เอกนิติ รองนายกฯ และ รมว.คลัง เผย มูดี้ส์ ยก ‘ไทย’ ประเทศยืดหยุ่นสูงต่อวิกฤตเศรษฐกิจ สะท้อนความมุ่งมั่นปฏิรูปเศรษฐกิจของรัฐบาลสัมฤทธิ์ผล และมีเสถียรภาพสูง แจงยิบเหตุจำเป็นต้องกู้เงิน 4 แสนล้าน ย้ำไทยประเมินหนี้สาธารณะรัดกุมกว่าหลายประเทศ
ประเด็นสำคัญ
วันนี้ (6 พฤษภาคม) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เผยว่า ตามรายงานฉบับล่าสุดของมูดี้ส์ (Moody’s) บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ซึ่งยกให้ไทยเป็น 1 ใน 5 ประเทศที่มีความพร้อมต่อแรงกระแทก (Shock) ทางเศรษฐกิจ ได้สะท้อนให้เห็นว่า ความพยายามของรัฐบาล ในการเดินหน้าชี้แจงความมุ่งมั่นในการปฏิรูปเศรษฐกิจต่อนานาชาตินั้นสัมฤทธิ์ผล
ทั้งนี้ มูดี้ส์ได้ออกบทความเชิงวิเคราะห์ล่าสุด โดยชี้ว่า ไทยเป็น 1 ใน 5 ประเทศกลุ่มตลาดเกิดใหม่ ที่มีภูมิต้านทานในการรองรับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ประกอบด้วย ไทย อินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย และเม็กซิโก
“ผมคิดว่ามันสะท้อนถึงสิ่งที่เราพยายามทำ และตรงกับสิ่งที่ได้พยายามชี้แจงกับเค้า ตอนที่ไปที่งานประชุมธนาคารโลกที่สหรัฐอเมริกา” ดร.เอกนิติกล่าว
เล็งผลักดัน Direct PPA พลังงานสะอาด
ดร.เอกนิติเผยว่า ระหว่างการประชุม IMF-World Bank Spring Meetings 2026 ได้ทำการชี้แจงกับสถาบันจัดอันดับเครดิตใน 2 ประเด็น โดยประเด็นแรกคือ แสดงให้สถาบันจัดอันดับเห็นว่า รัฐบาลมีความมุ่งมั่นในการปฏิรูปเศรษฐกิจ ซึ่งรัฐบาลจะเน้นการลงทุน เพื่อสร้างแหล่งการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการลงทุนในพลังงานสะอาด
พร้อมกันนี้ ดร.เอกนิติ ยืนยันว่า รัฐบาลมีแผนผลักดันเปิด Direct PPA พลังงานสะอาดอีกด้วย นอกจากนี้ ยังชี้ว่า ตัวเลขการลงทุนของ บีโอไอในไตรมาส 1 เติบโตสูงถึง 18% จากการปลดล็อกการลงทุนผ่านนโยบาย BOI Fast Pass
ชี้ไทยเสถียรภาพเศรษฐกิจดี
ส่วนประเด็นที่สอง คือ เสถียรภาพของเศรษฐกิจไทย ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยในด้านต่างประเทศ ดร.เอกนิติชี้ว่า ไทยมีดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล (Current Account Surplus) และมีเงินสำรองระหว่างประเทศ ประมาณ 280,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเมื่อรวมกับฐานะล่วงหน้าสุทธิ (Net Forward) อีก 20,000 กว่าล้านเหรียญสหรัฐ ก็จะเป็น 300,000 กว่าล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนของการนำเข้าเกือบ 10 เดือน
หมายความว่า ถ้าไทยไม่มีรายได้เป็นเงินตราต่างประเทศเลย ก็ยังสามารถมีเงินซื้อสินค้าจากต่างประเทศได้นานถึงเกือบ 10 เดือน นอกจากนี้ ไทยยังมีเงินสำรองต่อหนี้ต่างประเทศระยะสั้นที่ต่ำกว่า 1 ปี ราว 2.5 เท่า ต่อให้นักลงทุนต่างชาติพร้อมใจกันเทขายหุ้นและขนเงินออกพร้อมกัน (Capital Outflow) ไทยก็ยังมีเงินจ่ายคืนได้ครบทุกคน
ส่วนเสถียรภาพในประเทศ ดร.เอกนิติชี้ว่า อัตราการว่างงานในไทยยังต่ำและไม่ถึง 1% ส่วนอัตราเงินเฟ้อจริงๆ ยังถือว่าต่ำมาก แต่ที่ปรับตัวสูงขึ้นเกือบ 2.9% สะท้อนให้เห็นว่า ผลกระทบจากวิกฤตสงคราม เริ่มลามสู่วิกฤตพลังงาน และส่งผ่านมายังต้นทุนราคาแล้ว จึงเป็นสาเหตุที่ต้องเร่งออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน
พันธบัตรไทยยืดหยุ่นสูง
ดร.เอกนิติกล่าวว่า ที่สำคัญที่สุด มูดี้ส์ มองว่า พันธบัตรรัฐบาลของประเทศไทยมีความยืดหยุ่นสูง และตลาดพันธบัตรมีความลึก โดยหนี้สาธารณะส่วนใหญ่เกือบ 99% เป็นการกู้ในประเทศ ไม่เพียงเท่านั้น อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรไทยยังอยู่ในระดับต่ำอีกด้วย โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) อายุ 2 ปี อยู่ที่ 1.2% และ อายุ 10 ปีอยู่ที่ 2.2% เท่านั้น ขณะที่รัฐบาลเน้นวินัยการคลังเป็นหลักในการดำเนินนโยบาย
ยอมกู้ดีกว่านั่งเฉยรอประเทศพัง
ดร.เอกนิติกล่าวถึงความจำเป็นในการออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดยระบุว่าเพื่อเป็นการเตรียมกระสุนไว้บรรเทาค่าใช้จ่ายของครัวเรือน และช่วยในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ซึ่งมั่นใจว่าวงเงินที่มีอยู่จะเพียงพอต่อการหยุดวิกฤตซ้อนวิกฤต พร้อมย้ำว่า เงินกู้ดังกล่าวจะไม่ได้เป็นการใช้ทีเดียว แต่สามารถใช้ได้ถึง 30 กันยายน ปี 2570
“จริงๆ เราไม่จำเป็นต้องออกมาทำนะครับ ออกมาก็โดนด่า แต่ถ้าไม่ออกมาแล้วประเทศเสียหาย ผมรับไม่ได้” ดร.เอกนิติกล่าว
ทั้งนี้ ดร.เอกนิติ กล่าวต่อว่า ถ้ารัฐบาลไม่ทำอะไรเลย จะเกิดวิกฤตซ้อนวิกฤตเป็นระลอก เริ่มจากวิกฤตสงคราม มาสู่วิกฤตพลังงาน และไปสู่วิกฤตต้นทุนราคา สะท้อนผ่านตัวเลขเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นเกือบ 2.9% ซึ่งจะกระทบค่าครองชีพของผู้บริโภค ธุรกิจจะมีกำไรลดลง หรืออาจขาดทุนจนนำไปสู่การเลิกจ้าง รัฐบาลไม่อาจปล่อยให้เกิดสถานการณ์เช่นนั้นได้
สุดท้ายแล้ว หากรัฐบาลปล่อยไว้ การเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือ GDP ก็จะหดตัวลง สัดส่วนหนี้สาธารณะก็จะสูงขึ้น แม้ตัวหนี้จะยังมีอยู่เท่าเดิม เนื่องจากฐาน GDP หดลง
อย่างไรก็ตาม ดร.เอกนิติย้ำว่า สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือไม่ได้กังวลเกี่ยวกับหนี้สาธารณะต่อ GDP ของไทย เนื่องจากประเทศส่วนใหญ่มีหนี้สาธารณะต่อ GDP ที่ 90% แต่ของไทยอยู่ที่ราว 66% และมีเพดานที่ 70%
ชี้ไทยประเมินหนี้สาธารณะรัดกุมกว่าหลายประเทศ
ที่สำคัญกว่านั้น ดร.เอกนิติ ชี้แจงว่า การประเมินตัวเลขหนี้สาธารณะของไทยนั้นมีความเข้มงวดและรัดกุมกว่าที่ต่างประเทศ โดยปกตินักวิเคราะห์ต่างประเทศจะนับเฉพาะ ‘หนี้ของรัฐบาลส่วนกลาง’ (Direct Government Debt) เท่านั้น แต่สำหรับประเทศไทย ซึ่งได้บทเรียนมาตั้งแต่วิกฤตปี 2540 เลือกรวม ‘หนี้ของรัฐวิสาหกิจ’ เข้าไปในสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีด้วย
ซึ่งในประเด็นนี้ ดร.เอกนิติ ได้หยิบยกมุมมองของ ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานกรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ขึ้นมาอธิบายว่า หนี้ของรัฐวิสาหกิจบางแห่งจริงๆ แล้วไม่จำเป็นต้องนับรวมเป็นหนี้สาธารณะก็ได้ เพราะมีสินทรัพย์ (Asset) หนุนหลังอยู่ เช่น ปตท. หรือ AOT แต่รัฐบาลก็เลือกที่จะนับรวมเข้าไปด้วยเพื่อความเข้มงวด (Strict) ในวินัยการคลัง รวมถึงพยายามนำภาระที่มองไม่เห็นหรือภาระผูกพัน (Contingent Liability) เข้ามาควบคุมและประเมินความคุ้มค่าอย่างเข้มงวดภายใต้มาตรา 28 ด้วย
คนละครึ่งอยู่ระหว่างออกแบบ เพราะต้องแบ่งเงินไปเยียวยาภาคขนส่งด้วย
ดร.เอกนิติ ชี้แจงถึงความคืบหน้าของโครงการช่วยเหลือประชาชนว่า ขณะนี้รายละเอียดของโครงการต่างๆ เช่น โครงการไทยช่วยไทย คนละครึ่ง และการเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐยังอยู่ในระหว่างการจัดทำรายละเอียดโดยทีมงาน โดยกระบวนการหลังจากนี้ จะต้องนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของ คณะกรรมการกลั่นกรองนโยบายการใช้เงินกู้ ซึ่งมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน
ทั้งนี้ ดร.เอกนิติ เน้นย้ำว่าขออย่าเพิ่งนำเรื่องรายละเอียดโครงการไทยช่วยไทย พลัสไปปะปนกับวงเงิน พ.ร.ก. กู้เงินทั้งหมด เพราะมาตรการช่วยเหลือจากเงินกู้ก้อนนี้จะมีความครอบคลุมเพื่อดูแลกลุ่มเปราะบางและเยียวยากลุ่มอื่นๆ ด้วย เช่น กลุ่มธุรกิจภาคขนส่ง ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญที่มีผลต่อค่าครองชีพของประชาชนโดยตรง
แม้ที่ผ่านมารัฐบาลจะเคยออกมาตรการช่วยเหลือภาคขนส่งไปแล้วเมื่อวันที่ 11 เมษายนที่ผ่านมา แต่มาตรการดังกล่าวจะสิ้นสุดลงในช่วงสิ้นเดือนพฤษภาคมนี้ ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องเตรียมกระสุนหรือมาตรการมารองรับ เพื่อลดผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการสกัดกั้นไม่ให้ต้นทุนค่าขนส่งที่สูงขึ้นถูกส่งผ่านไปยังราคาสินค้าหรืออาหารจนทำให้ของแพงขึ้นทั้งระบบ ซึ่งจะยิ่งเป็นการซ้ำเติมวิกฤตปากท้องของประชาชน

