×

สำรวจทุกโมเมนต์สำคัญของ แก้ว ณัฐรุจา จากวันที่ร้องเพลงไม่ได้ สู่ ‘DEAR YOU’ ผลงานอัลบั้มแรกในชีวิต

09.11.2022
  • LOADING...
DEAR YOU

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 13 กันยายนที่ผ่านมา ท่ามกลางวันที่สุดแสนธรรมดา หญิงสาวชื่อว่า แก้ว-ณัฐรุจา ชุติวรรณโสภณ หนึ่งในสมาชิกรุ่นบุกเบิกของ BNK48 ได้ออกมาไลฟ์ผ่านแอปพลิเคชัน iAM48 พบปะแฟนคลับอันเป็นธรรมเนียมตามปกติที่ไอดอลของวงนี้ทำกัน เพื่อสื่อสารและพูดคุยกับแฟนคลับของแต่ละคน

 

ทว่าช่วงหนึ่งของไลฟ์ในคืนนั้น แก้วได้แง้มสปอยล์เล็กๆ ถึงผลงานส่วนตัวด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มตลอดเวลา สิ่งนั้นคือ ‘คอนเสิร์ตเดี่ยว’ ที่เธอใช้วิธีตะล่อมถามแฟนคลับเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ นานา ซึ่งเป็นที่เข้าใจได้ว่าเธอกำลังจะมีผลงานเดี่ยวออกมาเร็วๆ นี้อย่างแน่นอน

 

ทุกอย่างมาเฉลยในงานแถลงข่าว We Talk To You: Independent Records หรืองานเปิดตัวค่ายเพลง Independent Records โดยแก้วจะไม่ได้มีแค่ซิงเกิลเดี่ยวเพียงอย่างเดียว แต่เธอเปิดตัวมาด้วยการเสิร์ฟ EP Album DEAR YOU รวดเดียว 4 เพลง ให้แฟนคลับได้รอติดตามผลงาน พ่วงด้วย Kaew Natruja “Dear You” Concert คอนเสิร์ตเดี่ยวที่จะมีขึ้นในวันที่ 27 พฤศจิกายนนี้

 

และเนื่องในโอกาสพิเศษที่พี่สาวคนโตแห่งรั้ว BNK48 จะมีผลงานเดี่ยวชิ้นโบแดง THE STANDARD POP ไม่พลาดที่จะชวนแก้วมาพูดคุยถึงผลงานใหม่ที่เธอภูมิใจนำเสนอเป็นอย่างมาก รวมถึงทบทวนเรื่องราวชีวิตในรั้ว BNK48 ที่ทำให้เธอตกหลุมรักการร้องเพลง และกลายเป็นแก้วผู้เป็นที่รักของแฟนคลับอย่างในวันนี้

 

 

‘DEAR YOU’ อัลบั้มเดี่ยวแรกในชีวิตของแก้ว 💖

แก้ว: อัลบั้มนี้มีชื่อว่า DEAR YOU มีคอนเซปต์เป็นโรแมนติกแบบ 100 เปอร์เซ็นต์ ชื่ออัลบั้มนี้อิงจากนิสัยส่วนตัวที่แก้วเป็นคนอินกับการอ่านจดหมายอยู่แล้ว เป็นคนชอบเขียน ชอบอ่าน ส่วนตัวรู้สึกว่าเวลาได้อ่านจดหมายมันลึกซึ้งมากกว่าการอ่านข้อความจากการพิมพ์ ก็เลยนึกถึงการเขียนจดหมายถึงใครสักคน เมื่อเวลาเราจ่าหน้าซองหรือเปิดหัวจดหมายเราจะขึ้นต้นด้วย Dear ก็เลยเป็นที่มาของคำว่า ‘Dear You’ เป็นอัลบั้มที่บอกเล่าเรื่องราวถึงใครสักคนหรือแด่ใครสักคนในอนาคต

 

จากต้นความคิดที่จะเขียนเพลงอกหัก ไฉนถึงกลายเป็นโรแมนติก?

แก้ว: แก้วมีความพยายามที่จะแต่งเพลงแนวอกหักมาสักพักแล้ว แต่มันทำไม่ได้ ซึ่งมันไม่ใช่ว่าเราเป็นคนไม่เคยอกหักหรือเป็นคนไม่เศร้า แต่โดยพื้นฐานเราไม่ได้เป็นคนเศร้ากับเรื่องความรักอะไรขนาดนั้น มันเลยไม่มีเรื่องในใจที่จะถูกยกมาเป็นสตอรีให้เขียนเพลงได้ 

 

ผลลัพธ์คือแก้วทำไม่ได้ ครูเลยแนะนำให้เราหาประเด็นสักอย่างมาเล่าเรื่องในแบบของเรา แก้วเลยคิดว่า ถ้าเป็นอย่างนั้นอัลบั้มแรกก็ให้เป็นเรื่องของความรักเชิงบวกแบบที่ไม่มีเรื่องเศร้ามาปนอยู่ในนั้นเลย ตัวเราเป็นผู้หญิงแบบไหนก็หาคำตอบให้ตัวเองผ่านท่วงทำนองของเพลง

 

และแก้วเป็นคนที่มีประโยคคำพูดน่ารักๆ ในคลังคำศัพท์เยอะ ครูบอกว่าแก้วเป็นคนโรแมนติก สุดท้ายก็เลยได้เป็นคอนเซปต์อัลบั้มนี้มาว่า ‘ถึงเธอคนนั้น…และฉันที่เป็นผู้หญิงโรแมนติก

 

ทำไมอยากเขียนเพลงเศร้า?

แก้ว: แก้วรู้สึกว่าเวลาเราร้องเพลงเศร้าเราร้องได้ดี เข้าถึงอารมณ์เพลงพอสมควร เวลาแก้วร้องเพลงให้แฟนคลับฟังในไลฟ์และเพลงนั้นเป็นเพลงเศร้า แฟนคลับจะมีคอมเมนต์ประมาณว่า ‘ขอทิชชูให้โต๊ะ 4 ด้วยค่ะ’ มันทำให้แก้วรู้สึกว่า ‘เฮ้ย เราก็สามารถเป็นผู้ถ่ายทอดได้ดีเหมือนกันนะ’ 

 

และด้วยความที่เราไม่รู้ว่าอัลบั้มแรกของศิลปินโดยทั่วไปแล้วต้องมีเพลงหลากหลายแนวหรือเปล่า ต้องมีรักปนเศร้าด้วยหรือเปล่า เลยทำให้รู้สึกว่าอยากจะมีเพลงอกหักอยู่ในอัลบั้มด้วย แล้วก็อยากจะลองแต่งเองด้วย ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ท้าทายตัวเองว่าเราจะมีคำพูดหรือเนื้อร้องและทำนองแบบไหนไปนำเสนอให้แฟนคลับฟัง ถ้าเราจะได้ทำเพลงแนวนี้จริงๆ ก็เลยอยากจะลองแต่ง แต่เราก็ยังทำไม่ได้จนถึงทุกวันนี้ เพราะเราไม่รู้จะสาธยายความรู้สึกเหล่านั้นอย่างไร

 

อนาคตจะได้ฟังเพลงเศร้าจากแก้ว ณัฐรุจา?

แก้ว: มี! ยังไงก็ต้องมี เพราะตั้งใจไว้แล้วว่ายังไงก็ต้องทำให้ได้ เพราะแก้วอยากเป็นนักร้องเพลงเศร้า ความฝันของแก้วคือการเล่นเพลงตามบาร์หรือร้านนั่งชิล (หัวเราะ) รู้สึกว่าคนฟังในร้านลักษณะนี้จะอยู่ใกล้กับนักร้อง แล้วส่วนใหญ่ผู้คนจะสนุกกับเพลงที่นักร้องร้องใกล้ๆ แล้วความรู้สึกของผู้คนในร้านจะมีความรู้สึกไปในทิศทางเดียวกัน ถ้าสนุกก็สนุกไปด้วยกัน ถ้าช่วงไหนเล่นเพลงเศร้าก็เศร้าไปด้วยกัน แค่คิดก็น่าสนุกแล้ว

 

 

4 เพลง 4 ความโรแมนติก 

แก้ว: ความพิเศษของ EP Album DEAR YOU คือทั้งสี่เพลงจะเป็นเรื่องราวที่เรียงร้อยต่อกัน โดยทุกเพลงจะมีความโรแมนติกกับสถานการณ์ที่ต่างกันออกไป

 

  • เริ่มจากเพลงที่ 1 อาการชัด ฟีลเหมือนเพิ่งตกหลุมรัก มีอาการต่างๆ ที่มีลักษณะเหมือนคนกำลังมีความรักและตกหลุมรัก แต่เรายังไม่ได้จีบเขา แค่คิดว่ากำลังจะจีบ
  • เพลงที่ 2 คนที่รักเธอมากกว่าฉัน คือฉันในวันพรุ่งนี้ พัฒนาความสัมพันธ์ขึ้นมาเป็นคนรักกันแล้ว และเราก็จะบอกเขาว่าที่ผ่านมาเธออาจเคยเจอคนที่รักเธอน้อยลงทุกวัน แต่คนคนนั้นไม่ใช่ฉัน เพราะฉันคือคนที่รักเธอมากขึ้นทุกวัน 
  • เพลงที่ 3 No One Can Be เป็นความรักที่โตขึ้น เพลงนี้เป็นเพลงที่เราได้บอกกับ พี่ใหม่-กิติวัฒน์ แสงประทีป จากวง No One Else ไปแบบชัดเจนเลยว่า ‘ขอเพลงที่ไว้เปิดในงานแต่งงาน’ ตัวเพลงจะสื่อว่าไม่มีใครแทนอ้อมกอดของเธอได้ เพราะเธอคือสิ่งที่ดีที่สุดในโลกสำหรับฉัน 
  • เพลงที่ 4 ไม่คิดไม่ไหว เป็นเพลงที่ได้ ครูแมน-ตนุภพ โนทยานนท์ แต่งไว้นานมากแล้ว ซึ่งแก้วมีโอกาสได้ฟังแล้วรู้สึกชอบ ครูแมนบอกกับแก้วไว้ 2-3 ปีที่แล้วว่าถ้าวันหนึ่งแก้วได้ทำเพลง เขาจะยกเพลงนี้ให้เป็นเพลง ไม่คิดไม่ไหว เวอร์ชัน แก้ว ณัฐรุจา และความพิเศษอีกอย่างของเพลงนี้คือได้ Txrbo มารับหน้าที่แต่งท่อนแรปและร่วมฟีเจอริงด้วย

 

ความต่างของการทำงานในฐานะ ‘ไอดอล vs. ศิลปินเดี่ยว’ 

แก้ว: ถึงเราจะทำงานเพลงตรงนี้มาได้สักระยะหนึ่ง แต่ประสบการณ์ในการเพอร์ฟอร์แมนซ์ในฐานะศิลปินเดี่ยวเราน้อยมากๆ และเพิ่งมีโอกาสโชว์บนเวทีงานเปิดตัวค่ายเพลง Independent Records ครั้งเดียว และวันที่ขึ้นเวทีแก้วก็สัมผัสได้ว่ามันคือคนละศาสตร์ ซึ่งต่างจากการทำหน้าที่ไอดอลมากๆ

 

ผู้คนอาจคิดว่า ‘อยู่วงการมาตั้ง 6 ปี ทำไมขึ้นเวทีคนเดียว ทำตัวกระจอกจังวะ’ แต่ในความเป็นจริงมันคนละเรื่อง การร้องและเต้นไปด้วยแบบ BNK48 ที่เราทำมาตลอด 6 ปี อันนั้นเป็นสิ่งที่พูดได้เต็มปากว่าเราถนัดเพอร์ฟอร์แมนซ์ในแบบนั้นแล้ว 

 

แต่อันนี้คือการนับหนึ่งใหม่ การเป็นศิลปินเดี่ยวไม่ใช่เรื่องการปรับจากการเป็น BNK48 มาเป็นศิลปินเดี่ยวและจะเก่งทันที เราต้องฝึกในพาร์ตศิลปินเดี่ยวด้วยเหมือนกัน เพื่อประสบการณ์ที่มากขึ้น 

 

ที่ผ่านมาเราอาจร้องเพลง 50 เปอร์เซ็นต์ และอีก 50 เปอร์เซ็นต์คือเอนเตอร์เทนด้วยการเต้น คราวนี้เราต้องมาร้องเพลงแบบ 100 เปอร์เซ็นต์ มันทำให้เรารู้ว่าอันนี้ก็คือความท้าทายอย่างหนึ่งที่เราต้องพัฒนาให้ดีขึ้น

 

 

‘ตื่นตระหนก’ นิยามของการขึ้นโชว์สเตจครั้งแรก

แก้ว: ตื่นเต้นมาก ปกติเราจะชินกับการร้องเพลงกับ Backing Track ซึ่งแก้วก็พอร้องได้แล้ว แต่การร้องกับวงที่มีดนตรีเล่นประกบข้างมันคืออีกความรู้สึกที่ยังไม่ค่อยคุ้นเคย

 

แล้วที่ชวนให้ตื่นเต้นไปมากกว่านั้นคือมันเป็นเพลงที่เราแต่งเอง ในหัวแก้วจะมีแต่ความคิดที่ว่า ‘คนดูจะชอบเพลงของเราไหม, เขาจะฟังรู้เรื่องไหมนะ’ การยืนสแตนด์บายหลังเวทีวันนั้นมันเลยเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก ทั้งที่เราร้องเพลงนี้มาหลายรอบมากๆ มันคิดไปต่างๆ นานาว่าถ้าเราเผลอทำท่าทางอย่างนี้มันจะดูเป็นไอดอลมากกว่าศิลปินเดี่ยวไหมนะ, การเล่นเปียโนของเราคนจะว้าวไหม, ถ้าคนบอกว่าไม่เพราะเราจะโอเคไหม มันเป็นความคิดที่ทำให้มีแต่ความกังวลเต็มหัวไปหมด

 

ซึ่งวิธีการควบคุมอารมณ์ของแก้วคือพยายามทำตัวให้สบายๆ มากที่สุด เท่าที่มันจะเป็นไปได้ เพราะตั้งแต่เด็กเวลาที่แก้วตั้งใจทำอะไร บางครั้งผลลัพธ์ที่ได้มันจะออกมาไม่ดี และหลายครั้งแก้วเรียนรู้ว่า วิธีที่ทำให้ตัวเองสามารถแสดงศักยภาพและผลงานออกมาได้ดีที่สุดคือการปล่อยตัวปล่อยใจให้สบายมากที่สุด พยายามไม่กดดันตัวเอง

 

เป็นตัวของตัวเอง = ศิลปินเดี่ยวในอุดมคติของแก้ว 

แก้ว: ถ้าเป็นคนทั่วไปเขาอาจศึกษาว่าแนวทางในการเป็นศิลปินเดี่ยวที่ต้องขึ้นโชว์ร้องเพลงบนเวทีทำกันอย่างไร เวลาเขายืนร้องเพลงเขามักจะทำท่าอย่างไร เขามีวิธีการพูดอย่างไรก่อนเข้าสู่เพลงถัดไป ไปจนถึงการแต่งตัวของเขา 

 

แต่สำหรับแก้วคือไม่ได้ดูสิ่งเหล่านี้เลย ทุกครั้งที่แก้วได้ไปดูคอนเสิร์ตหรือไปดูการแสดงของศิลปิน แก้วจะเน้นไปดูที่ความบันเทิงเฉยๆ จะไม่ได้ไปดูว่าเขาทำตัวกันอย่างไร 

 

แก้วจะไม่ค่อยเห็นใครเป็นแบบอย่างเท่าไร แต่การที่ตัวเราเป็นเราแบบนี้ในบางมุมแก้วก็ไม่ได้คิดว่ามันดีนะ แต่แค่จะรู้ตัวอยู่เสมอว่านี่มันคือตัวตนของแก้วเอง แก้วเลยไม่ได้มีภาพในอุดมคติว่าจะต้องเป็นศิลปินเหมือนใคร แก้วอยากเป็นตัวของแก้วเองที่เก็บเกี่ยวประสบการณ์ไปเรื่อยๆ แล้ววันหนึ่งเราจะไปยืนบนเวทีได้อย่างภาคภูมิใจ โชว์เพอร์ฟอร์แมนซ์ได้อย่างไม่มีความกังวลใจ สบายใจที่จะได้ขึ้นโชว์บนเวทีอย่างมีความสุขในฐานะ แก้ว ณัฐรุจา

 

แฟนเพลงจะได้เห็นอะไรจาก Kaew Natruja “Dear You” Concert

แก้ว: ตอนนี้เรามีเพลงที่ลิสต์ไว้แล้ว แบ่งพาร์ตเรียบร้อยแล้ว วางไว้แล้วว่าแต่ละช่วงจะมีอะไรแบบไหน และมีแขกรับเชิญหลายคนด้วย ตอนนี้อยู่ระหว่างการซ้อม ซึ่งแก้วก็ต้องไปเรียนร้องเพลงเพิ่มเติม 

 

ส่วนเพลงที่จะร้องในคอนเสิร์ต หลักๆ ก็จะเป็นเพลงจากข้างนอก เพราะตัวแก้วจะมีแค่ 4 เพลง แต่คอนเสิร์ตมันควรจะมีเพลงเกือบ 20 เพลง เราเลยมีการหยิบเพลงนอกเข้ามาร้อง ซึ่งแก้วจะไม่เอาเพลงของ BNK48 มาร้อง ไม่อย่างนั้นมันจะเป็นภาพ ‘Kaew BNK48’ มากกว่า ‘แก้ว ณัฐรุจา’

 

ต่อให้แก้วบอกว่าเป็นศิลปินแล้ว แต่พอเพลง BNK48 ดังขึ้น บุคลิกของเราหรือวิธีการร้องมันก็จะเป็นแบบ BNK48 โดยอัตโนมัติ เพราะสิ่งเหล่านี้มันเหมือนอยู่ในสายเลือดเราไปแล้ว มันก็เลยเป็นจุดที่ทำให้แก้วเลือกร้องเพลงข้างนอกดีกว่า ที่สำคัญคืออยากให้คนเห็นภาพใหม่ๆ ของเราด้วย ซึ่งมันจะต่างจากตอน ‘BNK48 A Passage to Fly – Kaew’s First Solo Concert’ 

 

แก้วอยากให้คนที่เข้ามาชมคอนเสิร์ตเห็นว่าศักยภาพของแก้วมันก้าวกระโดดจากครั้งแรกๆ แฟนคลับอาจจะเห็นแล้วว่าเราร้องเพลงเก่งขึ้นเรื่อยๆ แต่กับคอนเสิร์ตครั้งนี้เราอยากทำให้คนดูร้องว้าว ‘แก้วเก่งขึ้นจังเลย’ แก้วอยากให้เขาเห็นพัฒนาการก้าวสำคัญของเรา แก้วเลยตั้งใจกับคอนเสิร์ตนี้มากๆ

 

 

ถัดจากพาร์ตอัปเดตผลงานในฐานะ ‘ศิลปินเดี่ยว’ เราชวนแก้วนั่งไทม์แมชชีนย้อนทบทวนช่วงเวลาในฐานะ ‘Kaew BNK48’ ซึ่งเธอบอกว่าตลอด 6 ปีภายใต้นามสกุล BNK48 ได้รับประสบการณ์บางอย่างที่ไม่ได้พบเจอง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน และมิตรภาพร่วมกับน้องๆ ในวงที่เปรียบเสมือนของขวัญที่ได้รับจากการยืนอยู่จุดนี้

 

BNK48 ทำให้แก้ว…

แก้ว: มันไม่ใช่แค่ BNK48 ที่ให้เรา แต่การทำงานในรูปแบบนี้ต่างหากที่มันมอบประสบการณ์บางอย่างที่ไม่ได้พบเจอในชีวิตประจำวันง่ายๆ ให้กับเรา ตั้งแต่การเอาสังคมขนาดใหญ่มาย่อส่วนไว้ในวง หรือในขณะที่เราเป็นเพื่อนกัน แต่ก็เหมือนเราจะต้องแข่งกัน และสุดท้ายแก้วก็รู้สึกว่ามันไม่เหมือนการแข่งกัน เพราะท้ายที่สุดเราจะยินดีไปกับเพื่อนที่ประสบความสำเร็จเสมอ 

 

ช่วงเวลานี้สอนให้แก้วเข้าใจความเป็นมนุษย์มากขึ้น ทำให้รู้ว่าการที่มนุษย์ทำผิดพลาดมันเป็นเรื่องปกติ มันทำให้เราอ๋อในหลายๆ เรื่อง หรือพูดง่ายๆ คือทำให้เราเข้าใจในสัจธรรมของชีวิตมากขึ้น ทำให้เราเข้าใจคนมากขึ้น ทำให้แก้วรู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมากๆ จากประสบการณ์ที่อยู่ในจุดนี้ ซึ่งถ้าแก้วไม่ได้เข้ามาอยู่ในวง คงไม่มีโอกาสได้เรียนรู้สิ่งเหล่านี้แน่นอน

 

แก้วเคยพยายามเป็นคนน่ารักมากกว่านี้ด้วย สมัยก่อนคิดว่าอยู่วง J-Pop อารมณ์เพลงญี่ปุ่นต้องมีความคิวต์ เราต้องทำตัวน่ารักไหม แต่พอวันเวลาผ่านไปเรื่อยๆ ก็รู้สึกว่าเป็นตัวของเราเองดีกว่า เพราะมันรู้สึกสบายตัวกว่าการฝืนทำอะไรที่มันไม่ใช่เรา และอีกอย่างคือต่อให้ทำก็ทำได้ไม่นาน มันเลยค่อยๆ กลับมาเป็นตัวเอง เป็นแก้วที่มีความสบายและชิลมากในปัจจุบัน 

 

ค้นพบว่าตัวเอง ‘เข้มแข็ง’ กว่าที่คิด!

แก้ว: แก้วคิดว่าแก้วเป็นคนเข้มแข็งมากกว่าที่คิด ในช่วงเวลาที่เราอ่อนแอจนคิดว่าลุกขึ้นมาไม่ไหวแล้ว แต่สุดท้ายเราก็ยังปลุกตัวเองให้ลุกขึ้นมาได้เสมอ เหนือสิ่งอื่นใดสิ่งที่ผลักดันให้แก้วแข็งแกร่งแบบนี้ได้ไม่ได้มีแค่พ่อแม่หรือคนรอบตัว แต่แฟนคลับคือสิ่งสำคัญที่ทำให้รู้สึกว่าเราโชคดีที่ได้เกิดมาเป็นแก้ว ณัฐรุจา ที่รายล้อมไปด้วยผู้คนที่รักเรามากมายขนาดนี้ เขาเป็นคนที่ทำให้เราผ่านวันแย่ๆ มาได้เสมอ

 

 

จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ตกหลุมรักการ ‘ร้อง-เต้น’ 🎶

แก้ว: ตอนเด็กๆ แก้วไม่ร้องเพลงเลย เพราะแก้วรู้สึกว่าแก้วร้องได้ไม่ดี แล้วมักจะชอบโดนแซวว่าร้องเพลงไม่ดี ร้องไม่รู้เรื่อง สิ่งเหล่านี้แหละทำให้เราสูญเสียความมั่นใจมาตลอด ส่วนการเต้นนี่ไม่ต้องพูดถึงเลย (หัวเราะ) แม้ตอนเด็กๆ จะทำกิจกรรมเต้นหรือรำ แต่ถึงตอนนี้ก็ยังเป็นสิ่งที่เราคิดว่ายังทำได้ไม่ดี

 

แต่พอมาอยู่ BNK48 มันต้องทำ แก้วก็ทำเรื่อยๆ ในช่วง 2-3 ปีแรกแก้วรู้สึกว่าตัวเองร้องเพลงไม่ดี ควบคุมตัวเองไม่ได้เลย แต่การเต้นเริ่มรู้สึกว่าดีขึ้นเพราะส่องกระจกมองตัวเองเต้นก็รู้สึกว่า เฮ้ย เราก็เริ่มทำได้ดีนี่หว่า อีกอย่างคือชอบการอยู่บนเวที ก็เลยเริ่มมีความรู้สึกชอบการเต้น เพราะการเต้นอยู่บนเวทีมันได้มองลงไปเห็นผู้คน แล้วเขาเอ็นจอยกับการเต้นของเรา ซึ่งมันทำให้เราโอเค 

 

จากนั้นได้ไปรายการ เพื่อนร่วมทาง ที่ประเทศญี่ปุ่น กับตาหวาน ณ วันนั้นเราได้คุยกับตัวเองว่า แก้ว…เราต้องฝึกร้องได้แล้วนะ (หัวเราะ) ไม่ฝึกร้องไม่ได้แล้ว เพราะมันเป็นงานเพลงที่ร้องกัน 2 คน มันจะมีเสียงเราเข้าไปอยู่ในนั้นแบบชัดเจน เลยเป็นจุดเริ่มต้นที่หันมาพยายามกับการร้องเพลง และเป็นช่วงที่รู้สึกว่าตัวเองร้องเพลงดีขึ้นมาอีกสเตปหนึ่ง พอเริ่มทำได้ก็เลยมีความคิดว่า ‘หรือว่าเราจะเริ่มชอบการร้องเพลง’ 

 

จนได้ไปเป็นแขกรับเชิญใน ‘Once upon a Trai’ ของ พี่บอย-ตรัย ภูมิรัตน ซึ่งได้เล่นเปียโนและร้องเพลงไปด้วย และการได้เห็นรีแอ็กชันของแฟนเพลงที่ฟังเราจากงานนั้นที่เขาชื่นชอบเรา ทำให้ใจฟูแบบสุดๆ หลังจากนั้นก็เลยหันมาร้องเพลงบ่อยขึ้น ในไลฟ์ที่พูดคุยกับแฟนคลับก็ถือโอกาสนั้นเล่นเปียโนด้วย ฝึกร้องเพลงไปด้วย ทุกวันนี้ทั้งร้องและเต้นก็เลยเป็นสิ่งที่เราชอบไปแล้ว

 

เป็น 6 ปีที่ผ่านไปไวมาก เหมือนยังเห็น ‘จ๋า’ ใส่ชุดนักเรียนอยู่เลย

แก้ว: นับจากวันที่เซ็นสัญญา ในช่วง 2-3 ปีแรก พูดตามตรงมันมีบางอย่างที่ทำให้แก้วรู้สึกว่าเราทนต่อไปไม่ไหว คืออยากจบการศึกษาจากวง ซึ่งแก้วพูดกับครูสอนร้องเพลงและครูสอนเต้นว่าไม่ไหวแล้ว ด้วยความที่วงการนี้มันมีบางอย่างที่ไม่ใช่ตัวเรา บางทีก็คิดว่า หรือคน Introvert อย่างเราไม่สามารถเข้าไปอยู่ในนั้นได้ มันเลยเป็นความรู้สึกว่าอยู่ต่อไม่ไหวแล้ว 

 

แต่ก็ยังมีบางอย่างที่ฉุดรั้งให้เราอดทนแล้วยืนหยัดต่อได้ ซึ่งก็คือความรักเพื่อน ความรักพี่น้องในวงของเรา ความอยากจะลองเดินหน้าต่อ สิ่งเหล่านี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผ่านจุดนั้นมาได้ ตอนนั้นที่ยังเหลือเวลา 3 ปีก็คิดนะว่าเราจะไหวไหมอีก 3 ปี เราต้องตายแน่เลย แต่พอผ่านช่วงเวลานั้นมาจนถึงวันนี้ก็รู้สึกเหมือนกันว่าผ่านไปเร็วเหมือนกันนะ เรายังรู้สึกเหมือนเห็นน้องจ๋าใส่ชุดนักเรียนมัธยมอยู่เลย หรือยังเห็นน้ำใสใส่ชุด ม.ปลาย อยู่เลย ทั้งที่วันนี้เขารับปริญญาไปแล้ว 

 

ก่อนแยกย้าย…พี่สาวคนนี้ยังเป็นห่วงน้องๆ อยู่ไหม?

แก้ว: ไม่เลย ในสายตาแก้วไม่มีใครน่าห่วงเลย ทุกคนมีเส้นทางของตัวเองอยู่แล้ว และตลอดช่วงเวลาที่อยู่กับวง ทั้งเราและน้องทุกคนต่างเต็มที่กับการทำหน้าที่ในส่วนนี้ที่สุดแล้ว และเส้นทางที่เราจะออกไปเดินหลังจากนี้คือเส้นทางที่แต่ละคนได้เลือกแล้ว มันไม่เกี่ยวกับว่าใครจะอยากใช้ชีวิตในวงการต่อหรืออยากจะทำอะไร แต่ทุกคนมีเส้นทางที่ตัวเองเลือก ซึ่งแต่ละคนก็ชัดเจนดี แก้วก็ไม่มีอะไรให้ห่วงด้วย ก็รู้สึกยินดีที่ทุกคนจะได้ออกไปใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง

 

จดหมายจากพี่แก้ว…Dear 1st Generation

แก้ว: ขอบคุณน้องๆ ทุกคนที่เหนื่อยด้วยกันมา ตลอด 6 ปีเราได้สร้างสถานที่แห่งหนึ่งร่วมกันมา ดีใจที่ได้อยู่ในบ้านหลังนี้ด้วยกัน หวังว่าทุกคนจะดีใจที่ได้รู้จักพี่ และพี่ก็ดีใจที่ได้รู้จักทุกคนนะ

 

 

แฟนคลับคือบ้านของแก้ว

แก้ว: แฟนคลับสำหรับแก้วคือบ้านค่ะ แก้วรู้สึกเหมือนกับเขาเป็นพ่อแม่-พี่น้องของเรา ที่เราสามารถฟ้องหรือเล่าในสิ่งที่เราไปเผชิญมาในแต่ละวันให้ฟังได้ และไม่ว่าเราจะเล่าเรื่องอะไรให้เขาฟัง เขาจะเข้าใจเราในทันทีเลย เหมือนกับเขารู้จักเราดีว่าแก้วเป็นแบบไหน เขาเข้าใจมายด์เซ็ตของเรา ถึงแม้ในช่วงเวลาเดียวกันจะมีกลุ่มคนที่เข้าใจแก้วผิด แต่พวกเขาคือคนที่ไม่เคยเข้าใจในตัวแก้วผิดเลย 

 

แล้วคำว่าบ้านอาจเป็นสิ่งที่แก้วไม่ได้กลับไปทุกวัน แต่ทุกครั้งที่แก้วได้ไลฟ์พูดคุยกับแฟนคลับ มันเหมือนกับการกลับบ้านไปเจอพ่อแม่ เจอความสบายใจของเรา ในวันที่เราได้เจอเขามันทำให้เรารู้สึกเหมือนได้พักผ่อน มีคนรับฟัง คอยโอบกอด และเข้าใจเรา ดังนั้นในมุมกลับกัน ถ้าแก้วสามารถทำอะไรให้พวกเขาสบายใจได้แก้วก็จะทำ

 

จดหมายจากพี่แก้ว…Dear Fan Club

แก้ว: ขอบคุณที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต ทุกคนเป็นบ้านที่อบอุ่นมากๆ สำหรับแก้ว ขอบคุณที่ช่วยรักษาบ้านหลังนี้ให้ยังแข็งแรงอยู่เสมอ และทุกครั้งที่บอกว่ารัก มันคือรักจริงๆ แก้วเลยชอบพูดคำนี้ออกไปถึงทุกคน

 

 

ความฝันของแก้วคืออะไร

แก้ว: ตอนนี้ความฝันการเป็น ‘ครูสอนเปียโน’ มันสูสีกับการเป็น ‘นักร้อง’ อยู่บนเวที ย้อนกลับไปวันที่แก้วสอนเปียโนเมื่อตอนอยู่มหาวิทยาลัย แก้วสอนเยอะมากๆ วันหนึ่งสอนเป็น 10 คน แล้ว ณ โมเมนต์ที่นั่งสอนอยู่ แก้วมองเด็กเล่นเปียโน ตอนนั้นคิดในใจว่านี่คือสิ่งที่เราอยากทำไปตลอดชีวิต 

 

การเป็นครูสอนเปียโนไม่ใช่แค่การสอนให้เขาเล่นเปียโนได้อย่างเดียว แต่ในความเป็นจริงมันทำให้เราได้ใช้สมองทำอะไรบางอย่างด้านจิตวิทยากับเด็ก เพราะเด็กบางคนชอบให้ดุ เด็กบางคนชอบให้ท้าทาย แก้วก็เลยคิดว่าการสอนเปียโนคือสิ่งที่เราอยากที่จะทำไปตลอดชีวิต ถึงแม้ในอนาคตแก้วจะเป็นนักร้องและเรามีเงินก้อนหนึ่งมากพอ แก้วจะไปเปิดโรงเรียนสอนเปียโน เพราะในอนาคตเราจะมีวุฒิปริญญาโท (แก้วกำลังเรียนอยู่) เลยคิดว่าในอนาคตถ้าจบปริญญาโท เราก็น่าจะมีวุฒิการศึกษาเพียงพอที่จะไปเปิดโรงเรียนสอนที่มีความน่าเชื่อถือได้ ก็เลยคิดว่าสักวันหนึ่งยังไงก็ต้องทำอยู่ดี 

 

แต่ความฝันที่เพิ่มเข้ามาคือการเป็นนักร้อง ถือเป็นความชอบใหม่ที่อยากจะทำ ถึงแม้จะไม่รู้ว่าปีหน้าเราจะไปได้ไกลแค่ไหน แต่ถ้ามันยังเป็นได้อยู่ แก้วก็ยังอยากจะเป็นนักร้องต่อไป

 

คำชื่นชมจากแก้ว…ถึงแก้ว

แก้ว: ถ้าแก้วพูดกับตัวเองได้ แก้วคงจะพูดกับเขาว่า ‘ที่ผ่านมาเธอเก่งมากเลย’ แก้วเป็นคนไม่ค่อยได้ชื่นชมตัวเองกับเรื่องเล็กๆ ที่ทำได้ สมมติวันนี้แก้วเข้าห้องอัดเสียง แล้วเราร้องเพลงได้ดีมาก แก้วจะไม่ชมตัวเองเลย เพราะสำหรับแก้วมันคือเรื่องเล็ก คือแก้วต้องร้องดีบนเวทีใหญ่เท่านั้นถึงจะชมตัวเอง แก้วไม่ค่อยยินดีกับเรื่องเล็กๆ ของตัวเอง

 

ถ้าให้พูดกับแก้วอีกคนได้ ก็อยากจะชื่นชมในตัวเขาบ้าง ขอบคุณที่ผ่านเรื่องราวต่างๆ มาได้ ขอบคุณที่เป็นแก้วที่ดีขึ้นในทุกๆ วัน

ฟังเพลง อาการชัด – Kaew Natruja

 

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

X
Close Advertising