ถ้าหากเราจะพูดถึงอาหารเหนือในกรุงเทพฯ แน่นอนว่าชื่อของ ‘อองตอง’ คงติดท็อปลิสต์ในใจใครหลายคน และเป็นร้านที่อยู่คู่ย่านอารีย์มาหลายปี จนในที่สุดกลางปีที่แล้วเชฟท็อปก็เปิดโปรเจกต์ ‘ดินเน้อ’ ที่พาเราไปรู้จักอาหารเหนือให้ลึกซึ้งกว่าเดิม คำว่า ‘ดินเน้อ’ ก็เป็นการเล่นคำระหว่าง Dinner กับคำว่า ‘เน้อ’ ในภาษาเหนือที่หมายถึงกริยาการหยิบข้าวเหนียวมาจิ้มน้ำพริกหรือแกง
ซึ่งความตั้งใจของเชฟท็อป – ดุลยวิทย์ ขุ่ยอาภัย คือการเนรมิตมื้อเย็นบนตึกแถวชั้นสองให้กลายเป็น Chef’s Table ที่มีกลิ่นอายของความคิดถึงบ้าน โดยหยิบเอาเมนูรสมือคุณยายที่เคยทานตอนเด็กและสูตรอาหารเก่าแก่ที่ส่งต่อกันมา ปรุงด้วยวัตถุดิบที่ส่งตรงจากเชียงใหม่มาเล่าใหม่แบบจานต่อจาน เพื่อให้คนเมืองแบบเราได้เข้าใจว่าอาหารเหนือแท้ๆ นั้นมีมิติและเรื่องราวมากกว่าที่เคยสัมผัส



The Vibe
เสน่ห์ของที่นี่เลยคือบรรยากาศที่ถูกออกแบบมาให้เรียบง่ายและเป็นกันเอง คล้ายการล้อมวงกินข้าวแบบสำรับตามธรรมเนียมบ้านของเชฟ พื้นที่ของร้านถูกจัดสรรให้รองรับการมาเป็นคู่และกลุ่ม โดยเฉพาะแก๊งเพื่อนประมาณ 4 คน จะเป็นจำนวนที่พอเหมาะกับการแชร์สำรับอาหารชุดใหญ่ร่วมกัน และเป็นช่วงเวลาที่จะได้พักจากความวุ่นวายของอารีย์ แล้วมานั่งฟังเชฟเล่าเรื่องวัตถุดิบแต่ละชนิดที่คัดสรรมาอย่างตั้งใจ


The Taste
รายการอาหารในหนึ่งสำรับจะประกอบด้วย 10 เมนูหลักที่หลากหลายและหาทานยากในร้านทั่วไป เริ่มต้นมื้อด้วยสไตล์พื้นบ้านกับ ‘ปูอ๋อง’ รสเข้มข้นที่เสิร์ฟคู่กับ ‘ข้าวเหนียวจี่’ มีความหอมกรุ่น เป็นรสชาติวัยเด็กที่เราโหยหา


ตามต่อด้วย ‘ยำมะม่วง’ แบบโบราณที่ใส่กุ้งแห้ง รสเค็มหวานกำลังดี ทานคู่กับ ‘ข้าวแคบ’ แผ่นแป้งทอดกรอบที่ช่วยเปิดต่อมรับรสได้เป็นอย่างดีก่อนเข้าสู่สำรับใหญ่

ต่อกันที่ไฮไลต์อย่างชุด ‘ดาข้าว’ ซึ่งคำว่าดาข้าวหมายถึงการตระเตรียมสำรับกับข้าวชุดใหญ่คล้ายขันโตกที่เราคุ้นเคย เชฟท็อปยกมาเสิร์ฟแบบจัดเต็มทั้ง น้ำพริกอ่อง น้ำพริกหนุ่ม รสชาติดั้งเดิม และน้ำพริกงานปยาเยเจ่อ หรือ น้ำพริกพม่า เคียงมาด้วยของทอดสารพัดอย่างทั้ง หน่ออั่ว ที่นำหน่อไม้มาไส้หมูสับทอด จิ้นแดง หรือก็คือเนื้อแดดเดียว ซี่โครงทอด และแคบหมู พร้อมผักลวกที่ทานคู่กับข้าวเหนียวเขี้ยวงูแล้วมันหยุดไม่ได้จริงๆ
ความสนุกยังไม่จบเพียงแค่นั้น เพราะยังมีเมนูพื้นบ้านที่หาทานรสชาติแบบนี้ได้ยากในกรุงเทพฯ อย่าง ‘คั่วโฮะ’ ที่ผัดจนเครื่องแกงและวุ้นเส้นเข้าเนื้อกันดี กลิ่นหอมสมุนไพรป่าฟุ้งกระจายในทุกคำที่ตักทาน เป็นจานที่กินได้เพลินจนหมดจานไม่รู้ตัว

‘ตำมะหนุน’ หรือ ผัดขนุน เนื้อขนุนชิ้นพอดีผัดกับเครื่องเทศจนได้รสสัมผัสนัวและกลมกล่อมตามแบบฉบับล้านนาแท้ โรยด้วยแคบหมูกรอบๆ

และเมนูที่เชฟหยิบวัตถุดิบพรีเมียมมาตีความใหม่ได้อย่างน่าสนใจ ‘ต้มส้มปลากะพงใบมะกรูด’ ที่ให้รสเปรี้ยวสดชื่นจากสมุนไพร ช่วยตัดเลี่ยนและซดคล่องคอได้อย่างพอดิบพอดี

‘ฮังเลกุ้งแม่น้ำ’ เชฟเลือกใช้กุ้งตัวโตเนื้อแน่นเด้งสู้ฟัน อาบด้วยซอสแกงฮังเลรสเข้มข้นถึงใจ หอมกลิ่นเครื่องเทศที่เคี่ยวมาจนงวดซึมลึกเข้าสู่ตัวเนื้อกุ้ง

จานที่สายเนื้อต้องเลิฟอย่าง ‘สเต๊กลาบเมืองเนื้อพิคานย่าย่าง’ ที่นำเนื้อส่วนสะโพกด้านบนสุดมาปรุงด้วยเครื่องลาบเหนือรสจัดจ้าน หอมกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ทานคู่กับผักเคียง เป็นคำที่ติดอยู่ในปากเราไปสักพัก

และปิดท้ายดินเน้อด้วยของหวานสุดสร้างสรรค์ที่ชื่อว่า ‘ไอติมชู้ลาบ’ เมนูที่หยิบเอาผักเคียงคู่บุญของลาบเหนืออย่าง ‘ผักแพว’ มาทำเป็นเจลาโต ซึ่งให้รสชาติแปลกใหม่และน่าอัศจรรย์ เพราะกลิ่นเฉพาะตัวของผักแพวให้ความรู้สึกคล้ายกับ ช็อกโกแลตมินต์ มีความเย็นเบาๆ ที่ปลายลิ้น เสริมรสด้วยซอสสตรอว์เบอร์รีเปรี้ยวอมหวานและช็อกโกแลตชิป กลายเป็นของหวานปิดมื้อที่รีเฟรชร่างกายได้อย่างยอดเยี่ยมและทิ้งทวนให้เราคิดถึงเชียงใหม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ



Good for
ใครที่อยากลองอาหารเหนือในมุมที่จริงจังขึ้นแต่ยังคงความอบอุ่น หรือใครที่กำลังหาที่แฮงเอาต์กับกลุ่มเพื่อนแบบได้ทานของอร่อยและได้ความรู้เรื่องอาหารไปพร้อมๆ กัน ในบรรยากาศที่เป็นกันเอง บอกเลยว่าต้องรีบจองก่อนโต๊ะก่อนที่จะเต็มนะ เพราะเปิดแค่ศุกร์ เสาร์เท่านั้น
A Table by Ongtong ‘ดินเน้อ’
Address: ชั้น 2 ตึกเดียวกับร้านอองตอง ข้าวซอย สาขาอารีย์
Open: เปิดให้บริการเฉพาะวันศุกร์ และ วันเสาร์ เวลา 19.00 น.
Contact: Dinner by Ongtong
Budget: ราคา 2,000 บาท สำหรับ 2 ท่าน / ราคา 3,800 บาท สำหรับ 4 ท่าน

