ฮั่วเซ่งเฮงประเมินว่าราคาทองคำมีแนวรับสำคัญอยู่ที่ 4,200 – 4,230 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือคิดเป็นราคาทองคำแท่งในประเทศประมาณ 66,500 – 66,800 บาทต่อบาททองคำ หลังจากที่ราคาทะยานขึ้นไปทำจุดสูงสุดใกล้ระดับ 4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในเดือนสิงหาคม
ราคาทองคำเข้าสู่ช่วงปรับฐาน
ฮั่วเซ่งเฮง รายงานว่า ราคาทองคำในตลาดโลกเริ่มเคลื่อนไหวเข้าสู่ช่วงปรับฐาน หลังจากปรับตัวขึ้นไปทำจุดสูงสุดใกล้ระดับ 4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยแรงส่งของแนวโน้มขาขึ้นเริ่มชะลอลงหลังจาก เควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ได้กล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมเศรษฐกิจประจำปีที่เมืองแจ็กสันโฮลเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม พร้อมส่งสัญญาณว่าความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ Fed ต้องให้ความสำคัญ เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อยังอยู่สูงกว่าเป้าหมายที่ระดับ 2%
สุนทรพจน์ดังกล่าวนำไปสู่การที่ตลาดเพิ่มน้ำหนักต่อความเป็นไปได้ที่ Fed จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุม FOMC วันที่ 15-16 กันยายนนี้ ส่งผลให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) และค่าเงินดอลลาร์ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งกลายเป็นแรงกดดันต่อราคาทองคำในระยะสั้น
นอกจากนี้ ตลาดยังเผชิญกับปรากฏการณ์ตามฤดูกาลอย่าง ‘September Effect’ ซึ่งจากสถิติข้อมูลย้อนหลังพบว่า เดือนกันยายนเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ราคาทองคำมักเผชิญแรงขายทำกำไรและให้ผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบ ก่อนที่จะมีโอกาสฟื้นตัวขึ้นในช่วงเดือนถัดไป อย่างไรก็ดี ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้หมายถึงจุดสิ้นสุดของแนวโน้มขาขึ้น แต่สะท้อนถึงช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนสูงก่อนจะประเมินปัจจัยพื้นฐานรอบใหม่
เปิดปัจจัยกดดันระยะสั้น และแรงหนุนระยะยาว
สำหรับปัจจัยที่จะเข้ามาสร้างความผันผวนในเดือนกันยายน ฮั่วเซ่งเฮง ระบุว่า นอกเหนือจากการประชุม FOMC วันที่ 15-16 กันยายน ที่จะมีการเผยแพร่ประมาณการเศรษฐกิจและ Dot Plot ชุดใหม่แล้ว ตลาดยังจับตาดูทิศทางเงินเฟ้อและข้อมูลตลาดแรงงานอย่างใกล้ชิด หากข้อมูลเศรษฐกิจยังสะท้อนแรงกดดันเงินเฟ้อและ Fed ส่งสัญญาณคงนโยบายการเงินที่เข้มงวด Bond Yield และค่าเงินดอลลาร์จะยังคงทรงตัวในระดับสูง ซึ่งเพิ่มต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำ
ขณะเดียวกัน ตลาดพันธบัตรยังมีความผันผวนจากภาระการกู้ยืมและหนี้สาธารณะของรัฐบาลสหรัฐฯ รวมถึงมาตรการซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวของกระทรวงการคลัง อย่างไรก็ตาม หากเกิดแรงขายในตลาดหุ้นเทคโนโลยีและ AI จากความเชื่อมั่นที่ลดลง เงินทุนบางส่วนก็มีโอกาสไหลกลับเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำได้เช่นกัน
ในส่วนของปัจจัยพื้นฐานระยะกลางถึงระยะยาวยังคงมีแรงหนุนที่แข็งแกร่ง ทั้งความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อราคาพลังงานและเงินเฟ้อ ระดับหนี้ภาครัฐที่อยู่ในระดับสูง ตลอดจนแรงซื้อสะสมทองคำอย่างต่อเนื่องจากธนาคารกลางทั่วโลก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงราคาทองคำเอาไว้
ฮั่วเซ่งเฮง มองแค่พักตัว ไม่ใช่การเปลี่ยนเทรนด์
ฮั่วเซ่งเฮง วิเคราะห์ว่า แม้ราคาทองคำในเดือนกันยายนจะเผชิญแรงกดดันจากดอกเบี้ย ค่าเงินดอลลาร์ และ Bond Yield แต่ปัจจัยพื้นฐานระยะกลางถึงยาวของทองคำยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ทางเทคนิคราคาทองคำได้กลับมาอยู่ในช่วงปรับฐานหลังหลุดเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน (SMA200) อีกครั้งในช่วงปลายเดือนสิงหาคม หลังจากที่เคยปรับตัวทะลุผ่านขึ้นไปได้ในช่วงกลางเดือน
ฮั่วเซ่งเฮง ประเมินว่า ราคาทองคำยังมีโอกาสอ่อนตัวต่อในระยะสั้น โดยมีแนวรับสำคัญอยู่ที่บริเวณ 4,200 – 4,230 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือคิดเป็นราคาทองคำแท่งในประเทศประมาณ 66,500 – 66,800 บาทต่อบาททองคำ หากราคาสามารถยืนเหนือแนวรับดังกล่าวได้ จะมีโอกาสเห็นแรงซื้อกลับและการฟื้นตัวในระยะถัดไป โดยมีแนวต้านสำคัญอยู่ที่ 4,530 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งหากผ่านไปได้จะเป็นสัญญาณยืนยันการกลับมาของโมเมนตัมขาขึ้น

