไร แต่เริ่มตั้งแต่การทำความเข้าใจโครงสร้างผิว กลไกการสร้างคอลลาเจน การเปลี่ยนแปลงของผิวตามวัย และช่วงเวลาที่เหมาะสมของแต่ละหัตถการ
“คนไข้ทุกคนที่เคยมารักษาจะรู้เลยว่าเหมือนหมอสอนหนังสือ เพราะเราเปิดสไลด์อธิบายตั้งแต่โครงสร้างผิว บอกเหตุผลว่าเราทำหัตถการกลุ่มยกกระชับเพราะอะไร เซลล์ที่สร้างคอลลาเจนทำงานอย่างไร มีจำนวนเท่าไร และเริ่มลดลงตั้งแต่อายุเท่าไร แล้วจึงนำข้อมูลมาเทียบกับเป้าหมายของคนไข้ ว่าหัตถการที่อยากทำเหมาะกับปัญหาและช่วงวัยหรือไม่ รวมถึงปริมาณที่ต้องทำมากหรือน้อยเกินไปหรือเปล่า”
ผศ.นพ.ธีรพงษ์ บอกว่าสิ่งสำคัญคือต้อง ‘พิสูจน์ได้’ ด้วยการทำอัลตราซาวนด์วิเคราะห์โครงสร้างใบหน้าของคนไข้ สแกนให้เห็นเลยว่าชั้นไขมันหนาหรือไม่หนาแค่ไหน ชั้นเยื่อหุ้มกล้ามเนื้อที่เหมาะกับการทำกลุ่มยกกระชับ เหมาะสมกับความลึกของเครื่องมือหรือเปล่า
“หลักฐานเหล่านี้ทำหน้าที่เหมือนภาษากลางระหว่างหมอกับคนไข้ ทั้งข้อมูลจากการตรวจร่างกาย ภาพอัลตราซาวนด์ หลักการทางวิทยาศาสตร์ และงานวิจัยที่รองรับ ไม่ใช่คำแนะนำจากความรู้สึกเพียงอย่างเดียว คนไข้จึงมั่นใจได้ว่า สิ่งที่หมอแนะนำ ไม่ว่าจะเพิ่มหรือลด มันอยู่บนพื้นฐานของความเหมาะสม” ผศ.นพ.ธีรพงษ์ กล่าว
เครื่องมือที่ดีก็เหมือนพาร์ทเนอร์ที่ดี
นอกจากการประเมินและรักษาโดยแพทย์ผิวหนังเฉพาะทาง เครื่องมือที่เป็น ‘Gold Standard’ ก็เป็นคีย์สำคัญที่คุณหมอทั้งสองท่านเน้นย้ำตลอดการสนทนา
นพ.ธัญธรเล่าว่า ก่อนนำเครื่องมือเข้ามาใช้ ทีมแพทย์จะพิจารณาทั้งงานวิจัย การรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประวัติการใช้งานจริง และพัฒนาการของเทคโนโลยีในแต่ละรุ่น จากนั้นยังต้องขอเครื่องมาทดลองใช้กับทีมแพทย์ เพื่อประเมินผลลัพธ์ ความรู้สึกระหว่างทำ และความเหมาะสมกับผิวของคนไทยและคนเอเชีย ก่อนตัดสินใจนำมาใช้กับคนไข้จริง
“เวลาสนใจเครื่องมือใหม่ บริษัทต้องมาพร้อมงานวิจัย” ผศ.นพ.ธีรพงษ์ บอกว่า หากข้อมูลงานวิจัยผ่าน ขั้นต่อมาคือการฝึกใช้เครื่องมือร่วมกันกับบริษัทเพื่อผสานความรู้ของทีมแพทย์เข้ากับแนวทางการใช้งานของเครื่อง ก่อนนำมาปรับเป็น Protocol ของคลินิกเองที่เหมาะสมกับคนไข้ที่สุด
เกณฑ์สำคัญคือ Efficacy และ Safety หรือประสิทธิภาพและความปลอดภัย
“เครื่องมือต้องเห็นผลและปลอดภัยไปพร้อมกันครับ บางเครื่องอาจให้ผลลัพธ์ดี แต่มีโอกาสเกิดผลข้างเคียงหรือภาวะแทรกซ้อนสูง แบบนั้นก็ไม่ผ่านมาตรฐานของเรา การเห็นผลจึงไม่ใช่เงื่อนไขเดียวในการคัดเลือก เพราะต้องคำนึงถึงความเหมาะสมและความปลอดภัยของคนไข้ในระยะยาวด้วย” นพ.ธัญธร กล่าว
เครื่องมือที่คลินิกเลือกใช้ส่วนใหญ่จึงเป็นเทคโนโลยีระดับ Gold Standard ที่ได้รับการรับรองจาก US และ Thai FDA รวมไปถึงการเป็นเทคโนโลยีต้นแบบที่ผ่านการใช้งานมาอย่างยาวนาน มีข้อมูลรองรับ และได้รับการพัฒนาต่อเนื่องในแต่ละรุ่น
“เราไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นเครื่องมือจากอเมริกาหรือยุโรป หากเทคโนโลยีจากเอเชียมีคุณภาพและมีหลักฐานสนับสนุน เราก็พร้อมเลือกใช้ สิ่งสำคัญคือเป็นเทคโนโลยีที่ผ่านการพิสูจน์มาแล้ว และมีการพัฒนาต่อเนื่องเพื่อแก้ข้อจำกัดของรุ่นเดิม”
เกณฑ์ดังกล่าวถูกนำมาเป็นมาตรฐานการเลือกพาร์ทเนอร์เช่นกัน คุณหมอทั้งสองท่านเชื่อมั่นว่า Merz ก็มีวิสัยทัศน์และมองความปลอดภัยเป็นอันดับแรกเช่นกัน
“Merz มีเทคโนโลยีที่มีทั้งข้อมูลรองรับและมีการพัฒนาต่อเนื่อง อย่างเทคโนโลยี Micro-focused Ultrasound with Visualization หรืออัลตราซาวนด์แบบมีภาพแสดงชั้นผิวขณะทำหัตถการ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้แพทย์เห็นโครงสร้างใต้ผิวและวางพลังงานได้ตรงจุดมากขึ้น แม้จะมีการใช้อัลตราซาวนด์ภายนอกช่วยประเมินโครงสร้างผิวได้ แต่การเห็นภาพบนหน้าจอไปพร้อมกับการปล่อยพลังงาน ช่วยให้แพทย์วางตำแหน่งและระดับความลึกได้แม่นยำกว่าในแต่ละครั้ง”

เปิดคลินิกในบ้าน เพราะอยากให้คนไข้รู้สึกผ่อนคลาย
อีกหนึ่งความตั้งใจแรกเริ่มในการทำคลินิกคือ ‘สถานที่ตั้ง’
“เราคิดกันนานว่าจะเปิดที่ไหนดี จะเปิดในห้างฯ หรือในอเวนิว แต่สุดท้ายเราคุยกันว่าอยากให้มันเป็นบ้าน อยากให้คนไข้รู้สึกสบายใจเวลามารับบริการที่นี่ ก็เลยเลือกเปิดที่บ้านของตัวเองครับ” นพ.ธัญธร จึงเลือกรีโนเวทบ้านของตัวเองให้กลายเป็นคลินิกความงาม ด้วยบรรยากาศที่เรียบง่าย อบอุ่น ไม่ต่างจากความตั้งใจในการดูแลคนไข้ของคลินิก
แน่นอนว่าการเป็นคลินิกแบบ Standalone มีข้อจำกัดเรื่องความสะดวกและการเข้าถึง เมื่อเทียบกับคลินิกในห้างฯ ที่มีคนเดินผ่านและช่วยสร้างการมองเห็นได้มากกว่า แต่ในอีกด้านหนึ่ง การใช้พื้นที่ของตัวเองช่วยลดต้นทุนและแรงกดดันเรื่องยอดขายลงได้
“ข้อดีคือพอเป็นบ้านของเรา ต้นทุนการให้บริการหายไปเยอะ และเราไม่มีความกดดันว่าต้องมาทำยอด ส่วนต่างตรงนี้จึงเอาไปพัฒนาเครื่องมือและการให้บริการคนไข้ได้มากขึ้น” นพ.ธัญธรกล่าว
เลือกลงทุนกับความรู้และนวัตกรรมแทนการเปิดสาขาเพิ่ม
เมื่อถามถึงแผนการขยายสาขา ทั้งสองท่านเห็นตรงกันที่จะเลือกนำงบประมาณไปลงทุนในเทคโนโลยีใหม่เพื่อดูแลคนไข้ให้ครอบคลุมขึ้นแทนการเปิดสาขาเพิ่ม
“สุดท้ายเรารู้สึกว่าการมีสาขาเดียวและดูแลคนไข้ให้ครบองค์รวมโดยที่ยังดูแลมาตรฐานการรักษาได้อย่างทั่วถึง” ผศ.นพ.ธีรพงษ์กล่าว
นพ.ธัญธรเสริมว่า การเลือกอยู่สาขาเดียวไม่ได้หมายถึงการหยุดพัฒนา แต่เป็นการรักษาบรรยากาศและรูปแบบการดูแลที่ตั้งใจไว้ พร้อมเพิ่มศักยภาพของคลินิกในสิ่งที่จำเป็น
“เราอยากพัฒนาตัวเองในแง่ความรู้ ให้ประโยชน์กับสังคม และยังดูแลคนไข้ได้ดีแบบเดิม ตอนนี้จึงอยากรักษาบรรยากาศของที่นี่ไว้ แต่เพิ่มเติมเรื่องเทคโนโลยีและการบริการมากกว่า”
แม้คลินิกความงามจะมีผู้เล่นหน้าใหม่เพิ่มขึ้น แต่ทั้งสองท่านมองว่า ไม่จำเป็นต้องแข่งขันด้วยจำนวนสาขา เพราะยังมีคนไข้บางกลุ่มที่กำลังมองหาการดูแลที่เฉพาะเจาะจงมากกว่า
“เดี๋ยวนี้คนไข้จะหาข้อมูลเลยว่า ที่ไหนมีแพทย์เฉพาะทางและราคาเหมาะสม ซึ่งเราตอบโจทย์ตรงนั้นได้ หลายครั้งคนไข้บอกว่า อยากหาคลินิกแบบ Standalone ที่แพทย์เป็นเจ้าของ ดูแลคลินิกเอง และได้ตรวจรักษากับแพทย์โดยตรง”
แม้แนวทางนี้อาจใช้เวลาในการดูแลคนไข้แต่ละรายมากกว่า แต่ก็ตอบโจทย์กลุ่มคนที่ต้องการคำแนะนำจากแพทย์โดยตรง และต้องการการรักษาที่ออกแบบตามปัญหาเฉพาะบุคคล มากกว่าการรับบริการรูปแบบเดียวกันในทุกสาขา

เช็กลิสต์ก่อนเลือกคลินิกความงาม
ก่อนจบบทสนทนาทั้งสองท่านชวนให้ทุกคนตั้งคำถามกับตัวเองก่อนตัดสินใจเลือกคลินิกว่า เราอยากแก้ปัญหาอะไร และทำไปเพื่ออะไร เพราะเมื่อเป้าหมายชัดเจน ข้อมูลจากโซเชียลมีเดียหรือ AI ก็จะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการศึกษาข้อมูล
สิ่งที่ควรตรวจสอบก่อนตัดสินใจมี 3 เรื่อง ได้แก่
- สถานพยาบาลถูกต้องหรือไม่ คลินิกต้องได้รับอนุญาตและดำเนินการอย่างถูกต้อง
- ผู้ทำเป็นแพทย์จริงหรือไม่ ตรวจสอบชื่อ วุฒิการศึกษา และวุฒิบัตรเฉพาะทางได้ผ่านเว็บไซต์แพทยสภา
- เครื่องมือและผลิตภัณฑ์ได้มาตรฐานหรือไม่ โดยเฉพาะสิ่งที่จะฉีดหรือใส่เข้าสู่ร่างกาย ต้องมั่นใจว่าเป็นของแท้และตรวจสอบแหล่งที่มาได้
นพ.ธัญธรเสริมว่า ราคาอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ใช้ประกอบการตัดสินใจได้ แต่ไม่ควรเป็นปัจจัยเดียว โดยเฉพาะเมื่อส่วนต่างของราคาอาจไม่ได้มากนัก หากเทียบกับความเสี่ยงจากผลข้างเคียงหรือปัญหาที่ต้องใช้เวลาและค่าใช้จ่ายมากกว่าเดิมในการแก้ไข
“อย่าดูแค่ราคา บางครั้งเราดูว่าที่ไหนถูกกว่า แต่ละเลยสิ่งที่สำคัญกว่า ทั้งผู้ให้บริการ เครื่องมือ และมาตรฐานความปลอดภัย ส่วนต่างราคาอาจแค่หลักพัน แต่ถ้าเกิดอันตรายหรือผลข้างเคียงขึ้นมา มันประเมินค่าไม่ได้ เพราะสิ่งสำคัญที่สุดคือตัวเราและชีวิตของเรา”
การมีข้อมูลมากพอจะช่วยให้เราตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม เริ่มจากการรู้เท่าทันความต้องการของตัวเอง เลือกข้อมูลอย่างมีวิจารณญาณ และให้ความปลอดภัยมาก่อนผลลัพธ์ที่รวดเร็วเสมอ

