×

ก้าวที่กล้าของ มู่ลี่-อัญชิสา วัชรพล กับภารกิจสร้างแบรนด์เมกอัพน้องใหม่ Everpink

15.11.2019
  • LOADING...
Everpink

HIGHLIGHTS

4 Mins. Read
  • รู้จัก มู่ลี่-อัญชิสา วัชรพล Chief Executive และเจ้าของแบรนด์เครื่องสำอางน้องใหม่ของไทยอย่าง Everpink ผ่านแนวคิด ความฝัน และคอนเซปต์ที่ต้องการเห็นสาวๆ มีเสน่ห์ในแบบของตัวเอง 

การเป็นเจ้าของแบรนด์ความงามของตัวเอง อาจเป็นหนึ่งในความฝันของผู้หญิงหลายคน แต่สำหรับ มู่ลี่-อัญชิสา วัชรพล การสร้างแบรนด์เครื่องสำอาง Everpink คือก้าวสำคัญก้าวใหม่ในชีวิต ที่เธอจะได้งัดความรู้ความสามารถของตัวเองออกมาใช้อย่างเต็มที่ในการบริหารและสร้างแบรนด์ความงาม ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดในเมืองไทย แนวคิด แพสชัน และคอนเซปต์เมกอัพคอลเล็กชันแรกของแบรนด์นี้จะเป็นอย่างไร THE STANDARD จะพาทุกคนไปรู้จักตัวตนและเมกอัพของเธอให้มากขึ้น 

 

Everpink

 

เก็บเกี่ยวประสบการณ์ก่อนสร้างแบรนด์ 

มู่ลี่: หลังจากมู่เรียนจบปริญญาตรี (คณะวารสารศาสตร์ ภาคอินเตอร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) ก็ไปช่วยงานพีอาร์ให้กับแบรนด์ Vickteerut มู่ทำงานอยู่ที่นั่นประมาณ 1 ปี พอดีเป็นช่วงที่บ้านทำประมูลทีวีดิจิทัล (ไทยรัฐ)​ ก็เลยเกณฑ์สมาชิกในครอบครัวกลับมาช่วยงานที่บ้านกันหมด มู่ทำ Marketing Communication Officer พอทำงานไปสักพักหนึ่งก็รู้สึกเอ็นจอยเหมือนเป็นโลกใหม่ แต่หลังๆ ก็รู้สึกว่าตัวเองอาจจะไม่ได้เหมาะกับการทำโปรโมตให้กับสื่อที่แมสขนาดนี้ ก็เลยปรึกษาครอบครัว และถอนตัวเองออกมาเรียนต่อปริญญาโทสาขา Communications ที่ Istituto Marangoni (London Campus) มู่ไปเรียนแฟชั่นโปรโมชัน จะเน้นเรื่องการสื่อสารและการโปรโมตแบรนด์ ก็จะเหมือนทำ Communication ด้วย ทำ Marketing ด้วย แต่จริงๆ แล้วมันไม่ได้สำหรับแค่เรื่องแฟชั่น บิวตี้ หรือลักชัวรีอย่างเดียว ทำให้เราได้พื้นฐานที่มาปรับใช้กับอะไรก็ได้ มันก็ทำให้มู่รู้ตัวว่าโอเคนะ รสนิยมเรามันก็มีความยกระดับที่ Premium Mass ขึ้นไปอีกประมาณหนึ่ง 

 

