Ferrari ผู้ผลิตรถสปอร์ตหรูสัญชาติอิตาลี เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าคันแรกในประวัติศาสตร์ภายใต้ชื่อ ‘Luce’ (ลูเช) ที่แปลว่า ‘แสง’ ในภาษาอิตาลี โดยตั้งราคาเริ่มต้นที่ 5.5 แสนยูโร (ประมาณ 20.9 ล้านบาท) แต่การเปิดตัวกลับไม่ได้รับเสียงตอบรับที่ดีนัก เมื่อทั้งนักลงทุนและแฟนรถต่างผิดหวัง จนหุ้นของบริษัทร่วงเกือบ 8% ในตลาดมิลาน และกว่า 5% ในตลาดนิวยอร์ก
ประเด็นสำคัญ
บทวิเคราะห์จาก Bloomberg ระบุว่า ความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นครั้งนี้สะท้อนความตึงเครียดที่มาพร้อมกับการทำ Ferrari ที่เป็นรถไฟฟ้า แม้ Luce จะเร็ว หายาก และอัดแน่นด้วยเทคโนโลยี แต่ก็เป็นการขอให้ผู้ซื้อยอมรับรถที่ไร้ทั้งเสียงคำราม แรงสั่นสะเทือน และพละกำลังของเครื่องยนต์ ซึ่งเคยเป็นเสน่ห์ที่ทำให้ตราม้าลำพองมีมูลค่ามหาศาล
โดย Bloomberg เปรียบเทียบว่า สำหรับคนที่ยังกังขา การเปลี่ยนแปลงนี้อาจเหมือนแชมเปญที่ปราศจากแอลกอฮอล์ ที่แม้ฉลากจะเหมือนเดิม แต่ต้องพิสูจน์ว่ายังให้ความรู้สึกแบบเดิมได้หรือไม่
ดีไซน์สุดล้ำฝีมือ Jony Ive ที่แฟนๆ ไม่ปลื้ม
จุดที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือรูปลักษณ์ของ Luce ซึ่งออกแบบโดย โจนี ไอฟ์ (Jony Ive) อดีตหัวหน้าฝ่ายออกแบบของ Apple ผ่านบริษัท LoveFrom ที่เขาก่อตั้งร่วมกับ มาร์ก นิวสัน โดยรถสปอร์ตอิตาลีนั้นขึ้นชื่อเรื่องการเปลี่ยนโลหะให้เป็นงานศิลปะมานาน ด้วยฝีมือการหล่อ ขึ้นรูป และปั้นแต่งตัวถัง แต่ Luce กลับมีเส้นสายที่ลื่นและกลมมนกว่า จนดูเหมือนอุปกรณ์ไฮเทคระดับพรีเมียมที่ติดตราม้าลำพอง มากกว่าจะเป็นรถสปอร์ตที่มีเครื่องยนต์ทรงพลังซ่อนอยู่
แฟรงก์ สตีเฟนสัน นักออกแบบผู้เคยฝากผลงานทั้ง Ferrari F430 และ McLaren P1 วิจารณ์ว่า Luce ขาดความประณีตของตัวถังที่ปั้นแต่งด้วยมือ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของซูเปอร์คาร์อิตาลี และ “ดูไม่เหมือน Ferrari ที่แท้จริง” ขณะที่ ปิแอร์-โอลิวิเยร์ เอสซิก หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ AIR Capital ระบุเจาะจงกว่านั้นว่ารูปลักษณ์ของรถดูเหมือน “ลูกผสมระหว่าง Honda Accord ไฟฟ้า กับ Tesla Model 3”
อย่างไรก็ตาม เสียงตอบรับบนโซเชียลมีเดียก็แบ่งเป็นสองฝ่ายชัดเจน ตั้งแต่ที่บอกว่า “ส่งไปกองขยะได้เลย” ไปจนถึง “งานออกแบบชั้นครู” ด้าน ฟลาวิโอ มันโซนี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายออกแบบของ Ferrari ยอมรับว่าแนวคิด Ferrari ไฟฟ้าที่มาพร้อมดีไซน์ใหม่นั้น ‘สร้างความเห็นแตกต่าง’ แต่เชื่อว่าผู้คนจะเริ่มชื่นชมมันในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
ลายเซ็นของไอฟ์ยังปรากฏในการออกแบบภายใน โดยตัวถังครึ่งบนและส่วนประกอบหลายชิ้นของ Luce ทำจากกระจกที่ส่วนใหญ่มาจาก Corning ผู้ผลิตกระจกสัญชาติสหรัฐฯ ขณะที่หน้าจอเลือกใช้เทคโนโลยี OLED เพื่อให้ดูเป็นธรรมชาติมากกว่าจอทั่วไป แต่ยังคงพวงมาลัย, ปุ่ม และคันโยกแบบดั้งเดิมไว้
ซึ่งจอห์น เอลคานน์ ประธานของ Ferrari ย้ำว่ารถยนต์ไฟฟ้าไม่จำเป็นต้องกลายเป็นเพียงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อันเป็นความผิดพลาดที่อุตสาหกรรมรถยนต์ทำมาตลอด 10 ปีที่ผ่านมา
แรงจัดแต่วิ่งไม่ไกล ปริศนาของ Ferrari ไฟฟ้า
ในแง่สมรรถนะ Luce ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 4 ตัว ตัวละ 1 ล้อ ทำให้เร่งจาก 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง (ราว 96 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ได้ในเวลาราว 2.5 วินาที และทำความเร็วสูงสุดเกิน 190 ไมล์ต่อชั่วโมง (ราว 305 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) อีกทั้งยังเป็น Ferrari รุ่นแรกที่มี 5 ที่นั่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ระบบส่งกำลังแบบเครื่องยนต์ดั้งเดิมทำไม่ได้
ทว่าจุดที่ชวนตั้งคำถามคือระยะทางวิ่ง แม้ Luce จะมาพร้อมแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ถึง 122 กิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่งใหญ่กว่าที่ Mercedes-Benz ใช้ใน G-Class ไฟฟ้า และที่ BMW ใส่ในลิมูซีน i7 แต่กลับวิ่งได้เพียงราว 330 ไมล์ (ราว 530 กิโลเมตร) ตามมาตรฐาน WLTP ของยุโรป ซึ่งถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับรุ่นใหม่ของ BMW และ Volvo ที่วิ่งได้เกิน 500 ไมล์ (ราว 800 กิโลเมตร)
โดย Bloomberg ตั้งข้อสังเกตว่า การขับ Ferrari แบบเร่งสุดแรงและขับเร็วต่อเนื่องเป็นระยะทางไกล ล้วนรีดพลังแบตเตอรี่อย่างหนัก ทำให้จากเดิมที่ผู้ขับเคยจ้องมาตรวัดรอบเครื่องยนต์ ต่อไปอาจต้องคอยลุ้นเปอร์เซ็นต์แบตเตอรี่ที่เหลือแทน
Ferrari พยายามชดเชยเสียงเครื่องยนต์ที่หายไป ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของแบรนด์ ด้วยการติดตั้งระบบขยายเสียงภายนอก (External Amplification System) ที่นำเสียงจริงจากเพลาไฟฟ้ามาขยายแล้วปล่อยออกสู่ภายนอกรถ ทั้งยังเปิดเสียงนี้ในห้องโดยสารได้เมื่ออยู่ในโหมดสมรรถนะ เพื่อให้ผู้ขับสัมผัสถึงการตอบสนองของรถ โดยบริษัทเปรียบแนวทางนี้กับกีตาร์ไฟฟ้า
เดิมพันครั้งใหญ่ ท่ามกลางคู่แข่งที่ถอยทัพ
แม้จะเสี่ยง แต่ Ferrari ก็มีเหตุผลที่ต้องเดินหน้า เพราะกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้นเรื่อยๆ กำลังจำกัดพื้นที่ของเครื่องยนต์สันดาปลงทุกที แม้แต่ Ferrari เองก็ต้องเตรียมรับมือกับโลกที่เต็มไปด้วยเขตปลอดมลพิษและกลุ่มผู้ซื้อรุ่นใหม่ที่หันมาเลือก EV
ประธานของ Ferrari ระบุว่าบริษัทมองการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นโอกาสในการทดลองสิ่งที่ไม่เคยทำได้มาก่อน การเดินหน้าครั้งนี้สะท้อนผ่านการตัดสินใจครั้งสำคัญ เมื่อ Ferrari ดึงตัว เบเนเดตโต วินญา อดีตผู้บริหารจากวงการไมโครชิป มานั่งเก้าอี้ซีอีโอในปี 2022 เพื่อนำทัพสู่ยุคไฟฟ้า โดยวินญาเล่าว่าตอนที่เขาเข้ามา “พนักงานต่างหวาดกลัวที่จะทำรถไฟฟ้า” พร้อมย้ำว่าบริษัทจะหยุดอยู่กับความสำเร็จในอดีตไม่ได้ แต่ต้องเป็นผู้นำด้านนวัตกรรม
ที่น่าสนใจคือ Ferrari เดินหน้าลุย EV สวนทางกับคู่แข่งที่พากันชะลอแผน ทั้ง Lamborghini เพื่อนร่วมชาติที่ล้มเลิกแผนรถสปอร์ตไฟฟ้าหันไปทำไฮบริดแทน และ Porsche จากเยอรมนีที่ลดเป้าหมายด้าน EV ลง ท่ามกลางความต้องการที่ซบเซาและการแข่งขันดุเดือดจากแบรนด์จีนที่ผลิตได้เร็วและถูกกว่า
Ferrari ซึ่งเป็นผู้ผลิตรถยนต์ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในยุโรป อาศัยกลยุทธ์การขายรถที่มีความพิเศษเฉพาะตัวสูง ซึ่งช่วยปกป้องบริษัทจากแรงกดดันที่คู่แข่งเผชิญได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ในปีที่ผ่านมาหุ้นของ Ferrari กลับร่วงลงกว่า 30% สอดคล้องกับภาวะซบเซาของแบรนด์หรูทั่วโลก หลังเงินเฟ้อบั่นทอนกำลังซื้อสินค้าระดับบน
คำถามที่ยากที่สุดจึงไม่ใช่ว่า Ferrari จะขาย Luce ได้หรือไม่ เพราะบริษัทน่าจะขายได้แน่นอนจากฐานลูกค้าที่ภักดี แต่เป็นคำถามที่ว่าการก้าวสู่โลกไฟฟ้าครั้งนี้จะยิ่งเสริมตำนานของม้าลำพอง หรือค่อยๆ กัดกร่อนมันลงทีละน้อย เพราะเมื่อเครื่องยนต์ที่เคยเป็นหัวใจหายไป ตลาดก็กำลังตั้งคำถามว่ามนตร์เสน่ห์ของ Ferrari จะยังหลงเหลืออยู่มากแค่ไหน
หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ยูโร เท่ากับ 37.92 บาท ณ วันที่ 27 พฤษภาคม 2569
ภาพ: Courtesy of Ferrari
อ้างอิง:
- https://www.bloomberg.com/news/newsletters/2026-05-26/ferrari-s-first-electric-supercar-luce-falls-flat-with-investors
- https://www.bbc.com/news/articles/cwy22rddy5no
- https://www.wsj.com/business/autos/ferrari-launches-640-000-jony-ive-designed-glass-clad-electric-speedster-9deb248e

