×

ผู้บริหาร 3 ผู้ค้าทองคำรายใหญ่คาดราคาปีนี้ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว แต่จะทะลุได้ 80,000 บาท อาจต้องรอปีหน้า

17.08.2026
  • LOADING...
ภาพทองคำแท่งพร้อมโลโก้ 3 ผู้ค้าทองคำรายใหญ่ และข้อความคาดการณ์ราคา

ผู้บริหาร 3 ผู้ค้าทองคำรายใหญ่ของไทยประเมินตรงกันว่าราคาทองคำผ่านจุดต่ำสุดของรอบนี้ไปแล้ว แต่การจะกลับไปเห็นระดับ 80,000 บาทต่อบาททองคำ อาจต้องรอถึงปีหน้า พร้อมชี้แนวต้าน 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ คือด่านชี้ขาดทิศทางตลาด

 

 
 

ประเด็นที่ผู้ค้าทองคำทั้ง 3 ราย ได้แก่ ฮั่วเซ่งเฮง, วายแอลจี และเอ็มทีเอส โกลด์ ให้น้ำหนักตรงกันคือ ราคาทองคำโลกได้ผ่านจุดต่ำสุดของรอบการปรับฐานนี้ไปแล้ว

 

ธนรัชต์ พสวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทฮั่วเซ่งเฮง กล่าวว่า ในช่วงต้นปีที่ผ่านมาราคาทองคำโลกทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ระดับ 5,595 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทำให้พฤติกรรมของนักลงทุนเปลี่ยนไปเมื่อราคาเริ่มย่อตัวลง

 

“เมื่อราคาทองคำเริ่มย่อตัวลงมารอบนี้ พฤติกรรมของคนจึงเปลี่ยนไปคือไม่ได้รีบร้อนเข้าไปซื้อทันทีเหมือนแต่ก่อน เนื่องจากฐานราคาเดิมเคยอยู่สูงมาก วันนี้นักลงทุนจึงเน้นการเฝ้ารอจังหวะย่อตัว เพราะยังคงเชื่อมั่นว่าปัจจัยระยะยาวของทองคำยังคงเป็นทิศทางบวกอยู่” ธนรัชต์กล่าว

 

ฮั่วเซ่งเฮงประเมินว่าแนวรับสำคัญที่เป็นจุดต่ำสุดอยู่ที่ประมาณ 4,100 ดอลลาร์ และการปรับฐานในช่วง 5-6 เดือนที่ผ่านมาถือว่าลงมาเกือบสุดทางแล้ว โดยหากราคาสามารถทะลุแนวต้านสำคัญที่ 4,500 ดอลลาร์ขึ้นไปได้ ตลาดจะเปลี่ยนทิศทางเข้าสู่สภาวะขาขึ้นอย่างชัดเจน พร้อมตั้งเป้าหมายราคาทองคำโลกปีนี้ไว้ที่ 4,900 – 5,000 ดอลลาร์

 

พวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) ประเมินจุดต่ำสุดไว้ต่ำกว่าเล็กน้อยที่ระดับ 3,900 – 3,950 ดอลลาร์ แต่ให้แนวต้านที่ระดับเดียวกันคือ 4,500 ดอลลาร์ และประเมินเป้าหมายจนถึงสิ้นปีนี้ไว้ที่ประมาณ 4,850 – 5,000 ดอลลาร์ต้นๆ พร้อมระบุว่าการกลับไปเห็นระดับราคาสูงสุดเดิมนั้น ในระยะสั้นอาจจะยังไม่เห็น

 

ขณะที่ นายแพทย์กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ผู้บริหารกลุ่มบริษัทในเครือ เอ็มทีเอส โกลด์ (แม่ทองสุก) มองว่าในระยะยาวราคาทองคำไม่น่าจะหลุดแนวรับสำคัญที่ 4,000 ดอลลาร์ลงไปแล้ว โดยให้เหตุผลว่าข่าวร้ายที่กดดันตลาดในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาน่าจะผ่านจุดเลวร้ายที่สุดไปแล้ว

 

“เมื่อไม่มีข่าวร้ายแรงใหม่ๆ เข้ามากระทบ มันก็ไม่มีปัจจัยที่จะมากดดันราคาทองคำ คราวนี้หากหลังจากนี้เกิดข่าวร้ายทางเศรษฐกิจขึ้นมา มันจะยิ่งทำให้ทองคำกลายเป็นพระเอกโดดเด่นยิ่งขึ้นเรื่อยๆ” กฤชรัตน์กล่าว

 

ทะลุ 80,000 บาท อีกครั้ง ต้องรอปีหน้า

 

สำหรับราคาทองคำแท่งในประเทศ กฤชรัตน์ระบุว่า ปัจจุบันราคาทองคำโลกอยู่ที่ประมาณ 4,400 ดอลลาร์ หากปรับขึ้นไปอีกราว 400 ดอลลาร์ หรือประมาณ 10% ราคาทองคำในประเทศจะขยับขึ้ไปสู่ระดับประมาณ 73,000 – 74,000 บาท

 

ส่วนระดับ 80,000 บาทต่อบาททองคำนั้น เขาประเมินว่ามีโอกาสสูงมากที่จะได้เห็นในปี 2570 ช่วงประมาณปลายไตรมาสที่ 1 เนื่องจากคาดว่าทิศทางนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะมีความชัดเจนและเริ่มมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างเป็นรูปธรรมในช่วงไตรมาสแรกของปีหน้า

 

ด้าน YLG ประเมินกรอบราคาทองคำแท่งไทยไว้ว่าจะไม่กลับไปเห็นระดับต่ำกว่า 72,000 บาทอีกแล้ว โดยให้แนวต้านราคาสูงสุดไว้ที่ประมาณ 77,000 บาท

