×

สภาผ่าน พ.ร.ก. โอนอัตรากำลังพลฯ ปิยบุตร ชี้นายกฯ ใช้อำนาจขัดรัฐธรรมนูญ-พีระพันธุ์ ย้ำจำเป็นเร่งด่วน

โดย THE STANDARD TEAM
17.10.2019
  • LOADING...
หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเริ่มขึ้นในเวลา 09.30 น. โดย ชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยมีวาระการพิจารณาให้ความเห็นชอบพระราชกำหนดโอนอัตรากำลังพลและงบประมาณบางส่วนของกองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหมไปเป็นของหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ซึ่งเป็นส่วนราชการในพระองค์ พ.ศ. 2562 ซึ่งคณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ  

 

หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์

 

ปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส. บัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่ ตั้งข้อสังเกตการถวายความแนะนำเพื่อตราพระราชกำหนดดังกล่าว ต้องอยู่ในเหตุ 1 เหตุใดใน 4 เหตุคือ เพื่อประโยชน์ในการรักษาความปลอดภัยของประเทศ เพื่อประโยชน์ในการรักษาความปลอดภัยสาธารณะ เพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ  เพื่อรักษาป้องกันภัยพิบัติสาธารณะ ซึ่งในมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญยังกำหนดให้การตราพระราชกำหนดทำได้เมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนฉุกเฉิน แต่พระราชกำหนดดังกล่าวที่คณะรัฐมนตรีเสนอมา ไม่อธิบายว่ามีความเร่งด่วนฉุกเฉินอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อย่างไร ณ วันที่คณะรัฐมนตรีออกพระราชกำหนดฉบับนี้มีเรื่องอะไรที่กระทบต่อการถวายอารักขา การถวายพระเกียรติ และการถวายความปลอดภัยของพระมหากษัตริย์ และไม่ได้ชี้แจงว่าหากไม่ตราพระราชกำหนดนี้ในทันทีจะส่งผลกระทบร้ายแรงอะไรตามมา

 

หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์

 

ปิยบุตรระบุอีกว่า ตามพระราชบัญญัติการจัดระเบียบกระทรวงกลาโหม 2551 ยืนยันไว้ว่ากระทรวงกลาโหมมีอำนาจหน้าที่พิทักษ์รักษาปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ตลอดจนสนับสนุนภารกิจของสถาบันพระมหากษัตริย์หน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงกลาโหมมีทุกเหล่าทัพ ดังนั้น จากกฎหมายดังกล่าวกระทรวงกลาโหมมีหน้าที่และอำนาจต้องจัดการพิทักษ์รักษาปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ตลอดจนสนับสนุนภารกิจของพระมหากษัตริย์ที่มีอยู่แล้วตามพระราชบัญญัติ สามารถสั่งการได้อยู่แล้ว

 

ในสมัยรัฐบาลชุดก่อนๆ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัย รักษาพระองค์กลายเป็นนิติบุคคล มีสถานะเป็นกรม สังกัดกระทรวงกลาโหม มีการแก้ไขจัดระเบียบกระทรวงกลาโหม 2556 สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งทำเป็นพระราชบัญญัติ ต่อมาในปี 2560 มีการตราพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการในพระองค์ สมัย พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก่อนมีการเลือกตั้งก็ทำเป็นพระราชบัญญัติเช่นเดียวกัน ต่อมาหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ได้โอนย้ายไปสังกัดส่วนราชการในพระองค์ ก็ทำโดยการแก้ไขพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหมในปี 2561 เป็นพระราชบัญญัติเช่นเดียวกัน 

 

การตั้งข้อสังเกตดังกล่าวจึงสะท้อนปัญหาการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารของคณะรัฐมนตรีของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กับการมีอำนาจพิเศษตามมาตรา 44 ที่เคยใช้มา 5 ปี ซึ่งวันนี้ทุกอย่างเข้าสู่ระบบปกติแล้วมีรัฐธรรมนูญ 2560 เต็มรูปแบบและมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นแล้ว พล.อ. ประยุทธ์ไม่มีมาตรา 44 อีกแล้ว ดังนั้นนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีจะต้องไม่ลืมว่าการใช้อำนาจจะต้องเคารพรัฐธรรมนูญและรอบคอบมากกว่าเดิมไม่ใช่อยากจะทำอะไรก็ทำ 

 

“พล.อ. ประยุทธ์จะเคยชินกับการใช้ช่องทางมาตรา 172 เหมือนกับมีอำนาจตามมาตรา 44 ไม่ได้ เพราะหากปล่อยผ่านจะเท่ากับว่าสภากำลังสนับสนุนการใช้อำนาจของ พล.อ. ประยุทธ์ ที่ใช้อำนาจแบบรวดเร็วเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และกลายเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่ผิด” ปิยบุตรระบุ

 

ปิยบุตรระบุว่า การตราพระราชกำหนดฉบับนี้ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญกำหนด พล.อ. ประยุทธ์ในอดีตที่ผ่านมาได้รับการยกเว้นจากรัฐธรรมนูญเสมอ จนกระทั่งถึงวันนี้สภาผู้แทนราษฎรจะยินยอมให้ พล.อ. ประยุทธ์ เป็นข้อยกเว้นของรัฐธรรมนูญอีกต่อไปหรือไม่ 

 

ส่วนตัวคิดว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นติดต่อกันหลายเรื่อง เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่านี่คือการแสดงอาการของโรคไม่แยแสรัฐธรรมนูญ พรรคอนาคตใหม่และตัวเองยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 

 

หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์

 

การอภิปรายของตัวเองในวันนี้เป็นไปเพื่อยืนยันในอำนาจของสภาตามรัฐธรรมนูญเพื่อตรวจสอบถ่วงดุลกับฝ่ายบริหาร เพื่อรักษาระบบรัฐสภาและคือการปกป้องรักษาระบอบประชาธิปไตย การแสดงออกซึ่งความจงรักภักดีไม่ใช่ชี้หน้าด่าคนอื่นว่าไม่จงรักภักดี  

 

ด้วยเหตุผลดังกล่าวทั้งหมดส่วนตัวจึงเห็นว่า พระราชกำหนดฉบับนี้ตราขึ้นโดยไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 และยังไม่ถือว่าเป็นเรื่องจำเป็นฉุกเฉินเร่งด่วนหรือส่งผลกระทบต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ส่วนตัวในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่สามารถลงมติอนุมัติพระราชกำหนดฉบับนี้ได้

 

หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์

หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์

 

ด้าน พล.อ. ชัยชาญ ช้างมงคล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นผู้รายงานเหตุผลต่อสมาชิกว่า เพื่อสนับสนุนภารกิจส่วนราชการในพระองค์ในการปฏิบัติหน้าที่ การถวายพระเกียรติและการรักษาความปลอดภัยขององค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ พระบรมวงศานุวงศ์ ผู้แทนพระองค์ และพระราชอาคันตุกะ รวมทั้งให้การปฏิบัติภารกิจทั้งปวงตามพระราชอัธยาศัย และตามพระราชประเพณีให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวดเร็ว ทันต่อสถานการณ์ และเกิดความปลอดภัยสูงสุดจึงเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงในการที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ จึงจำเป็นต้องตรา พ.ร.ก. นี้

 

ขณะที่ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรที่ไม่เหมือนประเทศอื่น มีประวัติศาสตร์และความเป็นมาของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ทำให้ประเทศไทยยืนยาวมาถึงทุกวันนี้ สถาบันพระมหากษัตริย์คือตัวแทนของความมั่นคงของประเทศ

 

หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์

 

สำหรับประเทศไทย อะไรที่กระทบกับสถาบันพระมหากษัตริย์ก็เท่ากับกระทบต่อความมั่นคงของประเทศด้วยเช่นกัน และการถวายความปลอดภัยให้กับสถาบันพระมหากษัตริย์จึงเปรียบเสมือนการรักษาความปลอดภัยให้กับประเทศชาติ ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศถือเป็นเรื่องเร่งด่วนฉุกเฉิน ส่วนตัวเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนและพร้อมที่จะรับรอง

 

จากนั้นที่ประชุมได้ลงมติเห็นด้วย 374 ไม่เห็นด้วย 70 และงดออกเสียง 2 

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories