วันนี้ (4 พฤษภาคม) กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยข้อมูลที่น่าเป็นห่วงเกี่ยวกับพฤติกรรมรูปแบบใหม่ของกลุ่มคนวัยทำงานในปัจจุบัน ที่พบว่ามีความเคร่งครัดและตรงต่อเวลาเป็นอย่างมากเมื่อเป็นการนัดหมายหรือตารางการทำงาน แต่ในทางกลับกัน เมื่อถึงเวลาที่ต้องพักผ่อนนอนหลับ กลับมักจะเลื่อนเวลาออกไปและไม่ตรงต่อเวลา
ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างร้ายแรงโดยไม่รู้ตัว ทั้งความเสี่ยงในการเกิดกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และภาวะสมองเสื่อมในระยะยาว กรมอนามัยจึงออกโรงเตือนให้ประชาชนหันมาให้ความสำคัญกับเวลานอน ให้เทียบเท่ากับการนัดหมายสำคัญในชีวิต
แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับประเด็นนี้ว่า ปัจจุบันกลุ่มคนทำงานสามารถบริหารจัดการเวลาเรื่องงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่กลับละเลยเวลานอน โดยมักนำเวลาพักผ่อนไปทำกิจกรรมอื่นทดแทน เช่น การเล่นโทรศัพท์มือถือ หรือการเสพสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว การนอนหลับถือเป็นช่วงเวลาวิกฤตที่ร่างกายจะทำงานเพื่อฟื้นฟูตนเองอย่างเข้มข้น สมองจะทำหน้าที่กำจัดของเสียที่สะสมมาตลอดทั้งวัน
หากกระบวนการนี้ถูกรบกวน จะส่งผลกระทบต่อระบบประสาท และเชื่อมโยงไปสู่ความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะสมองเสื่อมเมื่อมีการสะสมในระยะยาว นอกจากนี้ ในขณะหลับ ร่างกายยังได้ปรับสมดุลฮอร์โมน ลดการอักเสบ และช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ต่างๆ อีกด้วย
ทางด้าน นายแพทย์ปกรณ์ ตุงคะเสรีรักษ์ รองอธิบดีกรมอนามัย ได้กล่าวเสริมว่า กลุ่มวัยทำงานถือเป็นฟันเฟืองและกำลังหลักที่สำคัญทั้งในการดูแลครอบครัวและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องดูแลสุขภาพให้สมบูรณ์ทั้งทางร่างกายและจิตใจ การนอนหลับพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ
จะส่งผลให้เกิดอาการสมองล้า สมาธิลดลง อารมณ์แปรปรวน และหงุดหงิดง่าย หากพฤติกรรมนี้สะสมอย่างต่อเนื่อง จะทำให้ระดับฮอร์โมนความเครียดในร่างกายเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลตามมาคืออาการหิวบ่อย รับประทานอาหารมากขึ้น ระบบภูมิคุ้มกันลดลง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรค NCDs เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ
เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาสุขภาพดังกล่าว กรมอนามัยจึงมีข้อแนะนำให้วัยทำงานปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยให้ความสำคัญกับเวลานอนเสมือนเป็นเวลานัดหมายที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ควรตั้งเป้าหมายการนอนหลับให้ได้ 7–9 ชั่วโมงต่อคืน กำหนดเวลาเข้านอนให้ตรงเวลาและสม่ำเสมอ ลดการใช้หน้าจออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ก่อนเข้านอน และอาจใช้ตัวช่วยอย่างการตั้งนาฬิกาเตือนเวลาเข้านอน
นอกจากนี้ ควรดูแลสุขภาพในมิติอื่นควบคู่ไปด้วย เช่น การออกกำลังกายอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ลดอาหารรสหวาน มัน เค็ม ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยลดอัตราการลาป่วย ขาดงาน หรืออุบัติเหตุจากการทำงานเท่านั้น แต่ยังถือเป็นการลงทุนเพื่อสุขภาพที่แข็งแรงและยั่งยืนในระยะยาวอีกด้วย


