วันนี้ (6 กรกฎาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงการแถลงร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ต่อที่ประชุมวุฒิสภาว่า การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณสามารถช่วยพยุงเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่ง แต่ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤต จึงจำเป็นต้องโอนงบประมาณจากโครงการที่ยังไม่ได้ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อนำมาใช้เป็นงบประมาณสำหรับประคองเศรษฐกิจและบรรเทาผลกระทบจากวิกฤต
พร้อมย้ำว่า การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ซึ่งขณะนี้อยู่ในชั้นกรรมาธิการ มีเป้าหมายให้เป็นงบประมาณที่โปร่งใส เปิดเผย ตรวจสอบได้ ไม่หมกเม็ด และยึดหลักวินัยการเงินการคลัง โดยมีการถ่ายทอดสดการประชุมของคณะกรรมาธิการทุกครั้ง ถือเป็นการยกระดับความโปร่งใสของกระบวนการงบประมาณ
นอกจากนี้ รัฐบาลยังต้องเร่งการลงทุน โดยเฉพาะการดึงการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาสนับสนุนการลงทุนในประเทศ รวมถึงผลักดันโครงการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) เพื่อให้ปีนี้เป็นปีแห่งการลงทุน
เอกนิติ กล่าวว่า วันนี้รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการใน 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่ การประคองเศรษฐกิจในระยะสั้น การเร่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และการปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อส่งเสริมการลงทุน
เมื่อถามถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ในวันที่ 9 กรกฎาคมนี้ เอกนิติ กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวขึ้นอยู่กับดุลพินิจของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ สิ่งที่รัฐบาลทำได้ในขณะนี้ คือการชี้แจงข้อมูลอย่างครบถ้วนและถูกต้อง เพื่อให้เห็นถึงความจำเป็นของมาตรการดังกล่าว เนื่องจากประเทศไทยยังพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเป็นจำนวนมาก และรัฐบาลจำเป็นต้องดูแลประชาชน รวมทั้งรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ
เอกนิติ กล่าวว่า ตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดที่ขาดดุล ส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากการนำเข้าน้ำมันในราคาที่สูงขึ้น ขณะที่สถานการณ์ความขัดแย้งในต่างประเทศยังไม่มีความชัดเจนว่าจะยุติเมื่อใด อีกทั้งโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของโลกได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะโรงกลั่นน้ำมันหลายแห่ง ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลก โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลและเบนซิน ยังคงอยู่ในระดับสูง
เมื่อถามว่า หากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไม่เป็นไปตามที่รัฐบาลคาดหวัง ได้เตรียมแผนรองรับไว้หรือไม่ เอกนิติ กล่าวว่า รัฐบาลจะใช้ทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการดึงภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุน เพราะการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคเอกชน จึงได้ทำงานร่วมกับคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ซึ่งหากมีงบประมาณเข้ามาสนับสนุน ก็จะช่วยให้การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
“ประเทศไทยรอการเปลี่ยนผ่านไม่ได้ หากยังชะลอ เศรษฐกิจไทยก็จะยิ่งอ่อนแอ และหากราคาน้ำมันโลกยังอยู่ในระดับสูง ประเทศก็ยังต้องนำเข้าน้ำมันต่อไป ส่งผลให้โครงสร้างเศรษฐกิจไทยมีความเปราะบางมากขึ้น” เอกนิติ กล่าว
เมื่อถามถึงความคืบหน้าโครงการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานว่าได้เสนอเข้าสู่คณะกรรมการกลั่นกรองของกระทรวงการคลังแล้วหรือไม่ เอกนิติ กล่าวว่า ได้มีการหารือกันแล้ว โดยเฉพาะโครงการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ หรือโซลาร์เซลล์ ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพด้านพลังงานแสงอาทิตย์สูง รวมถึงการส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือกในภาคยานยนต์ ทั้งไบโอดีเซล พลังงานชีวมวล และพลังงานชีวภาพ ซึ่งนอกจากช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันแล้ว ยังช่วยสร้างรายได้ให้กับภาคเกษตรกรรมอีกด้วย
เอกนิติ ยืนยันว่า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท มีความจำเป็นต่อการประคองเศรษฐกิจท่ามกลางภาวะวิกฤต โดยเห็นได้จากโครงการไทยช่วยไทยพลัสที่ดำเนินการไปก่อนหน้านี้ ซึ่งมีการเบิกจ่ายแล้วกว่า 50,000 ล้านบาท ขณะที่งบประมาณสำหรับโครงการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานก็มีความจำเป็นเช่นกัน เพื่อลดการนำเข้าน้ำมันของประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล


