ร้านอาหารที่ดีอาจเริ่มจากรสชาติ แต่ร้านที่น่าจดจำมักมีบางอย่างมากกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นแสงที่ตกลงบนโต๊ะ วัสดุที่สัมผัสได้ตั้งแต่ก้าวแรก หรือสถาปัตยกรรมที่ทำให้มื้ออาหารกลายเป็นประสบการณ์ทั้งก้อน
นี่คือแนวคิดที่อยู่เบื้องหลัง World’s Most Beautiful Restaurants List 2026 จาก Prix Versailles รางวัลด้านสถาปัตยกรรมและการออกแบบระดับนานาชาติที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2015 และจัดพิธีมอบรางวัล ณ สำนักงานใหญ่ UNESCO ในกรุงปารีส โดยในปีนี้มีร้านอาหารทั้งหมด 16 แห่งจาก 13 ประเทศ ที่ได้รับเลือกจากทั้งความคิดสร้างสรรค์ คุณภาพของงานออกแบบ ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างอาคาร วัฒนธรรม และบริบทของพื้นที่
ความน่าสนใจคือ Prix Versailles ไม่ได้มองหาเพียงร้านที่ ‘ถ่ายรูปสวย’ แต่ให้ความสำคัญกับการออกแบบที่มีเหตุผล ตั้งแต่งานอนุรักษ์อาคารประวัติศาสตร์ การตีความงานฝีมือท้องถิ่น ไปจนถึงการสร้างพื้นที่ใหม่ที่พยายามอยู่ร่วมกับภูมิประเทศรอบตัว
และปลายปีนี้ 3 จาก 16 ร้านจะได้รับ World Title ในสาขา Prix Versailles, Interior หรือ Exterior
ก่อนถึงวันนั้นเราเลยชวนสำรวจ 16 ร้านที่ทำให้เห็นว่า ในปี 2026 นี้การออกแบบร้านอาหารกำลังไปไกลกว่าการสร้างฉากสวยๆ ให้มื้อเย็นมากแค่ไหน

Nobu One Za’abeel
ถ้าจะมีร้านอาหารสักแห่งที่ใช้คำว่า ‘Dining in the Sky’ ได้แบบไม่เกินจริง ก็คงเป็น Nobu One Za’abeel ร้านอาหารที่อยู่บนชั้น 24 ของ The Link โครงสร้างแนวนอนที่เชื่อมสองทาวเวอร์ของ One Za’abeel เข้าด้วยกัน และลอยอยู่เหนือพื้นดินทำให้วิวเมืองดูเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของร้านไปโดยปริยาย
งานอินทีเรียร์โดย Rockwell Group เลือกทำงานต่อจากสถาปัตยกรรมของอาคาร แทนที่จะสร้างโลกอีกใบขึ้นมาภายใน เส้นสายไขว้กันบนฟาซาดถูกนำมาตีความเป็นองค์ประกอบของพื้นที่ โดยเฉพาะระบบไฟคัสตอมขนาดใหญ่ที่พาดต่อเนื่องตั้งแต่ทางเข้าไปจนถึงห้องไพรเวตไดนิ่ง ทำหน้าที่เหมือนเส้นที่เชื่อมพื้นที่ทั้งหมดเข้าด้วยกัน ขณะเดียวกันก็ยังแทรกกลิ่นอายงานคราฟต์แบบญี่ปุ่น ซึ่งเป็นหนึ่งในภาษาการออกแบบที่ Rockwell Group ใช้กับ Nobu มาอย่างต่อเนื่อง
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดจึงอาจเป็นการที่ร้านเปลี่ยนบรรยากาศไปตามเวลา กลางวันกระจกบานใหญ่เปิดให้เส้นขอบฟ้าของดูไบเป็นฉากหลัก ส่วนหลังพระอาทิตย์ตก แสงจากอินทีเรียร์และเมืองด้านนอกก็เข้ามาเปลี่ยนคาแรกเตอร์ให้กลายเป็นพื้นที่สำหรับดินเนอร์ บาร์ และเลานจ์ในยามค่ำคืน
Location: ชั้น 24 อาคาร The Link, One Za’abeel ย่าน Za’abeel เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
Open: (ปิดทุกวันวันจันทร์)
- วันอังคาร-วันพฤหัสบดี เวลา 17.00-00.00 น.
- วันศุกร์-วันเสาร์ เวลา 12.00-15.30 น. และ 17.00-01.00 น.
- วันอาทิตย์ เวลา 12.00-15.30 น. และ 17.00-00.00 น.
Contact: Nobu One Za’abeel
Map: https://maps.app.goo.gl/6mkBpxrZP7M68Siz7

Le Fou
ถ้าเวียนนามีภาพจำเป็นคาเฟ่คลาสสิกที่สว่างและสง่างาม Le Fou เลือกพาเราไปเห็นอีกด้านของเมือง ด้วยการหยิบความเย้ายวนของบาร์ยามค่ำคืนในปารีสมาวางไว้กลางย่านเมืองเก่าของเวียนนา โดยงานอินทีเรียร์เป็นฝีมือของ Theresa Obermoser ดีไซเนอร์ชาวออสเตรียที่ตั้งใจให้พื้นที่แห่งนี้มีบุคลิกแบบ ‘More is More’ มากกว่าจะเดินตามกระแสมินิมัล
ภายในไม่ได้ออกแบบเป็นห้องใหญ่เพียงห้องเดียว แต่ค่อยๆ พาเราเดินผ่านเลานจ์หลายบรรยากาศ ตั้งแต่ Main Lounge ในโทนแดงและเทอร์ราคอตตา ไปจนถึง Golden Lounge และห้องส่วนตัวที่จัดเต็มด้วยลายเสือดาว แต่ละพื้นที่ใช้วัสดุอย่างกำมะหยี่โมแฮร์ หินธรรมชาติ โลหะ และผ้าที่มีเท็กซ์เจอร์แตกต่างกัน ทำให้แต่ละห้องมีคาแรกเตอร์ของตัวเอง ขณะเดียวกันก็ยังรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของโลกเดียวกัน
อีกส่วนที่ทำให้ Le Fou ต่างจากวัฒนธรรมคาเฟ่แบบเวียนนาดั้งเดิมคือเรื่องของแสง เพราะที่นี่เลือกใช้แสงต่ำและมุมมืดเป็นส่วนหนึ่งของงานออกแบบ ทำให้พื้นที่ค่อยๆ มีชีวิตขึ้นหลังพระอาทิตย์ตก และอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมร้านที่เพิ่งเปิดเมื่อปลายปี 2025 แห่งนี้จึงกลายเป็นหนึ่งใน 16 ร้านที่ Prix Versailles เลือกไว้ในปี 2026
Location: Freisingergasse 4 เขต Innere Stadt กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย
Open: เปิดให้บริการวันจันทร์-วันเสาร์ เวลา 16.00-02.00 น. (ปิดวันอาทิตย์)
Contact: Le Fou – Bar à Cocktails
Map: https://maps.app.goo.gl/jVKPUwgmbGKjYs7y7

Monti
เมื่อพูดถึงร้านอาหารบนเทือกเขาแอลป์ ภาพของชาเลต์ไม้ เตาผิง หรือของตกแต่งแบบ Rustic อาจเป็นสิ่งแรกๆ ที่นึกถึง แต่ Monti ร้านอาหารภายในโรงแรม The Alpina Gstaad เลือกหยิบความเป็น Alpine มาตีความใหม่ให้ร่วมสมัยขึ้น โดยยังปล่อยให้วิวภูเขาด้านนอกเป็นส่วนสำคัญของพื้นที่
งานออกแบบเกิดจากการทำงานร่วมกันของสถาปนิก Jakob Sprenger และครีเอทีฟไดเรกเตอร์ Antonia Crespí ซึ่งนำวัสดุและงานคราฟต์ที่คุ้นเคยในพื้นที่มาใช้โดยไม่ทำให้ร้านกลายเป็นชาเลต์แบบเดิมๆ ตั้งแต่ฉากกั้นบรอนซ์สานที่อ้างอิงเทคนิคการสานตะกร้า คานไม้เปลือย พรมทอสั่งทำ ไปจนถึงเบาะโมแฮร์ ทั้งหมดช่วยแบ่งพื้นที่โดยยังคงความโปร่งและเชื่อมต่อกันอยู่
ผลลัพธ์คือร้านที่ยังรู้สึกถึง Gstaad และวัฒนธรรมบนเทือกเขาแอลป์ แต่ลดภาพจำแบบไม้หนักๆ หรือของประดับสไตล์กระท่อมภูเขาออกไป แล้วแทนที่ด้วยงานคราฟต์ที่เรียบและร่วมสมัยกว่า เหมือนเป็นการบอกว่า Alpine Design ไม่จำเป็นต้องย้อนอดีตเสมอไป
Location: ภายในโรงแรม The Alpina Gstaad เลขที่ 23 Alpinastrasse เมือง Gstaad ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
Open: (ปิดวันอาทิตย์-วันจันทร์)
- วันอังคาร-วันพฤหัสบดี เวลา 19.00-22.30 น.
- วันศุกร์-วันเสาร์ เวลา 12.30-14.00 น. / เวลา 19.00-22.30 น.
Contact: The Alpina Gstaad – Monti
Map: https://maps.app.goo.gl/JcGvkE6R1GEaRkD39

Akira Back
หนึ่งในความน่าสนใจของ Akira Back คือทำเลบนชั้น 5 ของ The Henderson อาคารในย่าน Central ที่ออกแบบโดย Zaha Hadid Architects และมีเส้นโค้งลื่นไหลเป็นหลักของอาคาร เมื่อเข้ามาด้านใน AB Concept จึงเลือกทำงานต่อจากสถาปัตยกรรมเดิมด้วยเส้นสายโค้ง เสาไม้เรียว และเพดานที่มีลักษณะเหมือนงานประติมากรรม แทนที่จะสร้างอินทีเรียร์ที่แยกตัวออกจากตัวอาคาร
คอนเซปต์ของร้านถูกเรียกว่า ‘Culinary Symphony’ เปรียบพื้นที่เหมือนการเรียบเรียงดนตรีที่มีทั้งจังหวะและการเคลื่อนไหว ตั้งแต่ทางเข้าที่มีประติมากรรมโลหะหมุนวนเป็นจุดนำสายตา ไปจนถึง Main Dining Room, Sushi Bar และ Private Dining Room ซึ่งแต่ละส่วนมีคาแรกเตอร์ต่างกัน แต่ยังเชื่อมกันด้วยเส้นสายและวัสดุเดียวกัน
อีกหนึ่งรายละเอียดที่ทำให้ร้านมีความเป็นส่วนตัวมากขึ้นคืองานศิลปะของ Young Hee Back คุณแม่ของเชฟ Akira Back ซึ่งถูกนำมาต่อยอดเป็นแพตเทิร์นทั้งบริเวณ Sushi Bar และผนังห้องไพรเวตไดนิ่ง ขณะที่ด้านบนของห้องเป็นเพดานทรงโค้งนุ่มคล้ายก้อนเมฆ ทำให้ร้านไม่ได้เล่าเพียงเรื่องของดีไซน์ แต่ยังซ่อนเรื่องราวของเชฟและครอบครัวเอาไว้ในพื้นที่ด้วย
Location: ชั้น 5 อาคาร The Henderson ย่าน Central ฮ่องกง
Open: เปิดให้บริการทุกวัน
- มื้อกลางวัน เวลา 12.00-14.30 น.
- Afternoon Drink เวลา 14.30-18.00 น.
- มื้อเย็น เวลา 18.00-00.00 น.
Contact: Akira Back Hong Kong
Map: https://maps.app.goo.gl/cpH4XBMxL1BhKdXU8

Hana no Kumo
ขึ้นมาบนชั้น 38 ของ The Henderson จะเจอกับ Hana no Kumo ร้านอาหารญี่ปุ่นเพียง 24 ที่นั่งที่ชื่อมีความหมายว่า ‘Flower Cloud’ และหยิบภาพของฤดูซากุระในเกียวโตมาเป็นจุดตั้งต้นของงานออกแบบ โดย Hirsch Bedner Associates (HBA) เลือกเล่าเรื่องนี้แบบค่อนข้างนุ่มนวล ผ่านไม้ กระดาษวาชิ หิน และรูปทรงออร์แกนิก มากกว่าการจำลองความเป็นญี่ปุ่นออกมาตรงๆ
หัวใจของร้านคือเคาน์เตอร์ Kappou ทรงครึ่งวงกลม 12 ที่นั่งที่เปิดให้มองเห็นเชฟ Ogawa Masaru ทำอาหารอยู่ตรงหน้า เหนือขึ้นไปเป็นเพดานรูปทรงคล้ายกลีบดอกไม้ พร้อมระบบไฟที่ค่อยๆ เปลี่ยนจากสีขาวไปเป็นสีชมพูเหมือนซากุระกำลังผลิบาน ส่วนอีก 12 ที่นั่งอยู่ในห้องไพรเวตไดนิ่ง ทำให้ทั้งร้านมีเพียงสองพื้นที่หลักและเป็นหนึ่งในร้านที่มีขนาดเล็กที่สุดใน The Henderson
รายละเอียดอีกอย่างที่น่าสนใจคือการนำแนวคิด Shokunin หรือความทุ่มเทต่อทักษะและงานฝีมือของช่างญี่ปุ่นมาเชื่อมทั้งอาหารและพื้นที่ ตั้งแต่วัสดุธรรมชาติไปจนถึงประติมากรรมเรซินคล้ายน้ำแข็งบริเวณทางเข้า ทำให้ Hana no Kumo ไม่ได้พยายามสร้างความอลังการแข่งกับวิวฮ่องกงด้านนอก แต่เลือกสร้างพื้นที่ที่สงบและปล่อยให้งานคราฟต์กับอาหารเป็นตัวเล่าเรื่องแทน
Location: ชั้น 38 โซน Summit 38 อาคาร The Henderson ย่าน Central ฮ่องกง
Open: เปิดให้บริการทุกวันจันทร์-วันเสาร์ (ปิดทุกวันอาทิตย์)
- มื้อกลางวัน เวลา 12.30-14.30 น. (รับรอบสุดท้าย 13.00 น.)
- มื้อเย็น เวลา 19.00-22.30 น. (รับรอบสุดท้าย 20.00 น.)
Contact: Hana no Kumo
Map: https://maps.app.goo.gl/Jayc28B7k5zGNWwW8

Monsieur Dior by Anne-Sophie Pic
เมื่อแฟชั่นเฮาส์เปิดร้านอาหารของตัวเอง สิ่งที่น่าสนใจจึงไม่ใช่แค่ว่าจะเสิร์ฟอะไร แต่คือจะถ่ายทอดโลกของแบรนด์ออกมาเป็นพื้นที่และมื้ออาหารอย่างไร Monsieur Dior by Anne-Sophie Pic ตั้งอยู่ภายใน House of Dior Beijing อาคาร 5 ชั้นแห่งใหม่ในย่าน Sanlitun ซึ่งด้านนอกออกแบบโดย Christian de Portzamparc ให้มีฟาซาดคล้ายกลีบดอกไม้ซ้อนกัน ก่อนพาเข้าสู่โลกของ Dior ที่เชื่อมแฟชั่น ศิลปะ และอาหารไว้ในอาคารเดียวกัน
ภายในร้านหยิบภาษาของ Dior มาใช้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งโลโก้ ตั้งแต่ภาพถ่ายขาวดำของซิลูเอตเสื้อผ้า ภาพ Christian Dior ไปจนถึงงานศิลปะร่วมสมัย โดยมีงานของศิลปินจีน Hong Hao เข้ามาเชื่อมพื้นที่กับบริบทของปักกิ่ง ทำให้ร้านมีลักษณะคล้ายแกลเลอรีขนาดย่อมที่บังเอิญมีโต๊ะอาหารอยู่ด้วย ขณะเดียวกันรายละเอียดอย่าง Cannage และองค์ประกอบสีทองก็เชื่อมกลับไปยังรหัสการออกแบบที่พบได้ในโลกของ Dior
อีกครึ่งหนึ่งของเรื่องคือ Anne-Sophie Pic เชฟหญิงที่ได้รับดาวมิชลินรวมมากที่สุดในโลก ซึ่งนำโลกของ Christian Dior มาตีความผ่านอาหาร ตั้งแต่รูปทรง การพับ ไปจนถึงรายละเอียดบนจานที่อ้างอิงวิธีคิดแบบกูตูร์ ทำให้ Monsieur Dior เป็นหนึ่งในร้านของลิสต์ปีนี้ที่เส้นแบ่งระหว่าง Fashion, Interior และ Gastronomy ค่อนข้างบาง เพราะทั้งสามอย่างถูกออกแบบให้เล่าเรื่องเดียวกันตั้งแต่ตัวอาคารไปจนถึงจานอาหาร
Location: ชั้นใต้ดินภายใน House of Dior Beijing เขต Chaoyang กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน
Open: เปิดให้บริการวันอังคาร-วันอาทิตย์ (ปิดทุกวันจันทร์)
- มื้อกลางวัน เวลา 11.30-14.00 น.
- Afternoon Tea เวลา 14.00-16.00 น.
- มื้อเย็น เวลา 17.30-21.00 น.
Contact: Monsieur Dior Beijing
Map: https://maps.app.goo.gl/uvfmyxcHgGnxTfkN8

Peridot
ถ้าสองร้านก่อนหน้าภายเลือกใช้เส้นสายและวัสดุค่อนข้างนุ่มนวล Peridot บนชั้น 38 กลับไปอีกทางแบบสุดขั้ว ด้วยพื้นที่สีเขียวที่ดูเหมือนหลุดออกมาจากโลกอนาคต และผนังกับเพดานที่เต็มไปด้วยดวงไฟกว่า 20,000 ดวง จนกลายเป็นหนึ่งในร้านที่จำภาพได้ง่ายที่สุดในลิสต์ปีนี้
งานออกแบบโดย Studio Paolo Ferrari อยู่ภายใต้แนวคิด ‘Natural Futurism’ โดยนำเส้นโค้งของอาคาร The Henderson มาต่อยอดเป็นผนังและเพดานที่ไหลต่อเนื่องกัน ก่อนห่อพื้นที่เกือบทั้งหมดด้วยเฉดสีเขียว ตั้งแต่หินอ่อน เฟอร์นิเจอร์กำมะหยี่ ไปจนถึงแกรนด์เปียโนสีเขียวที่ตั้งอยู่ริมวิวเส้นขอบฟ้าของฮ่องกง ส่วนไฟกว่า 20,000 ดวงถูกฝังอยู่ในแท่งอะคริลิกฝ้า ทำให้ทั้งห้องดูคล้ายดิสโกบอลที่ถูกแยกออกเป็นชิ้นๆ แล้วกระจายไปทั่วพื้นที่
สิ่งที่ทำให้พื้นที่นี้น่าสนใจขึ้นอีกคือแสงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงตกแต่ง แต่เปลี่ยนไปตามช่วงเวลา กลางวันไฟจะออกโทนเย็นและทำงานร่วมกับแสงธรรมชาติจากหน้าต่าง ส่วนกลางคืนจะค่อยๆ อุ่นขึ้น เปลี่ยนบรรยากาศจากร้านอาหารกลางวันไปสู่ค็อกเทลบาร์ที่มีทั้งดนตรีสดและดีเจ ขณะที่ฝั่งอาหารและเครื่องดื่มก็มีคาแรกเตอร์ชัดเจนไม่แพ้อินทีเรียร์ ด้วยค็อกเทลที่เล่าเรื่องวัตถุดิบและถิ่นกำเนิด ควบคู่กับอาหาร Plant-based ที่ใช้เทคนิคการหมักเป็นส่วนสำคัญ
Location: ชั้น 38 โซน Summit 38 อาคาร The Henderson ย่าน Central ฮ่องกง
Open: เปิดให้บริการวันจันทร์-วันเสาร์ (ปิดทุกวันอาทิตย์)
- มื้อกลางวัน เวลา 12.00-14.30 น.
- มื้อเย็น เวลา 18.00-22.00 น.
- มื้อดึก เวลา 22.00-02.00 น.
Contact: Peridot
Map: https://maps.app.goo.gl/gD3tEXMMRmoFAAij6

ESCĀ Playa
มองเผินๆ ESCĀ Playa อาจดูเหมือนถ้ำหรือก้อนหินที่ค่อยๆ โผล่ขึ้นมาจากผืนทรายริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มากกว่าจะเป็นร้านอาหารที่เพิ่งถูกสร้างขึ้น นั่นเป็นความตั้งใจของสถาปนิกชาวไคโร Mohamed Badie ที่ออกแบบอาคารให้ดูคล้ายส่วนหนึ่งของภูมิประเทศ ราวกับรูปทรงทั้งหมดถูกลม แสงแดด และคลื่นทะเลกัดเซาะขึ้นมาตามธรรมชาติ
พื้นผิวของอาคารใช้วัสดุเคลือบที่ให้สัมผัสคล้ายแร่และปะการัง ขณะที่หลังคาทรงออร์แกนิกถูกเจาะเป็นช่องเปิดหลายตำแหน่ง ปล่อยให้แสง เงา ท้องฟ้า และต้นปาล์มเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ การเดินผ่านร้านจึงให้ความรู้สึกสลับไปมาระหว่างในร่มกับกลางแจ้ง โดยแทบไม่มีเส้นแบ่งชัดเจนว่าตรงไหนคือ Interior และตรงไหนคือ Exterior
สิ่งที่ทำให้ ESCĀ Playa น่าสนใจจึงไม่ใช่การพยายามสร้างอาคารให้โดดเด่นขึ้นมาจากชายหาด แต่กลับเป็นวิธีคิดตรงกันข้าม คือทำอย่างไรให้อาคารดูกลืนไปกับสถานที่ โดยเฉพาะเมื่อ Ras El Hekma กำลังกลายเป็นหนึ่งในพื้นที่รีสอร์ตสำคัญแห่งใหม่ของชายฝั่งตอนเหนือของอียิปต์ งานชิ้นนี้จึงเลือกใช้ภูมิประเทศเป็นโจทย์ตั้งต้นของการออกแบบ มากกว่าจะมองทะเลเป็นเพียงวิวด้านนอกร้าน
Location: Seashell Playa บริเวณ North Coast เมือง Al Dabaa เขต Marsa Matrouh ประเทศอียิปต์
Open: เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 10.00-03.00 น. (โดยเปิดให้บริการตามฤดูกาล)
Contact: ESCĀ Playa
Map: https://maps.app.goo.gl/cqJKbdicZF77PJ2k6

Finlandia Bistro
ความน่าสนใจของ Finlandia Bistro ไม่ได้อยู่ที่การสร้างร้านใหม่ให้โดดเด่นที่สุด แต่คือการเข้าไปทำงานกับหนึ่งในอาคารสำคัญของฟินแลนด์อย่าง Finlandia Hall ผลงานของสถาปนิกและนักออกแบบระดับตำนาน Alvar Aalto ที่สร้างเสร็จในปี 1971 และผ่านการรีโนเวตครั้งใหญ่ตั้งแต่ปี 2021 โดยมีโจทย์สำคัญคือทำให้อาคารตอบโจทย์การใช้งานในปัจจุบัน โดยยังรักษาภาษาการออกแบบดั้งเดิมเอาไว้
งานอินทีเรียร์ของ Fyra จึงเลือกทำงานกับของเดิมมากกว่าพยายามกลบมัน เฟอร์นิเจอร์ที่ Aalto ออกแบบไว้ได้รับการเก็บและนำกลับมาใช้ร่วมกับเฟอร์นิเจอร์บิลต์อินชิ้นใหม่ ขณะที่วัสดุถูกเลือกโดยคำนึงถึงทั้งความทนทาน ความยั่งยืน และการใช้งานระยะยาว สำหรับพื้นที่ Bistro เอง Fyra เลือกบรรยากาศที่เข้มและค่อนข้าง intimate ด้วยโทนสีเข้ม พื้นผิวหินอ่อน รายละเอียดโลหะ และแสงที่ช่วยให้เฟอร์นิเจอร์เก่ากับองค์ประกอบใหม่อยู่ด้วยกันโดยไม่รู้สึกว่าเป็นการจำลองอดีตขึ้นมาใหม่
บริบทของร้านยิ่งน่าสนใจขึ้นไปอีก เพราะ Finlandia Hall ไม่ได้สำคัญแค่ในแง่สถาปัตยกรรม แต่ยังเป็นสถานที่ซึ่งใช้จัดการประชุม Conference on Security and Co-operation in Europe ที่นำไปสู่ Helsinki Final Act ในปี 1975 และล่าสุดในเดือนกรกฎาคม 2026 Finlandia Hall ยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มผลงาน Aalto Works ในบัญชีมรดกโลกของ UNESCO ด้วย ทำให้การมานั่งกินอาหารที่นี่เหมือนได้เข้าไปใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางงานออกแบบของ Aalto มากกว่าการมองมันจากภายนอกเพียงอย่างเดียว
Location: Karamzininranta 4 ย่าน Etu-Töölö กรุงเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์
Open: ปัจจุบันร้านเปิดตามรอบอีเวนต์ของ Finlandia Hall และรับจองสำหรับงานหรือกลุ่มเป็นหลัก จึงไม่มีเวลาเปิด-ปิดประจำ แนะนำตรวจสอบตารางก่อนเดินทาง
Contact: Finlandia Bistro
Budget: https://maps.app.goo.gl/LKaarD1wXb31QwD97

Carbone
จากร้าน Italian-American ที่เริ่มต้นใน Greenwich Village นิวยอร์กเมื่อปี 2013 Carbone เดินทางมาเปิดสาขาแรกในยุโรปที่ลอนดอน พร้อมกับได้โลเคชันที่มีเรื่องเล่าไม่แพ้ตัวร้าน เพราะตั้งอยู่ที่ 30 Grosvenor Square ใน Mayfair ภายในอาคารอดีตสถานทูตสหรัฐอเมริกา ผลงานของสถาปนิก Eero Saarinen ที่สร้างเสร็จในปี 1960 ก่อนถูกปรับเปลี่ยนเป็นส่วนหนึ่งของ The Chancery Rosewood ในปัจจุบัน
งานอินทีเรียร์โดย Ken Fulk ไม่ได้พยายามทำให้ Carbone กลายเป็นร้านอิตาเลียนคลาสสิกในลอนดอน แต่ยังเก็บความ theatrical แบบร้านต้นฉบับเอาไว้ แล้วผสมเข้ากับความเนี้ยบของ Mayfair พื้นที่สองชั้นประกอบด้วยห้องอาหาร ค็อกเทลเลานจ์ และไพรเวตไดนิ่ง ใช้โซฟากำมะหยี่ พื้นโมเสก งานไม้เคลือบเงา และโทนแดงเข้มสร้างบรรยากาศแบบ Mid-century ขณะที่บันไดซึ่งพาลงไปยังห้องอาหารชั้นล่างถูกห่อด้วยภาพมูรัลวาดมือ ทำให้แค่การเดินเข้าไปนั่งที่โต๊ะก็เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์แล้ว
อีกส่วนที่ทำให้ร้านดูเหมือนอยู่กึ่งกลางระหว่างร้านอาหารกับแกลเลอรีคืองานศิลปะที่คิวเรตโดย Vito Schnabel ซึ่งมีผลงานของศิลปินอย่าง Ai Weiwei, René Ricard, Rashid Johnson และ Francesco Clemente กระจายอยู่ทั่วพื้นที่ ทั้งหมดจึงยังมีกลิ่นอายของ Italian-American Restaurant ยุค 1950s แบบที่ Carbone เป็นที่รู้จัก แต่ถูกตีความให้เข้ากับอาคารประวัติศาสตร์และบริบทของลอนดอนมากขึ้น
Location: 30 Grosvenor Square ย่าน Mayfair กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร
Open: ทุกวัน มื้อกลางวัน เวลา 12.00-14.30 น. และมื้อเย็น เวลา 17.00-22.00 น.
Contact: Carbone London
Map: https://maps.app.goo.gl/WMAPGSkpaPhPbBEZA

Rosso
จากเมืองใหญ่เข้าสู่ Pune Wine Country บริเวณเชิงเขา Sahyadri ในรัฐมหาราษฏระ จะเจอกับ Rosso ร้านอาหารอิตาเลียนภายใน Hotel Irada ที่ตั้งอยู่กลางไร่องุ่นขนาดราว 270,000 ตารางเมตร และรายล้อมด้วยพื้นที่ป่าสงวนกว่า 16 ตารางกิโลเมตร บริบทของร้านจึงต่างจากหลายแห่งในลิสต์นี้ เพราะแทนที่จะอยู่กลางมหานคร Rosso กลับเลือกใช้ภูมิทัศน์เกษตรกรรมและวัฒนธรรมไวน์ของพื้นที่เป็นฉากหลัง
งานออกแบบโดย Humming Tree เริ่มจากสถาปัตยกรรมของ Hotel Irada ซึ่งเป็นอาคารหลังคากระเบื้องที่อ้างอิงรูปแบบพื้นถิ่นของรัฐมหาราษฏระ ก่อนพาเข้าไปเจอกับอินทีเรียร์ที่ผสมหลายวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน จุดเด่นที่สุดคือบาร์หินอ่อนสีเขียวที่ขนาบด้วยเสาไม้ขัดเงาทรงเกลียวแบบ Solomonic Column ซึ่งหยิบภาษาของ Italian Baroque มาวางไว้ท่ามกลางบริบทแบบอินเดียอย่างตั้งใจ
ภายในห้องอาหารยังมีพื้นหินอ่อนหลากสีลายเรขาคณิต เบาะนั่งทรงโค้งหุ้มผ้าแจ็กการ์ดสีทอง งานปูนปั้น และกระจกบนเพดาน ทำให้ Rosso มีความหรูแบบ Old World อยู่พอสมควร แต่ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นร้านอิตาเลียนที่ถูกยกมาตั้งไว้ในอินเดียตรงๆ เพราะรายละเอียดทั้งหมดถูกนำมาผสมกับสี วัสดุ และบรรยากาศของ Pune Wine Country จนเกิดเป็นคาแรกเตอร์ของตัวเอง ส่วนอาหารของที่นี่ก็เดินไปในทิศทางคล้ายกัน โดยวางพื้นฐานไว้ที่อาหารอิตาเลียน แต่แทรกกลิ่นอายของอินเดียตะวันตกเข้าไปด้วย
Location: ชั้น Ground Floor ภายใน Hotel Irada, G. No. 37, Baramati Tal Daund, Roti, Hinganigada รัฐมหาราษฏระ ประเทศอินเดีย
Open: เปิดให้บริการทุกวันสำหรับแขก 24 ชั่วโมง
Contact: Hotel Irada
Map: https://maps.app.goo.gl/M2XjLrHqrDkqGGfQ8

Marlow
ถ้าร้านอาหารสไตล์ British Club มักทำให้นึกถึงห้องไม้สีเข้มและบรรยากาศขรึมๆ Marlow เลือกหยิบภาพนั้นมาเล่าใหม่ให้เข้ากับแสงแดดและทะเลเมดิเตอร์เรเนียนของโมนาโก ร้านตั้งอยู่บริเวณ Place Princesse Gabriella ใจกลาง Mareterra ย่านใหม่ขนาด 6 เฮกตาร์ที่สร้างขึ้นจากการถมทะเลและเพิ่งเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อปลายปี 2024 ก่อนที่ Marlow จะตามมาเปิดในเดือนมกราคม 2025
งานออกแบบโดย Hugo Toro เริ่มจากเรื่องราวของ ‘Lady M.’ ตัวละครหญิงชาวอังกฤษที่ถูกสร้างขึ้นมาให้เสมือนเป็นเจ้าของบ้านและคอยต้อนรับแขก แต่แทนที่จะสร้าง English Club แบบย้อนยุคตรงๆ Toro ผสมสถาปัตยกรรมแบบ Victorian เข้ากับรายละเอียดที่ได้แรงบันดาลใจจากทะเล ทั้งลายปะการัง หินอ่อนสีชมพูและเขียวน้ำทะเล กระจก Murano งานไม้เคลือบเงา และโคมไฟสั่งทำ โดยพื้นที่ต่างๆ ถูกจัดวางรอบบาร์ทรงประติมากรรมตรงกลาง ตั้งแต่ Seafood Bar, Private Lounge ไปจนถึงเวทีดนตรี
อีกมุมสนุกคือ Toro ออกแบบแทบทุกอย่างขึ้นมาเฉพาะสำหรับร้าน ตั้งแต่เฟอร์นิเจอร์ แสง ไปจนถึงมือจับประตู และยังสร้าง Cabinet of Curiosities ของ Lady M. ที่เต็มไปด้วยหนังสือและวัตถุสะสมต่างๆ เอาไว้ในร้านด้วย ผลลัพธ์จึงเหมือนบ้านของตัวละครสมมติมากกว่าร้านอาหารธีมอังกฤษ และบรรยากาศก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตั้งแต่มื้อเช้า Afternoon Tea ไปจนถึงดินเนอร์และเครื่องดื่มช่วงค่ำ
Location: 5 Place Princesse Gabriella ย่าน Mareterra ประเทศโมนาโก
Open: เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 07.30-23.00 น.
Contact: Marlow
Map: https://maps.app.goo.gl/Nc7vemtcGcBs8N9P6

Lucia
แทนที่จะหยิบภาพทะเล หาดทราย หรือต้นปาล์มมาเล่าเรื่องแคริบเบียนแบบตรงๆ Lucia ร้าน Afro-Caribbean ในย่าน Fairfax ของลอสแอนเจลิส เลือกย้อนกลับไปหาบรรยากาศของ Jazz-age Supper Club ใน Harlem และโรงแรมแคริบเบียนช่วงกลางศตวรรษที่ 20 แล้วนำสองโลกมาผสมกัน จนออกมาเป็นร้านที่มีทั้งความ Tropical และ Mid-century Glamour อยู่พร้อมกัน
งานออกแบบโดย Preen Inc. ใช้สีเขียวคอรัล ลายผ้า Tropical รูปทรงเปลือกหอย และประติมากรรมต้นปาล์มเป็นภาษาหลักของพื้นที่ ตรงกลางเป็นบาร์ Terrazzo สีขาวขนาดใหญ่ ขณะที่โต๊ะบางส่วนถูกซ่อนอยู่ในซุ้มทรงโค้งคล้ายเปลือกหอย ช่วยสร้างพื้นที่ส่วนตัวเล็กๆ ภายในห้องอาหารที่ค่อนข้างมีชีวิตชีวา ภาพรวมจึงไม่ได้พยายามจำลองเกาะในแคริบเบียน แต่เหมือนหยิบรายละเอียดจากวัฒนธรรมเหล่านั้นมาสร้างโลกใหม่ขึ้นกลางลอสแอนเจลิส
อีกองค์ประกอบที่สำคัญพอๆ กับอินทีเรียร์คือ ดนตรี เพราะ Lucia วาง DJ ไว้หลังหน้าต่างกระจกรมควันของครัว เปิดทั้ง Rap, Hip-hop และเพลงจากศิลปินผิวดำตลอดช่วงให้บริการ ทำให้เสียงไม่ได้เป็นเพียง Background Music แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบประสบการณ์ในร้านไปพร้อมกับแสง สี และอาหาร Afro-Caribbean
Location: 351 N Fairfax Avenue ย่าน Fairfax กรุงลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา
Open: เปิดให้บริการวันพุธ-อาทิตย์ เวลา 18.00-00.00 น. (วันจันทร์และอังคารเปิดสำหรับ Private Event เท่านั้น)
Contact: Lucia
Map: https://maps.app.goo.gl/7jbeGfVAkHbrRywp8

Monsieur Dior by Dominique Crenn
หลังจากมี Monsieur Dior ที่ปารีสและปักกิ่ง คราวนี้ Dior พาร้านอาหารของตัวเองมาถึง Rodeo Drive โดยเปิด Monsieur Dior by Dominique Crenn บนชั้น 3 ของ House of Dior Beverly Hills และเป็นร้านอาหาร Dior แห่งแรกในสหรัฐอเมริกา ความต่างของสาขานี้คือการนำโลกแบบ Parisian ของ Dior มาเจอกับความสบายและแสงแดดแบบแคลิฟอร์เนีย โดยมี Peter Marino เป็นคนออกแบบทั้งอาคารและพื้นที่ร้านอาหาร
สีเขียวกลายเป็นหนึ่งในภาษาหลักของร้าน ตั้งแต่ผนัง เฟอร์นิเจอร์ ไปจนถึงพื้นที่ Terrace ที่เปิดออกไปเห็นต้นปาล์มบน Rodeo Drive ขณะที่ด้านในมีภาพวาด Gardens of Courances ของ Nicole Wittenberg เป็นจุดนำสายตา สีสันทั้งหมดอ้างอิงกลับไปยังสวนของ Château de La Colle Noire บ้านพักของ Christian Dior ในแคว้นโพรวองซ์ ส่วนบริเวณบาร์ใช้ Ebony และ Onyx วางอยู่ใต้เพดานประติมากรรมรูปกลีบกุหลาบสีขาว ทำให้เรื่องของดอกไม้และสวนที่ Christian Dior ชื่นชอบปรากฏอยู่ทั่วพื้นที่โดยไม่ต้องเล่าผ่านลายดอกไม้ตรงๆ
ส่วนอาหารอยู่ในมือของ Dominique Crenn เชฟแห่ง Atelier Crenn ผู้เป็นเชฟหญิงคนแรกในสหรัฐฯ ที่ได้รับ 3 ดาวมิชลิน โดยเธอหยิบทั้งแฟชั่นอาร์ไคฟ์ของ Dior ความทรงจำเกี่ยวกับ Hollywood และวัตถุดิบตามฤดูกาลของแคลิฟอร์เนียมาเป็นจุดตั้งต้นของเมนู ทำให้ร้านนี้ไม่ได้เป็นเพียงร้านอาหารที่อยู่ในแฟลกชิปแฟชั่น แต่เป็นอีกพื้นที่ที่พยายามแปลภาษาของ Dior จากเสื้อผ้าและกูตูร์ออกมาเป็นทั้งอาหาร ศิลปะ และอินทีเรียร์
Location: ชั้น 3 ภายใน House of Dior Beverly Hills เลขที่ 323 North Rodeo Drive เมือง Beverly Hills รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา
Open: เปิดให้บริการอาทิตย์-อังคาร สำหรับร้านอาหารเวลา 11.30-15.00 น. / พุธ-พฤหัสบดี เวลา 11.30-15.00 น. และ 17.00-21.00 น. / ศุกร์ เวลา 11.00-21.00 น. / เสาร์ เวลา 10.00-21.00 น.
Contact: Monsieur Dior by Dominique Crenn
Map: https://maps.app.goo.gl/fBc9wSDWAyxpAVKM7

Mottai
ถ้ามองจากภายนอก Mottai อาจเป็นร้านอาหารญี่ปุ่นร่วมสมัยอีกแห่งในไมอามี แต่เมื่อเข้าไปด้านในจะเห็นว่างานออกแบบไม่ได้เลือกความมินิมัลแบบญี่ปุ่นมาใช้ตรงๆ ร้านหยิบแนวคิด French Japonisme หรือช่วงเวลาที่ศิลปะญี่ปุ่นเข้าไปมีอิทธิพลต่อโลกตะวันตก มาตีความใหม่ผ่านงานของ Saladino Design Studios จนพื้นที่มีทั้งความเนี้ยบแบบญี่ปุ่นและรายละเอียดแบบยุโรปอยู่ด้วยกัน
ตรงกลางร้านเป็น Open Sushi Bar ที่วางอยู่ใต้โครงสร้างคล้าย Canopy ทำให้การเตรียมซูชิกลายเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่และมองเห็นได้จากหลายมุม รอบๆ ใช้โต๊ะหินอ่อน เบาะกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้ม เฟอร์นิเจอร์ทรงโค้ง และผนังปูนแกะสลักรูปนกกระเรียนสีขาวมาช่วยลดความแข็งของเส้นสาย ส่วนระบบไฟถูกออกแบบให้เปลี่ยนอารมณ์ของร้านไปตามเวลา จากพื้นที่ค่อนข้างสว่างในช่วงกลางวันไปสู่บรรยากาศที่เข้มขึ้นสำหรับมื้อเย็น
ฝั่งอาหารก็ใช้วิธีคิดคล้ายกัน คือไม่ได้ยึดความเป็นญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมทั้งหมด เชฟ Brian Nasajon วางพื้นฐานเมนูไว้บนเทคนิคญี่ปุ่น แต่ปรับให้เข้ากับวัตถุดิบและวัฒนธรรมการกินของ South Florida ตั้งแต่ Sushi และ Sashimi ไปจนถึงจานสำหรับแชร์และอาหารจากเตาย่าง จึงทำให้ Mottai เป็นร้านที่มีความเป็นญี่ปุ่นชัด แต่ยังอ่านออกว่าเกิดขึ้นในไมอามี ไม่ใช่ร้านที่ถูกยกมาจากโตเกียวทั้งชุด
Location: ภายใน The Plaza เลขที่ 2881 Ponce de Leon Boulevard เมือง Coral Gables รัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา
Open: เปิดให้บริการทุกวัน วันจันทร์-ศุกร์ มื้อกลางวัน เวลา 11.30-14.30 น. / อาทิตย์ เวลา 12.00-15.00 น. / มื้อเย็น อังคาร-พฤหัสบดี เวลา 17.30-22.00 น. และศุกร์-เสาร์ เวลา 17.30-23.00 น.
Contact: Mottai Miami
Map: https://maps.app.goo.gl/7egeLaxQFgpxGUym8

Amura by Ángel León
เคปทาวน์เป็นเมืองที่มีทะเลอยู่ในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว และ Amura by Ángel León ก็เลือกหยิบโลกใต้ผิวน้ำนั้นเข้ามาไว้ในร้าน โดยเฉพาะภาพของ Kelp Forest หรือป่าสาหร่ายเคลป์ที่พบตามชายฝั่งของเมือง ร้านตั้งอยู่ภายใน Mount Nelson โรงแรมเก่าแก่ของเคปทาวน์ โดยเข้ามาแทนที่พื้นที่เดิมของ Planet Room และ Cape Colony Restaurant
งานอินทีเรียร์โดยสถาปนิกชาวแอฟริกาใต้ Tristan du Plessis จึงเต็มไปด้วยสีเขียวเข้ม งานไม้ และรายละเอียดบรอนซ์ที่ชวนให้นึกถึงบรรยากาศใต้ทะเล แต่ไม่ได้ไปถึงขั้นสร้างร้านให้กลายเป็นธีมใต้น้ำ ตรงกลางเป็น Open Kitchen ที่เปิดให้เห็นการทำงานของเชฟ และทำหน้าที่เหมือนเวทีหลักของห้องอาหาร ขณะที่งานออกแบบยังแทรกกลิ่นอายของเรือเดินสมุทรยุคเก่าเข้าไป ทำให้พื้นที่มีทั้งความมืด ขรึม และความเป็น Old-world อยู่พร้อมกัน
เรื่องของทะเลยังต่อไปถึงอาหาร เพราะนี่คือร้านนอกประเทศสเปนแห่งแรกของ Ángel León เชฟจาก Aponiente ร้าน 3 ดาวมิชลินในกาดิซ ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องการทำอาหารจากวัตถุดิบทางทะเล ที่ Amura เขานำวิธีคิดนั้นมาเจอกับวัตถุดิบจากชายฝั่งแอฟริกาใต้ ตั้งแต่ปลาและอาหารทะเล ไปจนถึงสาหร่ายและแพลงก์ตอน จึงเป็นอีกกรณีที่คอนเซปต์ของร้านไม่ได้หยุดอยู่แค่งานอินทีเรียร์ แต่เชื่อมต่อไปถึงสิ่งที่อยู่บนจานด้วย
Location: ภายใน Mount Nelson, A Belmond Hotel เลขที่ 76 Orange Street ย่าน Gardens เมือง Cape Town ประเทศแอฟริกาใต้
Open: เปิดให้บริการทุกวันอังคาร-เสาร์ มื้อกลางวัน เวลา 12.30-15.00 น. และมื้อเย็น เวลา 18.30-23.00 น.
Contact: Amura by Ángel León
Map: https://maps.app.goo.gl/qLpWYbx6Q8US1QnHA
ภาพ: Courtesy of Restaurants

