วันนี้ (4 สิงหาคม) พล.ต. กรกฎ ภู่โชติ รองแม่ทัพภาคที่ 4 และรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) กล่าวถึงข้อวิจารณ์เรื่องข้อบกพร่องด้านการข่าวในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ต้องเข้าใจบริบทของผู้ก่อความรุนแรง ซึ่งแต่ละกลุ่มไม่ได้รู้จักกัน และมีการแยกส่วนระหว่างคนส่งอาวุธกับคนปฏิบัติการเพื่อตัดตอน อย่างไรก็ตาม งานข่าวสามารถระบุพื้นที่แนวโน้มเกิดเหตุได้ในระดับหนึ่ง และการเปิดปฏิบัติการไล่ล่าที่ผ่านมาส่งผลให้ผู้ก่อเหตุรวมตัวกันไม่ได้และต้องแยกตัวหนี ทำให้งานข่าวต้องมีความต่อเนื่อง
พล.ต. กรกฎ กล่าวอีกว่า แม้ต้องยอมรับว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เจ้าหน้าที่เพลี่ยงพล้ำ แต่ประชาชนในพื้นที่ยังมีความมั่นใจ การปฏิบัติการได้บูรณาการร่วมกับฝ่ายปกครองและตำรวจเพื่อบีบพื้นที่ขึ้นแนวชายแดนและบนภูเขา พร้อมกำชับความปลอดภัยกำลังพลและปรับระบบจุดตรวจตามนโยบายผู้บังคับบัญชา ขณะเดียวกันได้เพิ่มการซีลชายแดน ใช้การปฏิบัติการแบบจรยุทธ์ในเวลากลางคืน และประสานติดตั้งระบบสัญญาณเตือนภัยตามร้านสะดวกซื้อและร้านทองแทนการส่งกำลังไปนั่งเฝ้าทุกจุดเนื่องจากกำลังพลมีจำกัด
สำหรับเป้าหมายยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปี 2566-2570 เพื่อส่งคืนพื้นที่ให้ฝ่ายปกครองและพลเรือนดูแล พล.ต. กรกฎ ยอมรับว่าอาจไม่สำเร็จตามที่ตั้งไว้ เพราะหากขบวนการบีอาร์เอ็น หรือพูโลยังไม่หยุดก่อเหตุ งานป้องกันและปราบปรามก็ไม่มีวันสิ้นสุด โดยเฉพาะปัจจุบันพบเด็กออกจากระบบการศึกษาจำนวนมาก ทำให้ถูกชักจูงและบิดเบือนความเชื่อได้ง่าย ซึ่งตลอด 20 ปีที่ผ่านมามีผู้บริสุทธิ์และตำรวจเสียชีวิตจำนวนมาก ส่วนเรื่องงบประมาณปี 2570 ที่อาจมีการตัดงบและลดกำลังพลนั้น ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการแปรญัตติ
ด้าน พ.อ. เอกวริทธิ์ ชอบชูผล รองโฆษก กอ.รมน.ภาค 4 สน. กล่าวเสริมว่า แผนยุทธศาสตร์ปี 2570 ถือเป็นความท้าทายที่ตั้งเป้าไว้ตั้งแต่ปี 2561 แต่ต้องมีการประเมินและปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ปีต่อปี สำหรับเรื่องงบประมาณที่อาจถูกปรับลดนั้น กระบวนการยังไม่จบและอยู่ระหว่างแปรญัตติเพื่อขอกำลังเท่าเดิมในการควบคุมพื้นที่ตาม 3 จุดหลักที่ผู้ก่อเหตุมักใช้หลบซ่อน ได้แก่ บนภูเขา ในหมู่บ้าน และการข้ามพรมแดน
พ.อ. เอกวริทธิ์ ยังได้เตือนถึงกระแสข่าวปลอมในสื่อออนไลน์จากกลุ่มแนวร่วม โดยยืนยันว่าคดียิงตำรวจเสียชีวิตที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ขณะนี้ยังไม่รู้ตัวผู้ก่อเหตุและอยู่ระหว่างสืบสวน แต่ผลตรวจปืนพบว่าไม่มีความเชื่อมโยงกับเหตุที่จุดตรวจบูเก๊ะซามีตามที่มีข่าวลือ ส่วนเหตุด้านหน้าสำนักงานสรรพสามิตปัตตานีเป็นเรื่องกลุ่มผู้เสียประโยชน์จากการจับกุมบุหรี่หนีภาษี ไม่เกี่ยวกับการทำงานของทหาร จึงขอให้ประชาชนเชื่อมั่นและติดตามข้อมูลจากเพจ กอ.รมน.ภาค 4 สน. เป็นหลัก
ส่วนประสิทธิภาพงานการข่าว พ.อ. เอกวริทธิ์ ชี้ว่า ในหนึ่งเดือนหากสามารถระงับไม่ให้เกิดเหตุได้ 20-30 วัน ถือเป็นความสำเร็จในการจำกัดเสรีการปฏิบัติของฝ่ายตรงข้าม แต่ต้องเข้าใจว่าผู้จ้องทำร้ายกับผู้ป้องกันมีความต่างกัน เมื่อฝ่ายเราเพลี่ยงพล้ำก็ต้องนำมาทบทวนหลังการปฏิบัติ (AAR) เพื่ออุดช่องว่าง เนื่องจากงานข่าวไม่สามารถแม่นยำได้ 100% และขึ้นอยู่กับการคาดการณ์ตามจังหวะสถานการณ์
พ.อ. เอกวริทธิ์ กล่าวเน้นย้ำถึงข้อเสนอเรื่องการลดกำลังพลในพื้นที่ โดยเปรียบเทียบกับกีฬาฟุตบอลว่า “เหมือนทีมหนึ่งนำอยู่ 5-0 ในครึ่งแรก พอครึ่งหลังอีกทีมโดนใบแดงเหลือ 10 คน อยู่ๆ จะให้อีกทีมเอาผู้เล่นออกคนหนึ่งเพื่อให้เท่ากัน ถือเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้อง หากเรามีกำลังเหนือกว่าก็ควรกดดันต่อเพื่อสร้างเสถียรภาพในการทำงาน ไม่ใช่พอสถานการณ์ดีขึ้นแล้วมาลดกำลัง เพราะหลักการรบปกติการเข้าตีต้องใช้สัดส่วน 3 ต่อ 1 หากทำไม่ได้เท่านี้แล้วยังลดจำนวนคนอีก จะกระทบต่อการควบคุมพื้นที่อย่างแน่นอน”


