ช่วง 50 เมตรสุดท้ายของการแข่งขัน กรีฑาวิ่ง 400 เมตรชาย จอชชัว โรเบิร์ต แอทคินสัน รู้ตัวดีว่าเขากำลังตามหลังคู่แข่ง
ในหัวของเขามีความคิดหนึ่งเกิดขึ้น
“ผมคงไล่คนนี้ไม่ทันแล้ว”
แต่แทนที่จะยอมรับกับสถานการณ์นั้น จอชชัวเลือกบอกตัวเองอีกครั้ง
เขายังคงวิ่งต่อ ทีละก้าว ทีละเมตร จนในช่วงท้าย คู่แข่งเริ่มแผ่วลง ขณะที่จอชชัวยังคงเดินหน้าต่อแบบเต็มกำลัง
จากที่คิดว่าคงไล่ไม่ทัน กลายเป็นการแซงในช่วงไม่กี่เมตรสุดท้าย และ จากภาพที่เหมือนกำลังจะจบการแข่งขันด้วยเหรียญเงิน กลายเป็นเหรียญทองเอเชียนเกมส์ 2026
หลังเข้าเส้นชัย จอชชัวยังแทบไม่เชื่อกับสิ่งที่เกิดขึ้น
“ตอนเข้าเส้นชัยผมยังไม่ค่อยแน่ใจเลยว่าเป็นผู้ชนะ คิดประมาณว่า เดี๋ยวนะ นี่มันจริงเหรอ แต่พอเห็นกล้องแพนมาที่ผม ผมก็คิดว่า โอเค แบบนี้ก็ดีเลย”
นี่อาจเป็นเพียงไม่กี่วินาทีในสนาม แต่กว่าจะมาถึงจุดนั้น สำหรับจอชชัวแล้ว มันคือเรื่องราวที่ยาวนานกว่านั้นมาก
“พูดตามตรง ผมหวังว่าจะทำเวลาได้เร็วกว่านี้ แต่เมื่อมองจากสถานการณ์ต่างๆ และผลการแข่งขันที่ออกมา มันก็ไม่มีอะไรที่ผมจะไม่พอใจกับมันได้เลย ผมดีใจมากจริงๆ”
“เพราะตลอด 9 เดือนที่ผ่านมา มันเป็นช่วงเวลาที่มีทั้งความเปลี่ยนแปลง ความแปลกใหม่ ความน่าสนใจ และความยากลำบาก ผมต้องรับมือกับปัญหาหลายอย่าง รวมถึงอาการเจ็บหน้าแข้ง ซึ่งตอนนี้ผมก็ยังรู้สึกอยู่”
“ตลอด 9 เดือนที่ผ่านมา เขาต้องผ่านทั้งความเปลี่ยนแปลง สิ่งใหม่ๆ ความยากลำบาก และอาการบาดเจ็บหน้าแข้งที่แม้กระทั่งในวันที่คว้าเหรียญทอง เขาก็ยังรู้สึกถึงมันอยู่”
แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยหายไปคือภาพในหัว ภาพของตัวเองที่ยืนอยู่บนโพเดียม
จอชชัวบอกว่า เขาจินตนาการถึงการคว้าเหรียญทองมาตลอด โดยเฉพาะในช่วงไม่กี่เดือนสุดท้าย และเชื่อว่าการมองเห็นภาพนั้นซ้ำๆ ช่วยพาเขามาถึงวันนี้
ทว่าแรงผลักของเขาไม่ได้มีเพียงความฝัน มันยังมีอีกด้านหนึ่งที่เจ็บกว่า คือการรู้ว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่เชื่อในตัวเขา
จอชชัวแจ้งเกิดในฐานะหนึ่งในนักวิ่งระยะกลางที่โดดเด่นของไทย หลังเปิดตัวกับทีมชาติในซีเกมส์ 2021 และคว้าไปถึง 4 เหรียญทอง จนกลายเป็นดาวเด่นเคียงข้าง ภูริพล บุญสอน ในเวลานั้น
แต่หลังจากนั้น ผลงานของจอชชัวเริ่มดร็อปลง จาก 4 เหรียญทองในซีเกมส์ 2021 เหลือเพียง 1 เหรียญทองในซีเกมส์ 2023
แต่หลังจากนั้นผลงานของเขาเริ่มดรอปลง จาก 4 เหรียญทอง เหลือเพียง 1 เหรียญทองในซีเกมส์ 2023 และถึงแม้ว่าเขาจะกลับมาได้ในซีเกมส์ 2025 จากผลงาน 2 เหรียญทอง แต่ก็ทำให้เขาสูญเสียความเชื่อมั่นไปพอสมควร
จอชชัวยอมรับว่าเรื่องนี้เป็นเหมือนดาบสองคม ในด้านหนึ่ง เขาได้รับกำลังใจและการสนับสนุนจากผู้คนมากมายในประเทศไทย แต่อีกด้านหนึ่ง เขารู้สึกว่ามีคนที่ยังไม่เชื่อว่าเขาจะทำได้
“บางทีสิ่งที่ผมกำลังจะพูดอาจเป็นเพียงความคิดของผมเอง แต่มันก็เหมือนดาบสองคม ตลอดช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา แม้ผมจะได้รับการสนับสนุนมากมาย แต่ผมก็รู้สึกว่า มีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่เชื่อในตัวผม”
“ความรู้สึกนั้นทำให้ผมมีทั้งความโกรธ และผมคิดว่ามันกลายเป็นพลังที่ทำให้ผมอยากพิสูจน์ว่าทุกคนคิดผิด”
“มันทำให้ผมเดินหน้าทำงานต่อ ซ้อมต่อ และพยายามต่อไปเรื่อยๆ เพื่อพิสูจน์กับคนที่ผมรู้สึกว่าไม่เชื่อในตัวผมว่าพวกเขาคิดผิด”
เขาเลือกไม่หนีจากความรู้สึกนั้น แต่เอามันมาใช้เป็นแรงผลักดัน ก้มหน้าก้มตาฝึกซ้อมและพยายามต่อไป เพื่อพิสูจน์ว่าคนที่ไม่เชื่อในตัวเขานั้นคิดผิด
และในวันนี้ เขาไม่ได้เพียงตอบคำถามเหล่านั้นด้วยคำพูด แต่ตอบด้วยการวิ่ง
วิ่งจนถึงเมตรสุดท้าย วิ่งทั้งที่ในหัวเคยคิดว่าอาจไล่ไม่ทัน และวิ่งจนสามารถเปลี่ยนเหรียญเงินที่ดูเหมือนอยู่ตรงหน้า ให้กลายเป็นเหรียญทองได้ในที่สุด
บางทีสิ่งที่เรียกว่า Mentality ในกีฬาอาจไม่ใช่การไม่เคยสงสัยในตัวเอง
แต่อาจเป็นการที่แม้จะมีช่วงเวลาที่สงสัย แม้จะมีเสียงจากข้างนอกที่บอกว่าเราทำไม่ได้ แต่เรายังเลือกที่จะบอกตัวเองว่า
“อย่างน้อยก็ต้องลองให้สุด”
และจอชชัวก็ทำแบบนั้นจริงๆ
จนวันนี้ไม่มีอะไรให้เขาต้องพิสูจน์อีกแล้ว ด้วยเหรียญทองในอีเวนต์ที่ไม่เคยมีคนไทยเคยทำได้มาก่อน
ท่ามกลางช่วงเวลาที่เกิดปัญหาทางจิตใจ เบื้องหลังการกลับมาของเขาคือคนคนเดียวกับที่เขาอยากมอบเหรียญทองนี้ให้มากที่สุด
“แม่ของผม” จอชชัวตอบทันทีว่า เมื่อถูกถามว่าอยากมอบเหรียญทองนี้ให้ใคร
“ตอนนี้ผมยังไม่ได้เจอแม่ แต่ผมรู้สึกว่าแม่คงร้องไห้หนักมาก แล้วเดี๋ยวผมก็คงร้องตามเหมือนกัน ปกติผมไม่ค่อยเป็นคนแสดงอารมณ์…”
(จอชชัวเริ่มร้องไห้ขณะให้สัมภาษณ์)
“พ่อแม่ของผม… โค้ชของผม แน่นอนครับ ครอบครัวและโค้ชของผมเสมอ”
“โดยเฉพาะแม่ของผม ผมรู้ว่ามันจะมีความหมายกับแม่มากแค่ไหน และมันทำให้ผมทั้งมีความสุขและภูมิใจมากที่สามารถทำสิ่งนี้เพื่อแม่ได้ ผมภูมิใจมากจริงๆ”
“โอ้ ผมไม่ชอบอะไรแบบนี้เลย”
เขากลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ไหวอีกแล้ว ก่อนจะพูดซ้ำว่าเขาโอเค
ในช่วงเวลานี้ เหรียญทองที่อยู่ตรงหน้าอาจไม่ได้เป็นเพียงรางวัลจากการแข่งขัน
แต่มันคือสิ่งที่เขาอยากให้แม่ได้เห็น สิ่งที่เขาอยากทำให้ครอบครัวภูมิใจ และเป็นคำตอบจากเด็กคนหนึ่งที่ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาเคยได้ยินทั้งเสียงที่เชื่อและเสียงที่ไม่เชื่อในตัวเขา
วันนี้จอชชัวเลือกตอบทุกเสียงด้วยการวิ่ง วิ่งจนสุดแรง วิ่งจนถึงเส้นชัย และวิ่งจนได้ยินเสียงของตัวเองดังที่สุดว่า “เขาทำได้แล้ว”
ตลอด 9 เดือนของการเชื่อในตัวเอง จากความผิดหวังที่เปลี่ยนเป็นแรงผลักดัน
จากเสียงที่บอกว่าเขาทำไม่ได้ และจากคนที่ยังคงอยู่ข้างเขาเสมออย่างแม่
วันนี้ จอชชัว โรเบิร์ต แอทคินสัน มีเหรียญทองเอเชียนเกมส์อยู่ในมือแล้ว และเราเชื่อว่าสิ่งที่มีค่าที่สุดสำหรับเขาในวันนี้คงไม่ใช่แค่เหรียญทอง
มันคือการได้พิสูจน์กับตัวเองว่า เมื่อถึงเวลาที่ต้องเลือกว่าจะยอมแพ้หรือสู้ต่อ และเขาเลือกที่จะไปต่อ นั่นแหละที่พาเขากลับมายืนในจุดนี้อีกครั้ง