การค้นพบโอกาสสร้างแบรนด์ใหม่

มู่ลี่: พอเรียนจบกลับมาที่บ้านก็คิดว่าจะลุยทางฝั่งไทยรัฐออนไลน์ น่าจะเหมาะกับมู่มากกว่า เพราะว่าส่วนตัวแล้วไทยรัฐทีวีเขาจะเข้าถึงชาวบ้านได้แมสจริงๆ ทั่วประเทศ ซึ่งมู่รู้ตัวว่าไม่ถนัดทางนี้เท่าไร ก็เลยทำไทยรัฐออนไลน์ในตำแหน่ง Bussiness Development Officer ซึ่งตอนนั้นถือว่าจังหวะชีวิตดีมาก เพราะว่ามันเป็นหน่วยงานที่เหมือนต้องหา Future ให้กับตระกูลวัชรพล นอกเหนือจากสื่อสิ่งพิมพ์อย่างเดียว แล้วมู่ก็เริ่มมองเห็นว่าฝั่ง Beauty เป็นตลาดที่ทำเงินเยอะมาก ตอนนั้นที่รีเสิร์ชเอาไว้รู้สึกจะทำเงินเป็นอันดับ 4 ของประเทศไทย (ปี 2561) มู่ก็เลยลองนำไปเสนอที่บ้านดู แล้วทุกคนก็รู้สึกว่า ธุรกิจด้านความงามมันก็ดีนะ เพราะเรามีสื่ออยู่ในมือของตัวเองที่มากมายมหาศาล แล้วมันก็ครอบคลุมทุกๆ พฤติกรรมของคนเสพสื่อ ทั้งหนังสือพิมพ์ ทีวี ออนไลน์ หรือโซเชียลมีเดีย ถ้าสมมติว่าใช้คลังโฆษณาเหล่านี้ในการโปรโมตธุรกิจใหม่ของเรา ก็ถือเป็นเรื่องที่น่าลองดู ครอบครัวก็สนใจธุรกิจบิวตี้เหมือนกัน เพราะมันเป็นอะไรที่เข้าถึงง่าย ทุกคนเข้าใจ พอที่บ้านเห็นด้วย มู่ก็ขอลาออกจากไทยรัฐออนไลน์เลย (หัวเราะ) เป็นการลาออกเพื่อมาเริ่มทำแบรนด์เครื่องสำอางเต็มตัว 

 

Everpink

 

ความรู้สึกต่อโลกความงาม

มู่ลี่: มู่รู้สึกว่าบิวตี้เป็นเรื่องใกล้ตัวเรา ทุกคนที่บ้านก็โหวตเป็นเสียงเดียวกันว่า “ถ้าเป็นบิวตี้ มันไม่มีใครจะเหมาะมากไปกว่าเธออีกแล้ว” เหมือนเราเองก็มีบุญเก่า เราเคยเป็นเซเลบฯ มา เป็นไฮโซเด็กอะไรอย่างนี้ค่ะ (หัวเราะ) ก็เลยช่วยเราได้ประมาณหนึ่ง มีเพื่อนๆ ในอินสตาแกรมที่คุยกันอยู่ มู่ก็เลยรีวิวสกินแคร์ต่างๆ มาแล้วบ้าง เช่น เซรั่มทาผิวของน้ารี่ (พัชทรี ภักดีบุตร เจ้าของแบรนด์ Erb) พี่เขาก็บอกว่า ขายดีขึ้น ก็คิดว่า ถ้าอย่างนั้นเราก็ไปได้ อย่างน้อยเราก็มีฐานผู้ติดตามที่เชื่อถือในตัวเราอยู่ประมาณหนึ่ง ก็เป็นนิมิตหมายที่ดี และเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีให้กับตัวมู่ 

 

Everpink

 

Everpink คืออะไร

มู่ลี่: ชื่อแบรนด์ Everpink มาจาก Evergreen มู่พยายามจะหาอะไรที่ Connection กันระหว่างไทยรัฐกับแบรนด์บิวตี้ ซึ่งเป็นแบรนด์ใหม่ของครอบครัวเรา ด้วยความที่คอนเทนต์มันเป็น Evergreen อยู่แล้ว แล้ว Green ก็คือสีเขียว ซึ่งไทยรัฐก็สีเขียว มู่ก็เลยคิดว่าแล้วทำไมจะ Everpink ไม่ได้ เพราะถ้านึกถึงบิวตี้ คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงสีชมพู สีชมพูมันก็สื่อถึงความสุข ความเป็นเด็กสาว ความสดใส เป็นความงามที่จะอยู่กับเราแบบ Everlasting แล้วแบรนด์ Everpink นี่ปรัชญาของแบรนด์เลยคือ มู่อยากให้ทุกคนเป็นตัวเองอย่างสร้างสรรค์ ​เพราะว่ามู่เป็นคนที่แต่งหน้าสเตปเยอะ คอนทัวร์เยอะๆ ไม่เป็นเลย มู่จะชอบแต่งหน้าน้อยๆ บางวันอยากโชว์ๆ เปลือยๆ หน้าก็ได้ มันก็โอเคนี่ เพราะในชีวิตประจำวันคนเราไม่จำเป็นต้องแต่งหน้าเยอะขนาดนั้น เราไม่ได้มีเวลาเยอะ ก็เลยอยากทำเครื่องสำอางที่ ‘enhances Your Natural Beauty’  

มู่ยังเห็น Gap ตรงที่ว่า สาวไทยมักจะต้องเลือกว่า เธอจะเป็นสาย ฝ. หรือเธอจะเป็นสายเกา ยังไม่มีตรงกลางที่ชัดเจนแบบ “ถ้าฉันจะเป็นสายของฉันเองล่ะ”

มองตลาดบิวตี้ไทยอย่างไร

มู่ลี่: ตลาดบิวตี้ในไทยมันเยอะมากเลยค่ะ มู่มองว่า แบรนด์เครื่องสำอางไทยตลอด 4-5 ปีที่ผ่านมาคึกคัก มีแบรนด์เครื่องสำอางเกิดใหม่จำนวนมาก มีร้านค้าปลีกผุดขึ้นหลายแห่ง เช่น Eveandboy, Sephora, Beauty Buffet, Butrium และร้านขายยาต่างๆ (Drug Store) แม้แต่เซ็นทรัลเอง ปีนี้ก็ทำสโตร์ KIS Beauty เป็นของตัวเอง แล้วมู่รู้สึกว่าคนไทยให้การยอมรับแบรนด์ไทยมากขึ้นเช่นกัน ไม่ได้จำเป็นต้องใช้แต่เมกอัพของเกาหลี ญี่ปุ่น หรืออเมริกาอีกต่อไป เพราะแบรนด์ไทยเราก็โอเค แต่มู่ยังเห็น Gap ตรงที่ว่า สาวไทยมักจะต้องเลือกว่า เธอจะเป็นสาย ฝ. หรือเธอจะเป็นสายเกา ยังไม่มีตรงกลางที่ชัดเจนแบบ “ถ้าฉันจะเป็นสายของฉันเองล่ะ” มันยังมีช่องว่างตรงนี้ แล้วมันตรงกับความชอบของมู่ที่อยากให้ทุกคนสวยในแบบของตัวเอง ดังนั้นแบรนด์ Everpink จึงพยายามจะไม่ใช้คำว่า ‘สวย’ ถ้ามันไม่จำเป็น มู่อยากให้ทุกคนเก๋ น่าสนใจ ชิค มีเสน่ห์ อะไรแบบนี้มากกว่า เพราะคำว่าสวยเป็นอะไรที่ Subjective มากๆ แต่พอเราเปลี่ยนเป็นความเก๋หรือน่าสนใจ มันเพิ่มคุณค่าให้กับคนฟัง คือถ้ามีคนมาชมว่า คุณสวยจังเลย ฟังแล้วก็จบ แต่ถ้ามีใครมาบอกว่า คุณเป็นคนน่าสนใจมากเลย คนฟังจะรู้ว่ามัน Positive 

 

นางแบบที่เลือกมาถ่ายแบบก็น่าสนใจไม่เบา

มู่ลี่: นางแบบของแบรนด์ Everpink ไม่ใช้ดาราเลย แต่จะใช้คนทั่วไปที่เรารู้สึกว่าน่าสนใจ ซึ่งแต่ละคนมีที่มาที่ไปไม่เหมือนกัน เช่น น้องแจม จริงๆ แล้วน้องเป็นลูกสาวของ คุณกรณ์ จาติกวณิช มู่เจอเขาที่งาน Vickteerut ครั้งหนึ่ง แล้วมู่รู้สึกว่าเด็กคนนี้หน้าตาเก๋มาก เป็นเด็กสาวหน้าไทย แล้วเขามีความโดดเด่น มู่ก็เลยขอคอนแทกต์น้อง พอได้คุยกัน น้องเป็นเด็กที่น่ารักและฉลาด นางแบบคนต่อมาคือน้องนุก คนนี้เป็นนางแบบพลัสไซส์ที่ชวนมาถ่ายงานด้วย แล้วน้องก็ฟีดแบ็กกลับหาเราหลังจากถ่ายเสร็จว่า เขาขอบคุณเรามากเลย เขาบอกว่า พอเขาถ่ายแบบกับเราเสร็จ น้องเขารู้สึกมั่นใจในตัวเองมากเลย ส่วนน้องอีกคนชื่อกิ๊ฟต์ ตอนหานางแบบ มู่อยากได้ทั้งสาวไทย สาวพลัสไซส์ สาวหมวย แล้วพอดีน้องกิ๊ฟต์เป็นรุ่นน้องของเพื่อนที่เป็นลูกครึ่งเวียดนาม หน้าเขาก็จะมีโทนลูกครึ่งอยู่นิดหนึ่ง และเขาก็มีลูกแล้ว เราก็อยากให้แคสติ้งมันหลากหลาย เขาจะมาสื่อถึงตัวแทนคุณแม่ที่แม้จะมีลูกแล้วแต่ก็จะไม่หยุดสวยในแบบของตัวเองได้อยู่ 

 

 

ผลิตภัณฑ์น่าสนใจไลน์แรกของแบรนด์มีอะไรบ้าง

มู่ลี่: อย่างสกินแคร์ตัวแรกตัวเดียวของแบรนด์อย่าง Everpink Hydrating Jelly  มีส่วนผสมของ Pentavitin เป็นสารที่เก็บกักความชุ่มชื้นถึงผิวชั้นในได้ถึง 72 ชั่วโมง คือส่วนใหญ่ถ้าเวลาเราใช้ครีมเติมความชุ่มชื้น คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงกรดไฮยาลูรอนิก แต่จริงๆ มันแค่เคลือบผิวชั้นนอกเฉยๆ เวลาที่เราล้างหน้ามันจะหายไปด้วย แต่สารบำรุง Pentavitin แตกต่างตรงที่มันซึมลงไปถึงผิวชั้นใน และอยู่กับผิวนาน 72 ชั่วโมงหลังการใช้ครั้งล่าสุด เหมาะกับทาร์เก็ตของมู่ที่เป็นเด็กๆ วัยรุ่นทั่วไปที่ยังไม่มีเรื่องกังวลเกี่ยวกับริ้วรอยอะไรมากมาย การเติมน้ำเป็นการทำให้เซลล์ผิวอิ่มน้ำมากขึ้น ช่วยป้องกัน Premature Aging หรือริ้วรอยก่อนวัยได้ เนื้อเจลลี่เบาสบายๆ ใช้เป็นการเตรียมผิวก่อนลงรองพื้นได้ดีเลย  

 

นอกจากนี้ยังมีดินสอเขียนคิ้ว Everpink Browfriend Eyebrow ที่ออกแบบมา 4 เฉดสี สีน้ำตาลอ่อน สีน้ำตาลแดง สีน้ำตาลเข้ม และสีน้ำตาลเทา เพื่อให้ตอบโจทย์การเขียนคิ้วที่แมตช์ได้กับทุกสีผมของสาวเอเชีย มาพร้อมแปรงคาบูกิที่ใช้ปัดทรงคิ้วให้อยู่ทรงและได้รูป    

 

Everpink Comfy Matte ลิปสติกเนื้อเซมิแมตต์ 12 เฉดสี มู่พยายามเลือกจากความต้องการที่หลากหลายของผู้ใช้งานก่อน เพราะมู่ไม่สามารถออกลิปสติกทีเดียว 100 เฉดได้ มู่ก็ต้องศึกษาตลาดอยู่เหมือนกัน อย่าลืมว่า บางทีตลาดอาจจะได้ตอบรับทุกอย่าง ก็เลยพยายามเลือกสีเบสิกที่สุด แต่ทุกสีก็บอกเลยว่าเปิดแพนโทนจิ้มสีที่เราต้องการ และปรับมาเรื่อยๆ จนลงตัว เนื้อลิปเป็นเซมิแมตต์ เวลาทาลงไปก็จะไม่รู้สึกว่าแห้ง แต่ก็ไม่ถึงกับเป็นกลอสจนลิปติดแก้วน้ำ 

 

ส่วนครีมบลัชเนี่ยเป็นอันสุดท้าย ชื่อว่า Everpink Blush My Feelings อยากเล่าให้ฟังว่าชื่อสีแต่ละสี ทุกคนที่บ้านมีส่วนในการตั้งชื่อหมดเลย เพราะว่าที่บ้านมู่เป็นคนรักอาหารมาก ก็เลยเอาชื่อที่เกี่ยวกับอาหารมาตั้งเป็นชื่อครีมบลัช ซึ่งการตั้งชื่อนี่ก็ทำให้เราต้องเรียนรู้ตลาดอีกเหมือนกัน อย่างเช่น มู่ชอบดื่มแซงเกรียมาก ตอนแรกก็อยากตั้งชื่อสีนี้เป็น Sangria แต่ว่าตัวอย่างของ Everpink ปรากฏว่า 8 ใน 10 คน ไม่รู้ว่า แซงเกรียคืออะไร มู่ก็แบบโอเค มันคงเข้าไม่ถึงแล้ว ชื่อนี้ก็พักไว้ก่อน เพราะคงต้องใช้เวลาหน่อย ทำให้รู้ว่าการตั้งชื่อก็มีความยากและท้าทายประมาณหนึ่ง สุดท้ายก็ตั้งในคอนเซปต์ Blush My Feelings ปัดแก้มตามอารมณ์ของแต่ละวันไปเลย 5 เฉดสีในคอลเล็กชันแรกก็จะมีสีชมพู (In Love), สีแดง (Amused), สีส้ม (Trippy), สีแดงอิฐ (Naughty) สีน้ำตาล (Curious) ความเก๋อยู่ที่การใช้งานได้หลากหลายทั้งกับพวงแก้ม เปลือกตา ริมฝีปาก และส่วนอื่นๆ ที่ต้องการ เนื้อสัมผัสลื่น เกลี่ยง่ายมาก

 

อะไรคือความท้าทายของการสร้างแบรนด์

มู่ลี่: ความท้าทายคือ พอมาทำแบรนด์ Everpink ทุกอย่างเริ่มจากศูนย์ ความยากคือเราต้องทำของขายให้กับผู้บริโภค เพราะมู่ไม่เคยมีพื้นฐานด้านนี้มาก่อน แล้วเรื่อง Customer Centric ก็ต้องเรียนรู้กันใหม่ มู่คิดว่า แต่ละขั้นตอนมันมีความยากของมันอยู่ ยากคนละแบบ ทั้งเรื่องคน รสนิยม และความเข้าใจแบรนด์ที่ต้องไปด้วยกัน ทีมงานต่างๆ ทั้งฝ่ายสร้างสรรค์และฝ่ายมาร์เก็ตติ้งที่มาจากตลาดแมสอย่างแท้จริง เขามีประสบการณ์มากกว่าเรามาช่วย เพราะบอกตรงๆ ว่าสายบิวตี้มู่ไม่เคยทำมาก่อน มู่ก็ไม่ได้แบบดันทุรังว่านี่แบรนด์ฉัน ฉันจะทำยังไงก็ได้ เราก็ต้องเรียนรู้ทุกวันเหมือนกัน

 

Everpink

 

คาดหวังอย่างไรกับแบรนด์แรกในชีวิต

มู่ลี่: มู่คลุกคลีอยู่กับแบรนด์นี้มาปีครึ่งแล้วค่ะ ต้องเจอกับความไม่แน่นอนในทุกๆ วัน ความยากคือ แบรนด์นี้ยังไม่เคยผลิตขายมาก่อน มันต่างกันนะ กับสมมติว่ามู่มีแบรนด์บิวตี้อยู่แล้ว แล้วต้องการออกคอลเล็กชันใหม่เพิ่ม หรือจะเปลี่ยนกลยุทธ์ในการทำ Communication เพิ่ม เราวัดผลได้เลย ยิ่งถ้าในโลกออนไลน์ อาทิตย์เดียวเราก็รู้แล้ว แต่พอแบรนด์นี้เป็นแบรนด์ที่ยังไม่เคยออก กลยุทธ์ที่วางไว้ยังไม่เคยถูกทำไป ดังนั้นเราต้องนั่งอยู่กับตารางคาดการณ์ที่ยังไม่รู้ว่าจะเวิร์กหรือไม่เวิร์ก เป็นอะไรที่เราไม่รู้เลย แต่ในใจมู่อยากให้ Everpink เป็นเหมือนคอมมูนิตี้ แต่ไม่ได้อยากให้เป็นแค่แบรนด์ที่มีคนมาซื้อเครื่องสำอางแล้วกลับบ้านไปทา ไปใช้ แล้วก็ลืมแล้ว มู่อยากให้แบรนด์นี้เป็นเหมือนที่ที่พอมู่ออกผลิตภัณฑ์อะไรมา ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการพัฒนามันไปด้วยกัน และอยากเห็นการตั้งหน้าตั้งตารอคอย ส่วนราคาที่ตั้งไว้ก็เข้าถึงง่าย เพราะอยากให้ทุกคนไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็สามารถสร้างเสน่ห์ เติมความมั่นใจ และกล้าที่จะเป็นตัวเอง มีความสุขกับสิ่งที่เลือกให้ตัวเองอย่างสร้างสรรค์

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories