×

ส่องโอกาสลงทุนช่วงโควิด-19 ระลอกใหม่ กูรูแนะ ลุยหุ้น ‘ยุโรป-ญี่ปุ่น-จีน’ โอกาสฟื้นตัวเด่นตามเศรษฐกิจโลก บนราคาที่ยังเคลื่อนไหวช้า

22.04.2021
  • LOADING...
ส่องโอกาสลงทุนช่วงโควิด-19 ระลอกใหม่ กูรูแนะ ลุยหุ้น ‘ยุโรป-ญี่ปุ่น-จีน’ โอกาสฟื้นตัวเด่นตามเศรษฐกิจโลก บนราคาที่ยังเคลื่อนไหวช้า

แม้หลายประเทศจะเริ่มกระจายวัคซีนป้องกันโควิด-19 ได้มากขึ้น แต่ต้องยอมรับว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังไม่หมดไป โดยเฉพาะในหลายประเทศที่ยังกระจายและฉีดวัคซีนได้น้อย ทำให้การแพร่ระบาดระลอกใหม่กลับมาอีกครั้ง 

 

แม้วิกฤตจะยังไม่ผ่านพ้นไป แต่การกำหนดกลยุทธ์การลงทุนจำเป็นจะต้องมองไปข้างหน้า ด้วยธรรมชาติของตลาดที่มักจะให้น้ำหนักกับอนาคตมากกว่าเสมอ 

 

ในมุมมองของ วิริยะชัย จิตตวัฒนรัตน์ Vice President Market Solution, Private Wealth Management ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า การระบาดระลอก 3 ในหลายประเทศ โดยมีประเทศที่ระบาดหนักอย่างอินเดีย โดยความกังวลต่อตลาดหุ้นทั่วโลกอาจจะไม่มากเท่ากับช่วงแรก 

 

สำหรับธีมการลงทุนในช่วงปีนี้มองว่า หุ้นกลุ่มวัฏจักร (Cyclical) เช่น การเงิน, พลังงาน, อุปโภคบริโภค ยังเป็นกลุ่มหลักที่น่าสนใจ หากเศรษฐกิจฟื้นตัวกลับมา ซึ่งที่ผ่านมาก็เริ่มเห็นสัญญาณของการฟื้นตัวจากหลายส่วน เช่น ตัวเลขภาคการผลิต หรือการสัญจรที่มากขึ้นในหลายประเทศ 

 

“ธีมการลงทุนหลักในปีนี้ยังคงเหมือนเดิมคือ เน้นไปที่หุ้นกลุ่ม Cyclical แม้ว่าราคาหุ้นเหล่านี้จะปรับขึ้นมาระดับหนึ่งแล้ว แต่ยังมีโอกาสให้ปรับขึ้นไปได้ต่อ โดยเฉพาะหุ้นขนาดเล็กใน 2 ตลาด คือ ยุโรปและญี่ปุ่น” 

 

ปัจจุบันหุ้นขนาดเล็กในยุโรป อิงจาก MSCI มีสัดส่วน 44% อยู่ในกลุ่ม Cyclical และในเชิง Valuation จะเห็นว่ายังไม่แพงเท่ากับหุ้นขนาดเล็กในสหรัฐฯ และที่สำคัญคือบริษัทขนาดเล็กในยุโรปเหล่านี้อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของโลก เมื่อเศรษฐกิจโลกฟื้น หุ้นกลุ่มเหล่านี้จะเป็นผู้ได้ผลประโยชน์ 

 

เช่นเดียวกับหุ้นขนาดเล็กในญี่ปุ่น ปัจจุบันซื้อขายกันในระดับที่ค่อนข้างถูกมากเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยระยะยาว โดยเฉพาะหุ้นกลุ่ม Value ที่ซื้อขายกันต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต 40% 

 

ความน่าสนใจของตลาดหุ้นญี่ปุ่นในเวลานี้คือ ความสามารถในการทำกำไรที่ดีขึ้นต่อเนื่อง จากช่วง 20 ปีที่ผ่านมา อัตรากำไรสุทธิของตลาดหุ้นญี่ปุ่นอยู่ที่ราว 3% แต่ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 5% หลังจากรัฐบาลก่อนหน้านี้พยายามกระตุ้นให้บริษัทญี่ปุ่นเพิ่มระดับ ROE และจ่ายปันผลมากขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ถือหุ้นรายย่อย และจะทำให้ญี่ปุ่นมีความน่าสนใจจากการเปลี่ยนแปลงเชิงพื้นฐานในระยะยาว 

 

“เมื่อบริษัทมีความสามารถในการทำกำไรได้สูงขึ้น นักลงทุนก็มักจะให้ P/E ที่สูงขึ้นด้วย ซึ่งจะช่วยให้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นน่าสนใจมากขึ้น” 

 

ทั้งนี้ แนะนำนักลงทุนกระจายการลงทุนไปยังยุโรปและญี่ปุ่นในสัดส่วนรวมกันไม่เกิน 30% โดยคาดว่าทั้งสองตลาดนี้จะโดดเด่นในช่วงที่เหลือของปีนี้ 

 

ด้าน รัฐศรัณย์ ธนไพศาลกิจ หัวหน้าฝ่ายหลักทรัพย์ต่างประเทศและฟิวเจอร์ส บล.บัวหลวง มองว่า อังกฤษเป็นตลาดที่น่าสนใจในเวลานี้ เมื่อดูจากตัวเลขผู้ติดเชื้อรายวัน ซึ่งลดลงจากเกือบ 70,000 คนต่อวันในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ปัจจุบันเหลือเพียง 2,900 คนต่อวัน 

 

หนึ่งในทางเลือกการลงทุนในอังกฤษ นักลงทุนอาจจะเลือกผ่าน ETF อย่าง iShares MSCI United Kingdom ETF ซึ่งเน้นลงทุนในหุ้นที่อิงกับ MSCI UK ที่ประกอบไปด้วยบริษัทขนาดกลางและขนาดใหญ่ 89 บริษัท โดยมีหุ้นหลักในพอร์ต อย่างเช่น Unilever, AstraZeneca, HSBC, Royal Dutch Shell, Barclay และ Prudential 

 

นอกจากนี้ตลาดหุ้นจีนและฮ่องกงเป็นอีกตลาดที่น่าสนใจ หลังจากที่ราคาหุ้นปรับตัวลดลงมาค่อนข้างมากในช่วงต้นปีที่ผ่านมา อย่างในกรณีของจีนที่แม้ว่า GDP ไตรมาสแรกจะโตต่ำกว่าคาด แต่ก็ยังเติบโตถึงระดับ 18.3% ซึ่งเป็นระดับที่สูงมาก ถือเป็นสัญญาณชัดเจนว่าเศรษฐกิจจีนฟื้นตัวได้ดี และการที่ราคาหุ้น Underperform หุ้นโลกในช่วงไตรมาสแรก ถือเป็นโอกาสในการลงทุนระยะยาว

 

การลงทุนในจีนอาจจะเลือกลงทุนผ่าน ETF อย่าง China AMC CSI300 Index ETF ซึ่งเน้นลงทุนตามดัชนี CSI300 หรือหากจะเน้นเลือกลงทุนเป็นรายอุตสาหกรรม เชื่อว่ากลุ่มเทเลคอมในจีนจะโดดเด่นในช่วงต่อจากนี้ 

 

“ปัจจุบันแนวโน้มอุตสาหกรรมสื่อสารในจีนมีโอกาสเติบโตอีกมาก หลังจากที่เริ่มใช้ 5G ทำให้รายได้ของบริษัทในกลุ่มมีโอกาสเติบโตต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปีข้างหน้านี้” 

 

หุ้นที่น่าสนใจในกลุ่มนี้ของจีนคือ China Mobile (0491.hk) และ China Unicom (0762.hk) ซึ่งเป็นหุ้นที่มีความเสี่ยงขาลงค่อนข้างจำกัด หลังจากที่ราคาหุ้น Underperform อย่างต่อเนื่อง ขณะที่กำไรของบริษัทมีแนวโน้มจะเติบโตดี 

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories