กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2026 ลงเหลือ 1.5% จากเดิม 1.6% (ในประมาณการเมื่อเดือนมกราคม) นับเป็นอัตราการเติบโต ต่ำที่สุดในอาเซียน และต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างมีนัยสำคัญ โดย เวียดนาม 7.1%, อินโดนีเซีย 5%, มาเลเซีย 4.7%, ฟิลิปปินส์ 4.1%, สิงคโปร์ 3.5%, รวมถึง กัมพูชาและลาวราว 4% และ เมียนมา 3%
ในด้านเงินเฟ้อ IMF คาดไทยอยู่ที่เพียง 0.9% ซึ่งต่ำกว่าการประเมินของหน่วยงานเศรษฐกิจในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ โดย สภาพัฒน์ (สศช.) มองว่าเงินเฟ้ออาจเร่งขึ้นในกรอบ 2.7–5.8% ภายใต้หลายฉากทัศน์จากสงครามตะวันออกกลาง ขณะที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย ประเมินอยู่ที่ 2.5–3.5%
IMF ชี้ว่า ประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาและรายได้ต่ำ จะได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นและพื้นที่นโยบายที่จำกัด ขณะที่ประเทศผู้ส่งออกพลังงานเองก็ไม่ได้ปลอดภัย เนื่องจากต้องเผชิญความเสี่ยงด้านโครงสร้างพื้นฐาน การผลิต และการส่งออกที่สะดุด
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ยังได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2026 ลงเหลือ 3.1% จาก 3.3% เมื่อต้นปี ท่ามกลางแรงกระแทกใหม่จากสงครามในตะวันออกกลางที่กำลังสั่นคลอนตลาดพลังงาน เงินเฟ้อ และเสถียรภาพการเงินโลก พร้อมเตือนว่า หากความขัดแย้งยืดเยื้อ โลกอาจเผชิญ “วิกฤตพลังงานรอบใหม่” ซ้ำรอยปี 2022
การแถลงดังกล่าวมีขึ้นในการประชุมสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ภาคฤดูใบไม้ผลิ ประจำปี 2026 วันที่ 13-18 เมษายน 2026 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา โดยมีวาระสำคัญครอบคลุมแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ความเสี่ยงด้านพลังงาน การขจัดความยากจน และเสถียรภาพทางการเงิน ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงอยู่ในระดับสูง
ทั้งนี้ ประเทศไทยมีกำหนดเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม Annual Meetings ของ IMF และธนาคารโลก ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2026 ณ กรุงเทพมหานคร ซึ่งถือเป็นเวทีเศรษฐกิจโลกสำคัญที่รวบรวมรัฐมนตรีคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง และผู้นำภาคธุรกิจจากทั่วโลก โดยการเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นโอกาสสำคัญในการสะท้อนบทบาทของไทยบนเวทีเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางความท้าทายด้านการเติบโตและเสถียรภาพเศรษฐกิจที่กำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด

