×

สมรภูมิขนส่งพัสดุด่วนระอุ ‘J&T Express’ น้องใหม่เปิดตัว ทุ่ม 2,500 ล้าน ตั้งเป้าขยาย 1,000 สาขาทั่วไทยในสิ้นปี

02.09.2019
  • LOADING...
J&T Express

ภาพของสาขา ‘ธุรกิจขนส่งพัสดุด่วน’ สารพัดแบรนด์ทั้งสีส้ม เหลือง แดง ที่ตั้งมากกว่า 1 สาขาในทำเลที่ใกล้ๆ กัน หรือห่างกันไม่มากนัก คงเป็นที่คุ้นตาของใครหลายคนอย่างแน่นอน สถานการณ์เช่นนี้เป็นผลมาจากการขยายตัวของ ‘ตลาดอีคอมเมิร์ซ’ มูลค่ามหาศาลกว่า 3.22 ล้านบาท ซึ่งเติบโตอย่างไม่หยุดยั้งเฉลี่ยปีละกว่า 8-10%

 

จึงไม่ต้องแปลกใจหากจะเห็น ‘น้องใหม่’ ต่างตบเท้าเข้ามาชิงเค้ก ‘ขนส่งพัสดุด่วน’ ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 2-3 หมื่นล้านบาท (ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นผู้ประเมิน) กันอย่างคึกคัก นับได้อย่างน้อย 3 รายแล้วในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ที่น่าสนใจคือล้วนข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากแดนมังกรกันทั้งสิ้น

 

ไล่มาตั้งแต่ ‘Flash Express’ ซึ่งเข้ามาช่วงเดือนมิถุนายน 2561 โดยมีเบื้องหลังเป็น ‘Alibaba’ เข้ามาเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนจากงบลงทุนเบื้องต้นราว 2.5 พันล้านบาท ส่วนปีนี้คาดลงทุนเพิ่มอีก 2.5 พันล้านบาท ว่ากันว่าหากจะเข้ามาสู่การแข่งขันที่ดุเดือดนี้ ต้องกำเงินมาไม่ต่ำกว่า 5 พันล้านบาท เพราะต้องลงทุนทั้งคลังสินค้า ระบบขนส่ง และพนักงาน ซึ่งตอนนี้มีนับหมื่นคน

 

ช่วงแรกของการเข้ามาได้ตัดสินใจทุบตลาดด้วยราคาเริ่มต้น 19 บาท ส่วนปัจจุบันราคาหน้าเว็บไซต์ระบุว่า มีราคาเริ่มต้นที่ 25 บาท พร้อมกับสาขา 1,000 แห่งทั่วประเทศ ภายในสิ้นปีนี้ต้องการเพิ่มเป็น 1,700 แห่ง มีจำนวนสินค้าและบริการเพิ่มอีก 40 ล้านชิ้นต่อเดือน และขยับรายได้รวมจาก 500 ล้านบาทต่อเดือน เป็น 1 พันล้านบาท 

 

ต้นปีที่ผ่านมา ‘Best Express’ เป็นอีกรายที่เปิดต้วอย่างเป็นทางการตามมาติดๆ เช่นเดียวกับ ‘Flash Express’ น้องใหม่รายนี้ก็ได้ ‘Alibaba’ เข้ามาหนุนหลังผ่านการถือหุ้นไขว้ไปมาในบริษัทที่ถือหุ้นอย่างเป็นทางการ สิ่งที่แตกต่างคือ Best Express วางแผนทำธุรกิจโดยใช้โมเดล ‘แฟรนไชส์’ 100% จะไม่ทำเองสักสาขา ยกเว้นเข้าไปซัพพอร์ตด้านซอฟต์แวร์และขนส่งพัสดุไปยังคลังสินค้า

 

ไม่ต่างจากรายอื่น Best Express วางงบลงทุนกว่า 5 พันล้านบาทสำหรับลงทุนในช่วง 5 ปี ทั้งการพัฒนาเทคโนโลยีและทำตลาดเพื่อสู้กับรายอื่นๆ โดยภายในปีนี้ตั้งเป้าขยายจุดให้บริการเป็น 2,200 สาขาทั่วประเทศ และตั้งเป้าการส่งสินค้า 1 แสนชิ้นต่อวัน

 

และล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวสดๆ ร้อนๆ อย่างเป็นทางการในวันนี้ (2 ก.ย.) คือ ‘J&T Express’ น้องใหม่รายนี้ปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นทุนจีน แต่ขณะเดียวกันก็เปิดเผยว่า บริษัทก่อตั้งในปี 2558 โดยจดทะเบียน ณ เขตปกครองพิเศษฮ่องกง สาธารณรัฐประชาชนจีน หากเริ่มต้นธุรกิจจริงๆ ที่อินโดนีเซียและถึงขนาดมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่นั่น

 

ไทยถือเป็น 1 ใน 6 ประเทศที่ขยายหลังจากปักหลักในแดนอิเหนาจนถึงเป็นเบอร์ 1 ในธุรกิจขนส่งพัสดุสำหรับอีคอมเมิร์ซ โดยเริ่มเข้ามาตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 10 ล้านบาท ล่าสุดได้เพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 100 ล้านบาท พร้อมกับลงทุน 2.5 พันล้านบาท ซึ่งตอนนี้ใช้หมดแล้ว โดยนำไปลงทุนในคลังสินค้า สาขา และพนักงาน ส่วนจะเพิ่มงบลงทุนอีกหรือไม่ กำลังพิจารณาอยู่

 

เหตุที่แต่ละรายต้องใช้เงินลงทุนเป็นจำนวนมาก เพราะมีเจ้าตลาดที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว ซึ่งแค่ ‘ไปรษณีย์ไทย’ และ ‘Kerry Express’ รวมกัน 2 รายกินส่วนแบ่ง 75-85% โดยตัวเลขสิ้นปี 2561 ไปรษณีย์ไทยระบุว่า มีพัสดุด่วนทั้งสิ้น 407.77 ล้านชิ้น เติบโต 12% ส่วน Kerry Express เพิ่งออกมาบอกว่ามียอดผู้ใช้บริการส่งพัสดุด่วนแตะ 2 ล้านกล่องต่อวันเข้าไปแล้ว

 

แต่อย่างไรก็ตาม บรูซ หลิว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เจแอนด์ที เอ็กซ์เพรส ประเทศไทย บอกว่า ถึงจะมีเจ้าตลาดที่แข็งแกร่ง แต่ตลาดนี้ยังมีช่องว่างอยู่ J&T Express จะแทรกเข้าไปด้วยการชูกลยุทธ์ ‘การเปิดให้บริการ 365 วันไม่มีวันหยุด’ ซึ่งยังไม่เห็นมากนักในตลาด โดยมีราคาเริ่มต้น 35 บาท และบุกไปจับมือกับ Shopee แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เพื่อดึงฐานลูกค้าที่ต้องส่งพัสดุเป็นประจำอยู่แล้วมาอยู่ในมือ

 

ภายในสิ้นปีนี้ตั้งเป้าจะมี 1,000 สาขาทั่วไทย ศูนย์กระจายสินค้า 15 แห่ง พนักงานมากกว่า 10,000 คน รถขนส่งมากกว่า 1,000 คัน เพื่อขยับการส่งสินค้าจากวันละ 1 แสนชิ้น เป็น 3 แสนชิ้น พร้อมกับมีเป้าหมายใหญ่ต้องการขึ้นเป็นเบอร์ 1 ธุรกิจขนส่งพัสดุสำหรับอีคอมเมิร์ซของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และคืนทุนภายใน 5 ปี

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories