วันนี้ (11 กันยายน) สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ก่อนเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กพต.) ครั้งที่ 1/2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล
สีหศักดิ์ระบุว่า กพต. มีหน้าที่กำกับดูแลงานของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ซึ่งวันนี้จะมีการหารือถึงสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ขณะที่ ศอ.บต. จะเน้นเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ รวมถึงมีโครงการต่างๆ ที่จะนำเสนอให้ที่ประชุมพิจารณา
สีหศักดิ์กล่าวว่า โครงการต่างๆ ที่จะดำเนินการในพื้นที่จะต้องผ่านการกลั่นกรองอย่างรอบคอบ และต้องสะท้อนให้เห็นถึงเอกภาพในเชิงนโยบาย ไม่ใช่เป็นเพียงการที่แต่ละหน่วยงานนำโครงการของตัวเองมาเสนอ แต่ต้องพิจารณาด้วยว่าแต่ละโครงการมีความเชื่อมโยงกันอย่างไร และจะนำไปสู่การพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้อย่างไร รวมถึงต้องจัดลำดับความสำคัญว่าเรื่องใดเป็นเรื่องเร่งด่วน
โดยเฉพาะเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญ รวมถึงด้านการศึกษา และงานที่เกี่ยวข้องกับมวลชน ซึ่งก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน โดยในการประชุม กพต. ครั้งนี้ ต้องการให้คณะกรรมการหารือกันในเชิงนโยบาย และพิจารณาโครงการต่างๆ อย่างรอบด้าน เพื่อให้การกลั่นกรองเป็นไปอย่างเหมาะสม และงบประมาณที่ลงไปในพื้นที่ต้องเกิดประโยชน์และมีความคุ้มค่าอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ ยังต้องพิจารณาในมิติด้านความมั่นคง การศึกษา และการต่างประเทศ โดยเฉพาะกรณีมาเลเซียที่จะเข้ามาอำนวยความสะดวกในกระบวนการพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งจะต้องมีการหารือและพิจารณาในภาพรวมทั้งหมด
เมื่อถามว่า ระหว่างเรื่องความมั่นคงกับการพัฒนา ควรให้สิ่งใดเกิดขึ้นก่อน สีหศักดิ์กล่าวว่า ปัจจุบันเรื่องความปลอดภัย ความมั่นคง และความมั่นใจของประชาชนในพื้นที่ รวมถึงภาคเอกชน ถือเป็นสิ่งสำคัญ โดยจะต้องไม่ปล่อยให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าวขึ้นอีก อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนจะต้องดำเนินการในทุกมิติ ไม่สามารถมองเฉพาะเรื่องความมั่นคงเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาถึงความรู้สึกของประชาชนในพื้นที่ การอำนวยความยุติธรรม และเรื่องอัตลักษณ์ ซึ่งทั้งหมดล้วนมีความสำคัญต่อการแก้ไขปัญหา
สีหศักดิ์ยังกล่าวด้วยว่า แนวทางตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ยังคงเป็นแนวทางสำคัญในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยทุกหน่วยงานจะต้องนำแนวทางดังกล่าวไปปรับใช้ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม คือ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา
ส่วนกรณีการเดินทางไปเยือนมาเลเซีย พร้อมกับ ฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อหารือถึงกระบวนการพูดคุยสันติสุขหลังจากนี้ และบทบาทของมาเลเซียในการช่วยสนับสนุนกระบวนการดังกล่าวนั้น
สีหศักดิ์กล่าวว่า มาเลเซียอาจมีการเปลี่ยนตัวผู้อำนวยความสะดวกในกระบวนการพูดคุย ซึ่งเป็นเรื่องภายในของมาเลเซีย แต่สิ่งสำคัญคือ ผู้อำนวยความสะดวกจะต้องสามารถทำหน้าที่อำนวยความสะดวกได้อย่างแท้จริง และสามารถสะท้อนท่าทีของรัฐบาลมาเลเซียได้อย่างชัดเจนว่า ให้การสนับสนุนกระบวนการพูดคุยสันติสุข โดยการเดินทางไปมาเลเซียครั้งที่ผ่านมา รัฐบาลมาเลเซียได้ยืนยันว่า สนับสนุนกระบวนการพูดคุยสันติสุขอย่างเต็มที่
ขณะเดียวกัน ฝ่ายไทยยังได้หารือถึงปัญหาความมั่นคงตามแนวชายแดน รวมถึงเรื่องการสร้างรั้วชายแดน ซึ่งฝ่ายมาเลเซียก็เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องมีรั้ว เพื่อดูแลความมั่นคงตามแนวชายแดน แต่การสร้างรั้วดังกล่าวจะไม่ใช่การปิดกั้นประชาชนในการเดินทางไปมาหาสู่กัน หรือกระทบต่อการค้าระหว่างสองประเทศ
เนื่องจากในบางจุดตามแนวชายแดนยังพบกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย และปัญหาอาชญากรรมต่างๆ ทั้งเรื่องยาเสพติดและสินค้าของเถื่อน จึงจำเป็นต้องมีมาตรการดูแลความมั่นคงที่เหมาะสม โดยไทยและมาเลเซียจะไม่ดำเนินการในลักษณะที่ซ้ำซ้อนกัน แต่จะเป็นการเสริมการทำงานซึ่งกันและกัน
นอกจากนี้ ยังมีความร่วมมือด้านข่าวกรองระหว่างสองประเทศ โดยมาเลเซียได้ยืนยันด้วยว่า ไม่มีนโยบายที่จะให้บุคคลใดใช้แผ่นดินมาเลเซียเพื่อบั่นทอนความมั่นคงของประเทศไทย
ส่วนความชัดเจนเกี่ยวกับตัวผู้อำนวยความสะดวกของมาเลเซียในกระบวนการพูดคุยสันติสุขว่าจะมีความชัดเจนเมื่อใด สีหศักดิ์กล่าวว่า ทางมาเลเซียจะมีการหารือภายใน และฝ่ายมาเลเซียระบุว่า ขณะนี้ใกล้ที่จะมีความชัดเจนแล้ว
สำหรับลักษณะของรั้วชายแดนไทย-มาเลเซีย
สีหศักดิ์กล่าวว่า จะไม่ใช่เพียงการสร้างรั้วในลักษณะทางกายภาพเท่านั้น แต่จะต้องมีระบบอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาเสริมด้วย โดยลักษณะจะไม่เหมือนกับแนวชายแดนไทย-กัมพูชา แต่จะเน้นการใช้ระบบกล้องและระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้สามารถตรวจสอบและติดตามความเคลื่อนไหวต่างๆ ตามแนวชายแดนได้
ส่วนการให้ความร่วมมือของมาเลเซียในการส่งตัวผู้กระทำผิดกลับมายังประเทศไทย สีหศักดิ์กล่าวว่า มาเลเซียให้ความร่วมมือกับฝ่ายไทยอยู่แล้ว โดยฝ่ายไทยได้ยื่นหมายต่างๆ ไปแล้ว และจะต้องติดตามกระบวนการดังกล่าวต่อไป
ขณะที่กรณีการปิดล้อมจับกุมผู้ก่อเหตุ ซึ่งอาจทำให้เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบอย่างต่อเนื่องนั้น สีหศักดิ์กล่าวว่า ในด้านความมั่นคง หากบุคคลใดมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ ก็จะต้องดำเนินการตามกฎหมาย ขณะที่ฝ่ายบริหารจะต้องวางกรอบและมาตรการเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าวขึ้นอีก
รวมถึงการติดตามจับกุมผู้ที่เกี่ยวข้อง และจำเป็นต้องพัฒนาระบบเตือนภัยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ตลอดจนพัฒนาระบบข่าวกรอง เพื่อให้สามารถรับรู้และประเมินสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำขึ้นอีก
ด้าน นัจมุดดีน อูมา อดีต สส.จังหวัดนราธิวาส ในฐานะหนึ่งในคณะผู้แทนพิเศษของรัฐบาล ได้เดินทางมาร่วมประชุม กพต. ในวันนี้ พร้อมกล่าวว่า ถือเป็นการกลับมาประชุมของคณะผู้แทนพิเศษของรัฐบาลอีกครั้งในรอบ 2 ปี


