ปีนี้วงการ ‘อีคอมเมิร์ซ’ สัญชาติไทยร้อนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หลังจากแพลตฟอร์มไทยหลายรายเปิดตัวพร้อมข้อเสนอค่าธรรมเนียม GP ที่ต่ำ บางรายตั้งไว้ที่ 0% และยังชูโมเดลการเชื่อมต่อครีเอเตอร์กับระบบโลจิสติกส์ เพื่อตั้งเป้าดึงทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภคไทยให้หันมาใช้บริการบนแพลตฟอร์มของตน
ในสนามการแข่งขันในตลาดอีคอมเมิร์ซที่มีมูลค่ามหาศาล ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่า ‘แพลตฟอร์มไทย’ จะสามารถสู้กับแพลตฟอร์มต่างชาติที่มีความได้เปรียบทั้งในทรัพยากรและฐานผู้ใช้ขนาดใหญ่ได้หรือไม่?
เมื่อไม่นานมานี้ พลตำรวจโทพิทยา ศิริรักษ์ กรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เปิดเผยว่า มูลค่าการซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มอยู่ในระดับสูงถึงหลักล้านล้านบาท และบางแพลตฟอร์มมีรายได้รวมปีละหลายหมื่นล้านบาทรวมถึงมีกำไรเกือบหมื่นล้านบาท ซึ่งส่งผลให้การกำกับดูแลการแข่งขันและการป้องกันพฤติกรรมทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมมีความสำคัญและเป็นเรื่องเร่งด่วนมากขึ้น
ด้วยเหตุนี้ ทางสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า จึงจำเป็นต้องเร่งยกระดับการกำกับดูแลธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล เพราะแพลตฟอร์มเหล่านี้เข้ามามีบทบาทต่อทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภคมากขึ้น และการกำกับที่เหมาะสมจะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมการแข่งขันที่เป็นธรรม
อย่างไรก็ตาม ผลจากการแข่งขันที่เข้มข้นก็ทำให้แพลตฟอร์มไทยบางรายไม่สามารถรับมือได้ ทำให้ต้องทยอยออกจากตลาด ซึ่งสะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมและความจำเป็นที่ผู้ประกอบการต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอดเพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว







ภาพประกอบ: ธิดามาศ เขียวเหลือ

