สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในกรรมาธิการวิสามัญการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ วุฒิสภา ร่วมกันแถลงจุดยืนแสดงความไม่เห็นด้วยต่อข้อความที่ ปิยบุตร แสงกนกกุล กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า เสนอให้ยกเลิกการแต่งตั้งคณะองคมนตรี สืบเนื่องจากปรากฏภาพการคณะองคมนตรีร่วมประชุมกับกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) โดยอ้างอิงรัฐธรรมนูญมาตรา 10 ที่พระมหากษัตริย์มีอำนาจในการแต่งตั้งคณะองคมนตรี และมีหน้าที่ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ และอ้างถึงมาตรา 11 การเลือก การแต่งตั้ง การให้พ้นจากตำแหน่งเป็นไปตามพระราชอัธยาศัย และมาตรา 12
พล.ต.ต. ฉัตรวรรษ แสงเพชร สว. ในฐานะรองประธานกรรมาธิการฯ ระบุว่า จากความเห็นของปิยบุตร และกรณีที่พรรคประชาชนโพสต์ข้อความว่า รัฐบาลกำลังกำลังทำการมิบังควรและละเมิดหลักประชาประชาธิปไตย ตลอดจน ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ที่ให้สัมภาษณ์ว่า บุคคลที่เป็นนายกรัฐมนตรี นอกจากจะไม่ควรห้อยโหน หรือดึงฟ้าต่ำแล้ว ต้องใช้อำนาจของตัวเองทุกช่องทางเพื่อดันฟ้าให้สูงขึ้น
พล.ต.ต. ฉัตรวรรษชี้ว่า พฤติกรรมดังกล่าวของพรรคประชาชนและแกนนำ เป็นอันตรายต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยฯ โดยพยายามสร้างความเข้าใจผิดต่อบทบาทขององคมนตรี มีเจตนา หรือประสงค์ต่อผลที่จะกระทบกระเทือนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์
โดยเป็นพฤติกรรมเดิมต่อเนื่องตั้งแต่พรรคก้าวไกล ที่เสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยคดีว่า เป็นการลดสถานะและการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ นำไปสู่การล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยฯ
ตริย์ช่วยเหลือพสกนิกร เพื่อรายงานต่อพระมหากษัตริย์ และองคมนตรีเป็นโบราณราชประเพณีที่มีมาแต่โบราณ
“กรรมาธิการพิทักษ์เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ วุฒิสภา จึงขอเรียกร้องไปยังพรรคประชาชน ให้แสดงความรับผิดชอบ ไม่นำสถาบันมาโจมตี หรือใช้ทางการเมือง ยุยงปลุกปั่นสร้างความเข้าใจผิด และความแตกแยกระหว่างประชาชน และสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งนี้ กรรมาธิการฯ จะพิจารณาดำเนินการกับบุคคลดังกล่าวข้างต้น และพรรคประชาชนต่อไป เพื่อปกป้องคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และศูนย์รวมของชาติไทยสืบไป” พล.ต.ต. ฉัตรวรรษกล่าว
พล.ต.ต.ฉัตรวรรษยังเชื่อมโยงถึงข้อความที่ณัฐพงษ์โพสต์รำลึกการครบรอบ 12 ปี เหตุการณ์รัฐประหารปี 2557 ซึ่งระบุว่า ”ภายใต้ระบอบสีน้ำเงิน ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ และวุฒิสภา พร้อมที่จะใช้อำนาจอย่างฉ้อฉลบิดเบือน เพราะประชาชนตรวจสอบ หรือถอดถอนไม่ได้…” นั้น ตนเองในฐานะประธานกรรมาธิการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ การป้องกันและปราบปรามการทุจริประพฤติมิชอบ และการเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา เห็นว่า มีการเน้นย้ำเรื่องระบอบสีน้ำเงินกินรวบประเทศไทย ซึ่งแสดงภายหลังหลังจากที่คณะองคมนตรีร่วมประชุมกับ บกปภ.ช.
“หากตีความแล้วคำว่า ‘ระบอบ’ หมายถึงการคงมีอยู่ และการอยู่ต่อไป สีน้ำเงินคือ สีแถบธงชาติไทย ซึ่งประชาชนโดยทั่วไปทราบอย่างดีว่า หมายถึงองค์พระมหากษัตริย์ และการกล่าวว่า กินรวบประเทศไทยหมายถึงพฤติกรรมการผูกขาด หรือการใช้โอกาสเอามาเป็นผลประโยชน์ของตนทั้งการเมือง และเศรษฐกิจ เข้าใจได้ว่า เป็นความพยายามสร้างวาทกรรม พยายามทำให้สถาบันฯ ดูสั่นคลอนในสายประชาชนใช่หรือไม่”
พล.ต.ต. ฉัตรวรรษชี้ว่า การกระทำนี้เข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ไม่ใช่การวิพากษ์วิจารณ์ตามปกติ แต่เป็นการโยงสี โยงบุคคลรอบสถาบันฯ แบบมีนัยยะซ่อนเร้นในลักษณะ ‘ตีวัวกระทบคราด’ เพื่อเลี่ยงกฎหมาย เป็นความพยายามใช้วาทกรรมในการลดความเชื่อมั่นจากประชาชนต่อเสาหลักของบ้านเมือง
โดยเฉพาะการสร้างความเข้าใจผิดต่อองคมนตรีว่า มีการเข้าแทรกแซง สั่งการรัฐบาลการกระทำไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีการแสดงความเห็นนำไปสู่การสร้างกระแสสังคมที่วิจารณ์องคมนตรี เพื่อให้ประชาชนไม่ยอมรับองคมนตรีนำไปสู่การเสนอข้อเรียกร้องให้ยกเลิกองคมนตรี เป็นการเสนอที่ก้าวล่วงสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นการแสดงเจตนาที่ส่งผลกระทบต่อพระมหากษัตริย์อย่างชัดเจน
พล.ต.ต. ฉัตรวรรษได้เรียกร้องให้องค์กรอิสระ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาพฤติกรรมดังกล่าว ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป พร้อมระบุด้วยว่า พฤติการณ์ดังกล่าวของแกนนำพรรคประชาชน อาจจะส่งผลกระทบต่อการพิจารณาคดี 44 สส. ที่อยู่ในชั้นศาลฎีกา และศาลฯ ไม่ได้สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ก่อนหน้านี้ อีกทั้งศาลฯ มีคำสั่งเงื่อนไขข้อห้ามการกระทำซ้ำเอาไว้


