เอกนิติ รองนายกฯ และ รมว.คลัง มั่นใจ พ.ร.ก. กู้เงิน 400,000 ล้านยังเดินหน้าได้ตามปกติ ไม่หวั่นฝ่ายค้านยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ พร้อมเผยเตรียมบรรจุแผนก่อหนี้เข้าครม.สัปดาห์หน้า ยัน ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ เริ่มใช้เงิน 1 มิถุนายน ตามไทม์ไลน์เดิม
ประเด็นสำคัญ
วันนี้ (12 พ.ค.) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยืนยันว่า พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ยังคงเดินหน้าได้ตามปกติ แม้พรรคฝ่ายค้านจะยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การออก พ.ร.ก. กู้เงินครั้งนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 172 ก็ตาม
“เข้าใจว่า ทุกคนก็ทำหน้าที่ของตัวเอง ในอดีตพระราชกำหนดออกมาทีไร ฝ่ายค้านก็ฟ้องทุกครั้งนะครับ” ดร.เอกนิติกล่าว
โดยดร.เอกนิติ ระบุว่า จากการหารือในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เช้าวันนี้ (12 พ.ค.) ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย อธิบายให้ ครม. รับทราบในมุมกฎหมายว่า พ.ร.ก. ฉบับดังกล่าวมีผลบังคับใช้แล้วทางกฎหมาย นับตั้งแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ในวันที่ 9 พฤษภาคมที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ดร.เอกนิติกล่าวต่อว่า ฝ่ายค้านสามารถยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ตามมาตรา 173 ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่จะยื่นฟ้องได้เฉพาะประเด็นความมั่นคงทางเศรษฐกิจเท่านั้น ส่วนประเด็นความจำเป็นเร่งด่วน ตรงนี้ ดร.เอกนิติยืนยันว่าเป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร
อย่างไรก็ตาม ดร.เอกนิติมั่นใจว่า รัฐบาลสามารถชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ว่า สถานการณ์ในปัจจุบันมีความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤตค่าครองชีพและเงินเฟ้อระดับโลกขึ้นจริงๆ
“ถ้าเราปล่อยไปเรื่อยๆ ความเสี่ยงที่จะเจอวิกฤต Stagflation มันชัดเจนมากนะครับ และข้อมูลทางเศรษฐกิจก็ยืนยันว่า ข้อมูลออกมาตามที่เราคาดการณ์เสมอ” ดร.เอกนิติกล่าว
ยันแผนก่อหนี้เข้า ครม. สัปดาห์หน้า กู้ล็อตแรก 200,000 กว่าล้าน
สำหรับแผนการก่อหนี้สาธารณะ ซึ่งเดิมทีจะต้องถูกเสนอเข้าที่ประชุม ครม.ในวันนี้ ดร.เอกนิติ ย้ำว่า แผนดังกล่าวยังไม่ถูกเลื่อน แต่จำเป็นต้องรอความเห็นจากหน่วยงานต่างๆ ก่อน แล้วจึงค่อยเสนอเข้าที่ประชุม ครม. ในสัปดาห์ต่อไป
ส่วนแผนการกู้ในรอบแรก ดร.เอกนิติระบุว่า จะอยู่ที่ประมาณ 200,000 กว่าล้านบาท โดยเป็นส่วนของ พ.ร.ก. เงินกู้ 200,000 ล้านบาท และแผนปรับโครงการของหน่วยงานอื่นๆ เช่น การไฟฟ้า ซึ่งเป็นส่วนที่แยกต่างหากจาก พ.ร.ก. อีกที
นอกจากนี้ ดร.เอกนิติยังเผยอีกด้วยว่า ภายในแผนก่อหนี้ฉบับดังกล่าว จะมีการเตรียมออกพันธบัตรออมทรัพย์รายเดือนภายใต้โครงการ ‘ออมพลัส’ เพื่อให้รัฐบาลสามารถระดมทุนมาใช้จ่ายในโครงการต่างๆ ได้ตามจังหวะเวลาที่เหมาะสม ขณะเดียวกัน ก็เป็นโอกาสช่วยประชาชนรายย่อยและผู้สูงอายุ ให้มีแหล่งออมเงินที่ปลอดภัยและได้รับผลตอบแทนที่ดีอย่างสม่ำเสมอ
ดร.เอกนิติย้ำอีกว่า พันธบัตร ‘ออมพลัส’ จะเปิดให้ประชาชนรายย่อยทยอยซื้อได้ทุกเดือน ไม่ต้องแย่งกันซื้อเหมือนในอดีต พร้อมมีอัตราดอกเบี้ยส่วนเพิ่ม (Premium) ให้สูงกว่าอัตราตลาดเล็กน้อยเพื่อเป็นแรงจูงใจสำหรับผู้ออมเงิน เช่น พันธบัตรรัฐบาลระยะ 10 ปีในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 2.2% ก็จะมีการบวกเพิ่มสูงกว่านั้น
“กล่าวโดยสรุปก็คือว่า เวลาถ้ารัฐบาลต้องกู้เงิน เราก็จะแบ่งบางส่วน มาให้เกี่ยวกับผู้ฝากเงิน ผู้สูงอายุนะครับ ที่สามารถมาออมทรัพย์ตรงนี้ได้ด้วยนะครับ ก็มันจะได้ครบถ้วนบูรณาการ” ดร.เอกนิติกล่าว
มั่นใจ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ เริ่มใช้เงิน 1 มิ.ย. ตามเดิม
นอกจากนี้ ดร.เอกนิติยืนยันว่า กระทรวงการคลังเตรียมเสนอโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ซึ่งเป็นการควบรวมระหว่างโครงการคนละครึ่งพลัสและบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เข้าที่ประชุม ครม. ในสัปดาห์หน้า วันที่ 19 พฤษภาคมนี้
พร้อมยืนยันว่า กรอบเวลาทุกอย่างยังคงเป็นไปตามกำหนดการเดิม โดยจะเป็นการเปิดลงทะเบียนโครงการในวันที่ 25 พฤษภาคม และเริ่มใช้จ่ายวันที่ 1 มิถุนายน ซึ่งเบื้องต้นจะแบ่งการดำเนินการเป็น 2 เดือนก่อน (รูปแบบ 2+2) เพื่อเจาะกลุ่มผู้เดือดร้อนและเปิดโอกาสให้ลงทะเบียนใหม่
“ที่ได้พูดคุยเบื้องต้นล่าสุดนะครับ จะทำ 2 เดือนก่อน เป็น 2+2 เพราะว่าเราต้องการ ลงทะเบียนใหม่ และต้องการมุ่งเป้า (Target) คนที่เดือดร้อนด้วย” ดร.เอกนิติกล่าว

