วันนี้ (4 กันยายน) พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสงครามของสหรัฐอเมริกา กำลังเผชิญกับมรสุมทางการเมืองและกระแสต่อต้านอย่างหนัก แรงกดดันล่าสุดมาจากภายในพรรครีพับลิกัน โดย ทอม ทิลลิส สมาชิกวุฒิสภาได้ออกมาวิจารณ์ว่า เฮกเซธบริหารงาน ‘ไร้ประสิทธิภาพที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา’ มีความมั่นใจในตัวเองต่ำ และสร้าง ‘สุญญากาศความเป็นผู้นำ’ จนมีการเรียกร้องให้โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปลดเขาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้
สรุปประเด็นความขัดแย้งและวีรกรรมสำคัญของ ‘พีท เฮกเซธ’
- ‘วิกฤตการล้างบาง’ ทหารระดับสูงและการบล็อกตำแหน่ง (Overhaul & Purge of Leadership)
หลังจากเข้ารับตำแหน่งเมื่อต้นปี 2025 เฮกเซธได้สั่งปลดผู้บัญชาการทหารระดับสูงหลายคน เช่น พลเรือเอก ลิซา แฟรนเชตติ (ผบ.ทร.) และพลเรือโท ลินดา เฟแกน (ผบ.หน่วยป้องกันชายฝั่ง) ซึ่งทั้งสองเป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว รวมถึง พลเอก ชาร์ลส์ คิว. บราวน์ ประธานคณะเสนาธิการร่วม
เฮกเซธยังใช้อำนาจคัดชื่อนายทหารระดับสูงออกจากบัญชีเสนอชื่อเลื่อนยศมากถึง 80 นาย ซึ่งรวมถึงผู้ที่จะขึ้นเป็นนายพล 1 และ 2 ดาว โดยพบว่านายทหารหญิงและนายทหารผิวสีถูกกีดกันในสัดส่วนที่สูงอย่างไม่ธรรมดา
โดยเฮกเซธมองว่า กองทัพยุคก่อนหน้าเน้นนโยบายความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการเปิดรับ (DE&I) มากเกินไป จนทำให้ประสิทธิภาพและความพร้อมในการรบของกองทัพลดลง เขาจึงต้องการปลดผู้นำทหารที่เขาเห็นว่า สนับสนุนหรือเติบโตมาจากแนวคิดนี้ เพื่อล้างบางวัฒนธรรม ‘Woke’ ในกองทัพ
แรงกดดันและการบริหารของเฮกเซธ ส่งผลให้เกิดการลาออกของเจ้าหน้าที่ระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดคือ แดน ดริสคอล (Dan Driscoll) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกองทัพบก (Secretary of the Army) ที่ยอมลาออกจากตำแหน่ง หลังมีรายงานความตึงเครียดกับเฮกเซธ
นอกจากนี้ การเสนอชื่อ พลเอก คริสโตเฟอร์ ลาเนฟ ขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารบกคนใหม่ ถูกคัดค้านจากวุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกันด้วยกันเอง เนื่องจากมองว่า เขาขาดประสบการณ์ และไม่พอใจที่เฮกเซธสั่งปลด พลเอก แรนดี้ จอร์จ ผู้บัญชาการคนเก่าออกอย่างไร้เหตุผล
- กรณี ‘Signalgate’ และการทำข้อมูลปฏิบัติการลับรั่วไหล
ในเดือนมีนาคม 2025 เจ้าหน้าที่รัฐบาลทรัมป์ได้ดึงตัวบรรณาธิการของนิตยสาร The Atlantic เข้าไปในกลุ่มแชตลับแอป Signal โดยไม่ตั้งใจ ซึ่งเป็นกลุ่มที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงรวมถึงเฮกเซธกำลังหารือเกี่ยวกับการโจมตีเยเมนที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยข้อความของเฮกเซธระบุถึงรายละเอียดเวลาปล่อยเครื่องบินและพิกัดการโจมตีอย่างละเอียด
นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าเขาแชร์ข้อมูลทางการทหารที่ละเอียดอ่อนในกลุ่มแชต Signal ส่วนตัวที่มีภรรยา น้องชาย และทนายความส่วนตัวร่วมอยู่ด้วย ซึ่งขัดต่อกฎความปลอดภัยทางยุทธการของกองทัพ
- ยุทธศาสตร์ ‘เน้นความรุนแรงสูงสุด’ (Maximum Lethality) และข้อหาละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ
กองทัพสหรัฐฯ ภายใต้เฮกเซธ สั่งเปิดฉากการโจมตีเรือขนาดเล็กในมหาสมุทรแคริบเบียนและแปซิฟิกตะวันออก เพื่อปราบปราม ‘ผู้ก่อการร้ายค้ายาเสพติด’ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 227 คน ซึ่งเหยื่อส่วนใหญ่อาจเป็นเพียงชาวประมงผู้บริสุทธิ์จากโคลอมเบีย เอกวาดอร์ และประเทศอื่นๆ โดยไม่มีการแสดงหลักฐานใดๆ มีรายงานด้วยว่า เฮกเซธเคยสั่งให้มีการโจมตีซ้ำ (Double-Tap) เพื่อสังหารผู้รอดชีวิตจากการโจมตีรอบแรก
อีกทั้งการเปิดฉากทำสงครามกับอิหร่าน ‘โดยไม่มีทางออกที่ชัดเจน’ ส่งผลให้สหรัฐฯ สูญเสียงบประมาณไปแล้วกว่า 3.75 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และทำให้คลังแสงอาวุธร่อยหรอ ยิ่งไปกว่านั้น ยุทธศาสตร์ ‘ปลดล็อกขีดจำกัดสูงสุดในสมรภูมิ’ ของเขา ทำให้ขีปนาวุธโทมาฮอว์กยิงถล่มโรงเรียนประถมในอิหร่านในวันแรกของสงคราม คร่าชีวิตผู้คนไปประมาณ 170 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็ก และล่าสุดมีการยิงถล่มงานแต่งงานของพลเรือน จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก
นอกจากนี้ กองทัพสหรัฐฯ ภายใต้การนำของเฮกเซธยังได้ส่งทหารไปควบคุมตัว นิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา เพื่อนำตัวมาขึ้นศาลที่นิวยอร์ก ซึ่งถูกนักวิจารณ์มองว่า เป็นการละเมิดอธิปไตยของประเทศอื่นอย่างชัดเจน
- ปัญหาด้านงบประมาณกลาโหม และการข้ามขั้นตอนสภา
เพนตากอนเสนองบประมาณปี 2027 สูงเป็นประวัติการณ์ถึง 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (เพิ่มขึ้น 42%) ซึ่งถูกสถาบันวิจัยวิจารณ์ว่า เป็นการขอ ‘เช็คเปล่า’ โดย มิตช์ แมคคอนเนลล์ สมาชิกวุฒิสภาพรรครีพับลิกัน ก็ได้ออกมา ‘คัดค้าน’ โครงสร้างงบประมาณนี้ที่พยายามเลี่ยงกระบวนการตรวจสอบของสภา ผ่านช่องทาง กระบวนการปรับปรุงงบประมาณ (Budget Reconciliation) ซึ่งเปรียบเสมือน ‘ทางด่วนพิเศษ’ เพื่อให้ผ่านร่างกฎหมายได้ด้วยเสียงข้างมากธรรมดา
- สงครามวัฒนธรรมและการแทรกแซงทางศาสนาในกองทัพ
เฮกเซธเคยสั่งยกเลิกมาตรการสนับสนุนความหลากหลายทางเชื้อชาติและเพศ รวมถึงการขับทหารทรานส์ (Transgender) ออกจากกองทัพตามนโยบายของทรัมป์ เขายังผลักดันมาตรการตรวจระดับฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone) สำหรับทหารอายุเกิน 30 ปี และกำหนดมาตรฐานการโกนหนวดเคราภายใต้สโลแกน ‘No More Beardos’
เฮกเซธนำกลุ่มสวดมนต์ของคริสเตียนเป็นประจำในเพนตากอน และมักนิยามภารกิจทางทหารของกองทัพด้วยถ้อยคำทางศาสนา ซึ่งสร้างความกังวลให้กับฝ่ายที่ยึดถือหลักความเป็นกลางทางศาสนาของรัฐบาล
- การคุกคามเสรีภาพสื่อมวลชน
สื่อต่างประเทศหลายสำนักรายงานว่า เฮกเซธได้จำกัดการเข้าถึงของสื่อมวลชน และออกนโยบายให้ผู้สื่อข่าวต้องเซ็นสัญญายอมรับการจำกัดเสรีภาพในการรายงานข่าว ซึ่งต่อมาศาลตัดสินว่า ‘ขัดต่อรัฐธรรมนูญ’ อีกทั้งยังมีการสั่งปลดพนักงานของหนังสือพิมพ์กองทัพ Stars and Stripes 3 คนที่ออกมาเรียกร้องความเป็นอิสระของกองบรรณาธิการ จนนำไปสู่การฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากเพนตากอนในข้อหาเซ็นเซอร์สื่อ
มรสุมรอบตัว พีท เฮกเซธ สะท้อนถึงวิกฤตศรัทธาครั้งใหญ่ที่แม้แต่สมาชิกพรรครีพับลิกันเองก็เริ่มตั้งคำถามถึงการไร้ประสบการณ์บริหาร การกวาดล้างบุคลากรระดับสูงอย่างไร้เหตุผล และยุทธศาสตร์การทหารแบบสุดโต่งที่สร้างความตึงเครียดระดับโลก ไม่เพียงแต่ทำให้เพนตากอนเผชิญสุญญากาศความเป็นผู้นำ แต่ยังกำลังผลักดันให้สหรัฐฯ ติดหล่มใน ‘สงครามที่ไม่มีวันสิ้นสุด’ ครั้งใหม่ ซึ่งเปลี่ยนสถาบันความมั่นคงที่เคยมีเสถียรภาพให้กลายเป็นศูนย์กลางของความขัดแย้งทางการเมืองภายในอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ส่วนอนาคตทางการเมืองของเฮกเซธต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร เขาจะยังคงรักษาเก้าอี้รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ไว้ได้อย่างเหนียวแน่นหรือไม่ ต้องติดตาม
ภาพ: Kylie Cooper / Reuters
อ้างอิง:
- https://www.aljazeera.com/news/2026/8/5/why-are-us-republicans-losing-faith-in-war-secretary-pete-hegseth
- https://www.aljazeera.com/news/2026/9/4/pete-hegseths-pentagon-a-list-of-controversies-that-define-his-tenure
- https://www.npr.org/2026/09/03/nx-s1-5955302/pentagon-exodus-under-hegseth-venezuela-oil-and-democracy-clancy-trial-deadlocked


