บ่อยครั้งที่หลายเมืองเลือกพัฒนาโดยรื้อของเก่าทิ้งเพื่อสร้างสิ่งใหม่ แต่โครงการฟื้นฟูย่านเมืองเก่ารอบ Longxing Temple ในเมืองเผิงโจว นครเฉิงตู ประเทศจีน เลือกเดินในทิศทางตรงกันข้าม ด้วยการทำให้วัดพุทธโบราณที่ยืนหยัดมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์จิ้นตะวันออกเมื่อ 1,600 ปีก่อน กลับมาเป็นศูนย์กลางของชีวิตคนเมืองอีกครั้ง
นี่เป็นผลงานของ BIAD (Beijing Institute of Architectural Design) ASA Studio ที่ไม่ได้มองว่าวัดเป็นเพียงโบราณสถานที่ต้องแยกออกจากความเจริญของเมือง แต่เลือกใช้แนวคิดทางพุทธศาสนาเป็นแรงบันดาลใจในการวางผังขนาดกว่า 157,768 ตารางเมตร โดยให้วัดหลงชิงเป็นหัวใจของโครงการ ก่อนจัดวางพื้นที่สาธารณะและกิจกรรมของเมืองให้แผ่ขยายออกไปรอบวัดอย่างเป็นระบบ
- ทิศเหนือ พิพิธภัณฑ์สำหรับจัดแสดงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม
- ทิศใต้ ลานกิจกรรมสาธารณะกว้างขวาง เปิดรับการใช้งานของชุมชนและคนเมือง
- ทิศตะวันออก การเปลี่ยนผ่านพื้นที่โรงงานร้างเดิมให้กลายเป็นสวนสาธารณะสีเขียว
- ทิศตะวันตก เนรมิตภูมิทัศน์ทางน้ำรอบวัด เผยภาพสะท้อนอันสงบนิ่งจนเกิดเป็นบรรยากาศ ‘Temple in the Lake’ ที่ร้อยเรียงเงาสะท้อนของประวัติศาสตร์ สายน้ำ และเมืองเข้าไว้ด้วยกัน



นอกจากการจัดวางพื้นที่ใหม่ โครงการยังให้ความสำคัญกับรายละเอียดทางสถาปัตยกรรมที่เชื่อมโยงอดีตเข้ากับปัจจุบัน สถาปนิกหยิบรูปทรงหลังคาลาดเอียงซึ่งเคยเป็นเอกลักษณ์ของย่านการค้าเผิงโจวในช่วงทศวรรษ 1990 มาตีความใหม่ กลายเป็นพื้นที่สาธารณะบนชั้นหลังคาที่เชื่อมต่อถึงกันด้วยทางเดินลอยฟ้า เปิดมุมมองใหม่ให้ผู้คนได้เดินชมเมืองและมองเห็นวัดจากระดับที่แตกต่างออกไป
ขณะเดียวกัน Longxing Street ถนนสายประวัติศาสตร์ที่มีมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ชิง ก็ยังคงรักษาแนวถนนและสัดส่วนดั้งเดิมเอาไว้ทั้งหมด โดยเลือกใช้วิธีออกแบบพื้นที่ต่างระดับ เพื่อให้องค์ประกอบใหม่ไม่บดบังทัศนียภาพของย่านเก่า และทำให้ทั้งสองยุคสมัยเชื่อมต่อกันอย่างเป็นธรรมชาติ



สิ่งที่ทำให้วัดนี้โดดเด่นจึงไม่ใช่เพียงการบูรณะวัดหรือสร้างแลนด์มาร์กแห่งใหม่ หากเป็นการคืนบทบาทให้ประวัติศาสตร์กลับมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ผู้คนสามารถเดินเล่นบนทางเดินลอยฟ้า พักผ่อนริมสระน้ำ หรือใช้เวลาบนถนนสายประวัติศาสตร์ได้โดยที่วัดยังคงทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของเมืองเช่นเดียวกับเมื่อหลายร้อยปีก่อน
ในวันที่หลายเมืองทั่วโลกกำลังเผชิญโจทย์ว่าเราจะพัฒนาอย่างไรโดยไม่สูญเสียตัวตน โครงการนี้อาจเป็นหนึ่งในคำตอบที่น่าสนใจ เพราะแสดงให้เห็นว่า การพัฒนาเมืองไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการลบอดีตเสมอไป บางครั้งการออกแบบให้ประวัติศาสตร์ยังคงมีชีวิตอยู่ร่วมกับผู้คน ก็อาจเป็นรูปแบบของความร่วมสมัยที่ทรงคุณค่าที่สุด


ภาพ: Arch-Exist