 

ฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท วายแอลจี กรุ๊ป กล่าวเสริมบนเวทีว่า ในระยะยาวราคาทองคำยังไม่ได้เปลี่ยนเป็นขาลง โดยตั้งเป้าหมายที่ 4,900 ดอลลาร์ในปีนี้ ส่วนปีหน้าอาจจะกลับไปทดสอบจุดสูงสุดเดิม และหากผ่านได้จะไปถึงระดับ 6,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์

 

ปัจจัยหนุน ‘Fed การเมืองสหรัฐฯ และแรงซื้อธนาคารกลาง’

 

ปัจจัยที่ผู้ค้าทองคำทั้ง 3 รายให้น้ำหนักมากที่สุดในระยะใกล้คือทิศทางนโยบายการเงินของสหรัฐฯ

 

กฤชรัตน์ระบุว่า เมื่อ 4-5 เดือนก่อน ตลาดโฟกัสแต่เรื่องสงครามและราคาน้ำมันดิบ แต่ปัจจุบันนักลงทุนหันไปมุ่งเน้นเรื่องอัตราดอกเบี้ยเป็นหลัก โดยตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาแย่ลง โดยเฉพาะตัวเลขการจ้างงาน กลับเป็นข่าวดีต่อราคาทองคำ เพราะสะท้อนว่าเงินเฟ้อเริ่มอยู่ตัว เขาระบุว่าตลาดและนักวิเคราะห์ประเมินโอกาสที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายนเหลือเพียง 30% ลดลงจากเดิมที่เคยสูงถึง 65%

 

ด้าน ธนรัชต์มองว่า การหาเสียงเลือกตั้งของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องเน้นควบคุมค่าครองชีพและราคาสินค้าไม่ให้แพงเกินไปเพื่อรักษาฐานคะแนนเสียง จะช่วยลดแรงกดดันต่อการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ Fed ซึ่งเป็นผลบวกต่อราคาทองคำโดยตรง

 

อีกแรงหนุนสำคัญที่ถูกพูดถึงคือ กระแส De-dollarization หรือการลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์ของกลุ่มประเทศ BRICS และกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งพวรรณ์มองว่าจะช่วยกดดันค่าเงินดอลลาร์ในระยะยาว

 

ขณะที่แรงซื้อจากธนาคารกลางยังคงเป็นปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแรง ธนรัชต์ระบุว่าในครึ่งปีแรกธนาคารกลางทั่วโลกซื้อทองคำเพิ่ม 345 ตัน โดยหลักอยู่ในไตรมาส 2 ขณะที่ธนาคารกลางเกาหลีใต้กลับมาซื้อทองคำเป็นครั้งแรกในรอบ 13 ปี ส่วนธนาคารกลางจีนเข้าซื้อต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 21 และประเทศกำลังพัฒนาได้เพิ่มสัดส่วนการถือครองทองคำในทุนสำรองจากระดับ 10% ขึ้นไปสู่ 20-25%

 

ตลาดทองคำไทยซื้อขายวันละ 6.5 หมื่นล้านบาท มากกว่าตลาดหุ้นไทย

 

สารัชต์ รัตนาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวในงานแถลงข่าว ‘ปลดล็อกปรากฏการณ์การลงทุนครั้งใหม่บน SCB EASY’ ว่า ปริมาณการซื้อขายทองคำในประเทศไทยเคยพุ่งขึ้นไปสูงถึงระดับ 50% ของ GDP ประเทศ ขณะที่ปริมาณการซื้อขายรายวันสูงกว่าตลาดหุ้น ซึ่งเป็นที่มาของการพัฒนาบริการ SCB Gold Marketplace

 

“นี่คือก้าวหนึ่งที่พยายามจะสร้าง wealth platform สำหรับลูกค้า 17 ล้านราย” สารัชต์กล่าว โดยอ้างอิงถึงฐานลูกค้าของ SCB EASY ในปัจจุบัน

 

ด้าน แพททริก ปูเลีย Head of Financial Markets ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ไทยติด 1 ใน 10 ประเทศที่มีการซื้อขายทองคำมากที่สุดในโลก โดยปีก่อนหน้า ปริมาณการซื้อขายทองคำของไทยเคยขึ้นไปสูงสุดที่ 2.5 แสนล้านบาทต่อวัน เทียบกับตลาดหุ้นไทยที่ 7.4 หมื่นล้านบาทต่อวัน ขณะที่มูลค่าเฉลี่ยของการซื้อขายทองคำอยู่ที่ 6.5 หมื่นล้านบาทต่อวัน สูงกว่าตลาดหุ้นไทยที่ 4.2 หมื่นล้านบาทต่อวัน

 

แพททริกระบุว่า ที่ผ่านมาคนไทยซื้อขายทองคำเป็นเงินบาทมาโดยตลอด ซึ่งราคาทองคำไทยจะมี 2 องค์ประกอบอยู่ในนั้นเสมอ คือราคาทองคำ และค่าเงิน การเปิดให้ซื้อขายเป็นสกุลดอลลาร์จึงเป็นการแยกตัวแปรทั้งสองออกจากกัน

 

จุดเด่นของ SCB Gold Marketplace ที่ธนาคารระบุ ประกอบด้วยการรวมผู้ค้าทองคำชั้นนำ 3 ราย เข้ามาอยู่บนแพลตฟอร์มเดียว, การซื้อขายด้วยสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ, ไม่มีค่าธรรมเนียมซื้อขาย, รองรับทองคำทั้งความบริสุทธิ์ 99.99% และ 96.5%, ถอนทองคำจริงได้ และซื้อขายผ่านแอปพลิเคชัน SCB EASY

 

ภาพ: Brian A Jackson / Shutterstock

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories