×

สัมภาษณ์พิเศษ ‘เอกนิติ’ ตอบคำต่อคำ งานประชุม IMF-World Bank โอกาสใหม่ ‘ดึงลงทุน-สร้างงาน-เพิ่มรายได้’ ให้คนไทย

01.10.2026
  • LOADING...
ภาพ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ พร้อมโลโก้ IMF-World Bank 2026 และข้อความเกี่ยวกับโอกาสดึงลงทุนสร้างงาน

ประเทศไทยกำลังจะเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings) อีกครั้งในรอบ 35 ปี

 

งานดังกล่าวเปรียบได้กับงานมหกรรมโอลิมปิกในภาคการเงิน โดยเป็นการรวมตัวผู้บริหารนโยบายด้านเศรษฐศาสตร์ระดับประเทศ ทั้งในภาคการคลังและการเงิน ตลอดจนนักเศรษฐศาสตร์ นักลงทุนและนักธุรกิจชั้นนำกว่า 15,000 คน จาก 190 กว่าประเทศ เพื่อมาแลกเปลี่ยนมุมมองทางเศรษฐกิจในระดับโลก

 

นอกจากความยิ่งใหญ่ของหัวข้อการประชุมและผู้เข้าร่วมการประชุมแล้ว คำถามที่สำคัญกว่าคือ การที่ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพเวทีเศรษฐกิจระดับโลกครั้งนี้ มีความสำคัญอย่างไรกับประเทศไทย และมีคุณค่าอย่างไรต่อคนไทยบ้าง?

 

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD ผ่านรายการ The Secret Sauce ว่าท้ายที่สุดแล้ว คนไทยจะได้อะไรจากงานประชุมที่จะเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคมนี้

 

คำถาม: คนไทยจะได้อะไรจากงาน IMF-World Bank Annual Meetings ครั้งนี้?

 

ดร.เอกนิติ : หนึ่งในสิ่งที่คนไทยจะได้คือ คนไทยจะได้แสดงศักยภาพของประเทศให้นักลงทุนที่มาจากทั่วโลกเห็นว่า ประเทศไทยมีความยืดหยุ่นอย่างมาก ในการปรับตัวเพื่อรับมือกับวิกฤตหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาโลกแบ่งขั้ว หรือความท้าทายทางเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วหลังการมาถึงของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมที่มีความผันผวน ตลอดจนการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย

 

โดยงาน Annual Meeting จะเป็นเวทีสำคัญที่ช่วยให้แสงสปอตไลต์ (Spotlight) ฉายมายังประเทศไทยมากขึ้น และจะเป็นโอกาสสำคัญในการดึงดูดการลงทุนจากนานาประเทศ และเป็น ‘สปริงบอร์ด’ ที่ช่วยต่อยอดศักยภาพของไทย ต่อยอดการสร้างงานใหม่ๆ ทักษะใหม่ๆ ให้กับคนไทย

 

คำถาม: แผนการโชว์ศักยภาพเพื่อดึงดูดการลงทุนมีแนวทางเป็นอย่างไร?

 

ดร.เอกนิติ: ใช้ประโยชน์จากการมีฐานะเป็นประเทศเจ้าภาพ (Host Country) ของไทย ในการเสนอนโยบาย และเสนอหัวข้อการสนทนาบนเวทีต่างๆ ซึ่งสังเกตได้ชัดเจนจากธีมงาน ซึ่งมีชื่อว่า “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” (ขอบฟ้าใหม่ประเทศไทย: เพิ่มศักยภาพประชาชน สร้างความพร้อมรับมือต่อการเปลี่ยนแปลง)

 

ขอบฟ้าใหม่ (New Horizon) ภายใต้หัวข้องาน หมายถึงการเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจโลกที่แบ่งขั้วมากขึ้น จากเดิมที่เคยมีการเปิดเสรีการค้าอย่างแพร่หลาย แต่ปัจจุบันกลับมีการกีดกันทางการค้าอย่างรุนแรง

 

ขณะที่การเพิ่มศักยภาพประชาชน (Empowering People) หมายถึงการสร้างโอกาส การนำ AI มาต่อยอดให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ส่วนสุดท้าย การสร้างความพร้อมรับมือต่อการเปลี่ยนแปลง (Building Resilience) คือการโชว์ศักยภาพในการปรับตัวของประเทศไทย มีความยืดหยุ่น และมีภูมิต้านทานต่อความเสี่ยงต่างๆ

 

มิติทั้ง 3 นี้จะเป็นมุมคิดสำคัญให้ผู้นำเศรษฐกิจจากประเทศต่างๆ รวมถึงบรรดาผู้บริหารจากธุรกิจชั้นนำได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน

 

คำถาม: หลังงานประชุมสิ้นสุดลงไป คาดหวังให้เกิดอะไรขึ้นต่อจากนั้น?

 

ดร.เอกนิติ: คาดหวังมากที่สุดคือ มีการลงทุนไหลเข้ามาในประเทศ ซึ่งงาน IMF-World Bank Annual Meetings จะช่วยให้เม็ดเงินต่างๆ ไหลเข้ามาลงทุนในไทยเพิ่มขึ้นอีกมาก และยังคาดหวังว่าแรงงานไทยจะมีทักษะใหม่ๆ ในอนาคต คนไทยนอกจากใช้ AI เป็นแล้ว ยังต้องสร้างแบบจำลองได้ มีการลงทุนในด้านชิป ซึ่งเป็นสมองกลสำหรับ AI เกิดขึ้นในประเทศ

 

ดร.เอกนิติเชื่อว่า ไทยจะเป็นศูนย์กลางการลงทุนของภูมิภาค (Regional Hub) ได้ หากเกิดขึ้นจริง การจ้างงานใหม่ๆ จะช่วยให้กำลังซื้อของประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างมาก

 

งาน IMF-World Bank Annual Meetings จึงเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างรายได้ให้ประเทศ ไม่เพียงเฉพาะนักธุรกิจในระดับบนเท่านั้น แต่ยังต้องต่อยอดมายังคนไทยทุกคน ในงานนี้จึงมีการพาเยาวชนไทยและ SME ไทยเข้าร่วมเพื่อแสดงศักยภาพอีกด้วย

 

คำถาม: จุดแข็งของไทย หากต่างชาติต้องตัดสินใจลงทุนคืออะไร?

 

ดร.เอกนิติ: ไทยในฐานะที่ภูมิศาสตร์ตั้งอยู่ตรงใจกลางอาเซียน จะทำหน้าที่เป็น ‘Trusted Connector’ คอยเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระหว่างชาติอาเซียน

 

ยกตัวอย่างเช่น ชิป AI ที่มีการผลิตขึ้นในไทย เพราะเป็นประเทศที่มีความเชี่ยวชาญด้านระบบกำลัง (Power) หรือเซนเซอร์ (Sensor) แต่ในด้านการประกอบวัตถุดิบเหล่านั้นให้กลายเป็นสมาร์ทวอทช์ (Smartwatch) จะเกิดขึ้นที่ประเทศเวียดนาม

 

ความเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานดังกล่าวจะช่วยให้การเติบโตเกิดขึ้นตลอดทั่วภูมิภาค โดยหัวข้อดังกล่าวจะถูกไปหารือต่อในการประชุมชาติอาเซียนปี 2570 ซึ่งมีสิงคโปร์เป็นเจ้าภาพ

 

เนื่องด้วยไทยกับอาเซียนมีข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างกัน หากมองเฉพาะกำลังซื้อของไทย 60 ล้านคนเพียงอย่างเดียว อาจดูมีเสน่ห์ไม่พอในการดึงดูดการลงทุน แต่ถ้าเป็นกำลังซื้อทั้งอาเซียน จะเป็นจุดแข็งที่มีประโยชน์อย่างมาก

 

คำถาม: แล้วชาติอาเซียนประเทศอื่นๆ เขาเห็นด้วยกับเราไหม

 

ดร.เอกนิติ: ในวันนี้ ประเทศไทยมีจุดเด่นเรื่องหนึ่งคือเสถียรภาพ ทั้งเสถียรภาพทางการเมือง และเสถียรภาพทางการเงินการคลังที่ดีขึ้น สะท้อนจากการปรับเพิ่มมุมมอง (Outlook) เศรษฐกิจไทยของสถาบันจัดอันดับ (Rating Agency) จาก ‘ติดลบ’ เป็น ‘มีเสถียรภาพ’

 

ขณะที่ประเทศอื่นในอาเซียน รวมถึงหลายๆ ประเทศทั่วโลก อาจเผชิญปัญหาขาดเสถียรภาพ ตรงนี้เองเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติเลือกย้ายเงินมาลงทุนในประเทศไทย ตลาดหุ้นที่ขึ้นจาก 1,300 จุดเป็น 1,600 จุดก็สะท้อนจากตรงนี้

 

ถ้าไทยสามารถสร้างความเชื่อมั่นได้อีกจากงานประชุม IMF-World Bank เงินที่เข้ามาจะมากพอให้คนไทยมีรายได้ดีขึ้น

 

คำถาม: ดึงลงทุนได้แล้ว ทั้ง EV, Data Center แต่ประโยชน์จริงตกถึงคนไทยแค่ไหน?

 

ดร.เอกนิติ: ในฐานะประธานกรรมการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้กำหนดเงื่อนไขให้การลงทุนในอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย จะต้องมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ห่วงโซ่อุปทานไทย และสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการใช้วัตถุดิบในประเทศ (Local Content)

 

นอกจากนี้ ยังมีโครงการ ‘Skill Bridge’ ที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างบริษัทที่มาลงทุน ให้มาถ่ายทอดทักษะให้คนไทย ช่วยให้มีรายได้สูงขึ้น ซึ่งตัวชี้วัดความสำเร็จ (KPI) ในอดีตไม่เคยลงรายละเอียดเท่านี้

 

คำถาม: ทำอย่างไรให้บริษัทต่างชาติ เปิดใจยอมจ้างคนไทย

 

ดร.เอกนิติ: ต้องทำให้ไทย เป็นประเทศที่หน้าตาดีพอจนใครๆ ก็อยากมาลงทุนเสียก่อน ผ่านการเตรียมโครงสร้างพื้นฐานให้พร้อมทั้ง 3 ประการ โดยประการแรกคือ เสถียรภาพทางการเมือง ประการที่สองคือ เสถียรภาพทางการคลัง และนโยบายเศรษฐกิจที่ชัดเจน ผ่านการเน้นการลงทุนเป็นตัวนำการเติบโต (Investment-Led Growth) ส่วนประการที่สาม คือ โครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณูปโภค ทั้งน้ำ ไฟ ถนนหนทาง

 

โดยเฉพาะเรื่องของพลังงาน แม้ไทยจะมีไฟที่เสถียรในระดับสูง เมื่อเทียบกับหลายประเทศในอาเซียนที่ยังมีไฟฟ้าตกอยู่ อย่างไรก็ตาม โลกยุคใหม่ต้องการพลังงานสะอาดมากขึ้น การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาด (Clean Energy) หรือพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก

 

ไม่เพียงเท่านั้น โครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ก็สำคัญไม่แพ้กัน คณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ (บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์) จึงได้เห็นชอบ ‘ยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ’ ไปเมื่อไม่นานมานี้

 

คำถาม: เงินกู้ 200,000 ล้านบาท เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานมีเงินทอนรั่วไหลหรือไม่ จะใช้ทำอะไรบ้าง

 

ดร.เอกนิติ: ตั้งใจว่า โครงการโซลาร์ภาคประชาชน จะใช้ระบบ Digital Finance จ่ายเงินไปที่ผู้รับเงินโดยตรงเหมือนการส่งเงินในโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ซึ่งจะช่วยป้องกันการรั่วไหลได้

 

คำถาม: Data Center ตอนนี้มันไปถึงไหนแล้ว

 

ดร.เอกนิติ: ความกังวลที่มีต่อ Data Center กำลังเกิดขึ้นไปทั่วโลกเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะ AI เองก็เป็นของใหม่ที่เพิ่งโผล่เข้ามาในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมานี้เอง กฎกติกาหลายอย่างเกี่ยวกับ Data Center จึงยังไม่มีความชัดเจน

 

บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์ จึงพยายามรวบรวมกฎกติกาให้มีการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยกำหนดไว้ว่า Data Center ต้องจ่ายค่าไฟแพงกว่าคนทั่วไป เพื่อไม่ให้เกิดการแย่งใช้ทรัพยากร และการยื่นขอลงทุน Data Center ต่อจากนี้ไป จะดำเนินผ่านการประมูลแบบเปิด (Open Bidding) โดยเสนอว่าจะสร้างคุณค่าและผลประโยชน์ให้กับเมืองไทยอย่างไรบ้าง

 

ยกตัวอย่างเช่น เข้ามาฝึกอบรมให้กับคนไทยและ SME ไทย หรือให้ส่วนลดค่า Token โดยทั้งหมดจะมีความชัดเจนในปีนี้

 

คำถาม: พอ AI เข้ามา คนไทยจะมีงานดีขึ้น หรือถูก AI แทนที่กันแน่

 

ดร.เอกนิติ: AI จะเป็นประโยชน์สำหรับประเทศไทย เพราะไทยเป็นประเทศที่มีอัตราการเกิดต่ำ AI จะเป็นตัวช่วยเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ให้คนไทยเก่งขึ้น

 

คำถาม: เป้าหมาย GDP โตในระดับ 3% Plus ในอีก 3-4 ปี จะทำให้เกิดขึ้นจริงอย่างไร

 

ดร.เอกนิติ: อย่างแรกคือ เน้นการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ๆ เปรียบกับรถไฟพลังงานไอน้ำคันเก่า ที่เปลี่ยนผ่านสู่รถไฟความเร็วสูง (High Speed) ทั้ง AI และเซมิคอนดักเตอร์ ประเทศไทยจะไปตรงนั้น

 

นอกจากเปลี่ยนขบวนรถแล้ว จะต้องเปิดประตูให้กว้างที่สุดเพื่อดึงคนไทยขึ้นขบวนไปด้วยกัน บริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนจะต้องถ่ายทอดทักษะ ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้คนไทยด้วย

 

เรื่องนี้ผมไม่ได้ทำคนเดียว จึงร่วมมือกับ กรรมการร่วมภาครัฐเอกชน (กรอ.) ซึ่งเลือกอุตสาหกรรมมาแล้ว 7 sector ที่เป็นจุดแข็งของไทย ดังนี้

 

  • Smart Agriculture
  • Food Processing
  • Smart Electronics
  • Future Mobility
  • Wellness & Medical
  • Tourism
  • Creative Economy

 

โดยทีมกรอ. จะมีเอกชนเป็นกองหน้า เดินหน้าลงทุนจ้างงาน และภาครัฐเป็นกองกลางคอยมอบสิทธิประโยชน์ทางการลงทุน ซึ่งมีเสถียรภาพเศรษฐกิจเป็นกองหลังช่วยขับเคลื่อนองคาพยพต่างๆ

 

คำถาม: อะไรคือความท้าทายที่ทำให้ทีม กรอ. อาจไปไม่ถึงแชมป์

 

ดร.เอกนิติ: สิ่งที่บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือมีความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยในตอนนี้คือ เรามีเสถียรภาพทางการเมืองดีขึ้น มีนโยบายเศรษฐกิจที่ชัดเจน โดยผมวางยุทธศาสตร์ Stabilize Today สร้างเสถียรภาพวันนี้, Transition Now เปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดทันที, Invest for Tomorrow ลงทุนเพื่ออนาคต

 

ที่สำคัญที่สุด ภาครัฐไม่ได้ลงมือฝ่ายเดียว แต่มีเอกชนมาร่วมด้วย เพราะงั้น แม้รัฐบาลจะเปลี่ยนแปลงไป แต่ภาคเอกชนยังคงอยู่เพื่อขับเคลื่อนต่อ

 

คำถาม: อะไรจะเป็นอุปสรรคให้กองหน้ากับกองกลาง ภาครัฐและเอกชนทำงานร่วมกันได้ยากขึ้น

 

ดร.เอกนิติ: ความเสี่ยงคือเรื่องการเมือง ผมพยายามให้ความเป็นสถาบันอยู่ที่ภาคประชาชน เลยให้เอกชนเป็นกองหน้า ต่อให้รัฐบาลจะอยู่หรือไม่ ประเทศไทยต้องได้ไปต่อ วันนี้จึงต้องการวางรากฐานให้ประเทศไทยขับเคลื่อนไปได้จริง

 

คำถาม: คาดหวังอะไรมากสุดหลังจบงาน

 

ดร.เอกนิติ: ประการแรกคือ ได้คนมาลงทุนร่วมกับภาคเอกชนไทย เพราะเราเป็นเจ้าภาพ ผมจึงนำภาคเอกชนต่างๆ มาร่วมงาน ซึ่งในหัวข้อการประชุม จะมีเรื่องของการลงทุนปีหน้า

 

ถ้าเราไม่ได้เป็นเจ้าภาพงานนี้ เราอาจต้องไปขอพบนักลงทุนในงานประชุมต่างๆ แต่วันนี้เราเป็นเจ้าภาพ ใครๆ ก็อยากมาขอเจอเรา

 

คำถาม: ขอถามย้ำแบบคนธรรมดาทั่วไป ชีวิตเขาจะดีขึ้นอย่างไรบ้าง

 

ดร.เอกนิติ: ง่ายสุด รายได้เขาจะดีขึ้น ถ้าเราดึงเม็ดเงินการลงทุนให้เข้ามาหมุนเวียนในประเทศได้ รายได้ของประชาชนส่วนใหญ่ก็จะดีขึ้น ถ้าเราอยู่ในประเทศที่ไม่มีใครอยากมาลงทุนสิ่งนี้จะไม่เกิด

 

ของพวกนี้ต้องใช้เวลา มันไม่ได้เกิดขึ้นในวันนี้ หรือเกิดขึ้นทันทีที่เริ่มประชุม แต่อย่างน้อยๆ เม็ดเงินที่จับต้องได้ในครึ่งแรกของปี 2569 คือ 5 แสนล้านบาท

 

ทั้งหมดนี้ผมไม่ได้คิดเอง แต่ธนาคารโลกศึกษาไว้ ซึ่งระบุว่า ประเทศไทยจะมีรายได้สูงขึ้นได้ ถ้ามี อุตสาหกรรมแห่งอนาคต เมืองแห่งอนาคต และแรงงานแห่งอนาคต

 

คำถาม: ช่วยขยายความคำว่า เมืองแห่งอนาคต กับ แรงงานแห่งอนาคตให้หน่อย

 

ดร.เอกนิติ: ยกตัวอย่าง วันนี้ภาคตะวันออกเก่งเรื่องอุตสาหกรรมยานยนต์ ชัดเจนที่ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ซึ่งมีรายได้ต่อหัวสูงมาก แต่สิ่งนี้ ยังไม่เกิดขึ้นในภาคอีสาน

 

ที่โคราชเต็มไปด้วยบริษัทผลิตเซิร์ฟเวอร์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งสร้างการจ้างงานสูงมาก มีการจับมือกับเทคโนโลยีสุรนารี มหาวิทยาลัยขอนแก่น ถ้าโคราชขอนแก่นโตได้ คนในพื้นที่ก็จะมีรายได้มากขึ้น

 

คำถาม: แสดงว่าการลงทุนจะไม่ได้กระจุกแค่ใน EEC หรือ กรุงเทพฯ อย่างเดียว แต่จะขยายไปขอนแก่นและโคราชมากขึ้น ถ้าอย่างนั้น คนขอนแก่น คนอุบล อุดรจะเห็นการเปลี่ยนแปลงอะไรในปี 2 ปีข้างหน้า

 

ดร.เอกนิติ: ก่อนที่การลงทุนจะเข้ามาได้ โครงสร้างพื้นฐานจะต้องดีพอที่เขื่อนอุบลรัตน์ มีการลงทุนทำโซลาร์ลอยน้ำ (Solar Floating) พอมีไฟฟ้าพลังงานสะอาด ก็เปิดทางไปทำ Direct PPA เปิดให้ขายไฟตรงได้

 

ที่ลำพูนเองก็มีนิคมอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ชิ้นเล็กๆ การออกแบบ และอัญมณี เราก็จับกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ทำให้เกิด Ecosystem

 

ภาคใต้ที่สงขลา อาจจะจับกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์หาดใหญ่ เชื่อมโยงการผลิตชิปกับปีนัง เพราะมาเลเซียทำเซมิคอนดักเตอร์เก่ง เราไปคนเดียวไม่ได้ ต้องโตไปด้วยกัน

 

คำถาม: ทีนี้ งานแห่งอนาคต หรือ New Jobs จะมีหน้าตาเป็นอย่างไร

 

ดร.เอกนิติ: ก่อนที่คนทำงานจะมีรายได้สูงขึ้น พวกเขาจะต้องมีทักษะใหม่ ไม่อย่างนั้น นายจ้างก็ไม่อยากเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ การดึงบริษัทมาเทรนบุคลากรไทยผ่านโครงการ Skill Bridge จึงจะช่วยสร้างแรงงานทักษะสูง และทำให้รายได้แรงงานดีขึ้นได้

 

โดยปัจจุบัน โครงการ Skill Bridge มีการเทรนพนักงานไปแล้วกว่า 80,000 คน และจะมากขึ้นอีก เนื่องจากในแต่ละปีจะมีนักศึกษาจบใหม่ราว 4-5 แสนราย ซึ่งจะเกิด Ecosystem และเป็นวงจรแบบนี้ไปเรื่อยๆ

 

นอกจากนี้ จะมีการส่งเสริมให้ภาคธุรกิจขยายกิจการไปนอกประเทศมากขึ้น หากขายในไทย ก็มีลูกค้าแค่ 60 ล้านคน แต่ถ้าขายให้อาเซียน ธุรกิจก็จะมีลูกค้าสูงถึง 600 ล้านคน นับเป็นโอกาสมหาศาลของภาคธุรกิจ

 

คำถาม: ราคาพลังงานเชื้อเพลิงยังคงสูงอยู่ ขณะที่ต้นทุนการเงินก็เพิ่มขึ้น หลัง Fed ปรับขึ้นดอกเบี้ย ตรงนี้คาดว่าจะถูกหารือในงานประชุม IMF-World Bank ด้วย แต่ประเด็นเหล่านี้มีความสำคัญต่อประเทศไทยอย่างไร

 

ดร.เอกนิติ: บอนด์ยีลด์อเมริกาสูงขึ้นเป็น 5% แต่ของไทยแค่ 2% กว่า ต้นทุนการเงินของไทยที่ถูกลงเป็นเพราะเมืองไทยได้รับการเพิ่มมุมมอง (Outlook) จากสถาบันจัดอันดับ (Rating Agency) ที่เคยเป็น ‘เชิงลบ’ กลายเป็นมีมุมมอง ‘มีเสถียรภาพ’ ทำให้นักลงทุนยินดีมาลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลไทยมากขึ้น เราจึงมีต้นทุนการกู้ยืมที่ต่ำกว่าคนอื่น

 

เพราะฉะนั้น เสถียรภาพทางการคลังจึงสำคัญมาก วินัยการคลังจึงมีประโยชน์ที่ตรงนี้ ต่างชาติสนใจนำเงินมาลงทุนในประเทศก็เพราะอย่างนี้ ต้นทุนการกู้ยืมเราถูกก็เพราะอย่างนี้ และเป็นภาพเชิงบวกต่อประเทศ

 

ส่วนเรื่องราคาน้ำมัน ผมย้ำตั้งแต่การปะทะกันช่วงแรกในเดือนเมษายนว่า อย่าไปคาดหวังว่าราคาน้ำมันจะกลับมาถูกเหมือนเดิม เพราะโครงสร้างพื้นฐานที่ตะวันออกกลางถูกทำลายไปเยอะแล้ว สิ่งที่ประเทศไทยต้องทำตอนนี้คือการเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน ที่เราทำ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ก็เพื่อการนี้

 

คำถาม: อยากฝากอะไรถึงประชาชนคนไทยทุกคนบ้าง

 

ดร.เอกนิติ: เชื่อว่าหลายคนภูมิใจที่น้องเนเน่ชนะเลิศในรายการ America’s Got Talent เพราะฉะนั้นจึงอยากฝากว่า การที่ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพในการจัดโอลิมปิกทางการเงิน ก็เป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของประเทศเช่นกัน

 

เราต้องใช้เวทีนี้เป็น ‘สปริงบอร์ด’ ให้ผลประโยชน์ตกถึงคนไทยทั้งประเทศ America’s Got Talent เป็นรายการที่คนดูกันทั่วโลก เวทีการประชุม IMF-World Bank ก็เช่นเดียวกัน เราจะใช้โอกาสนี้สร้างความภาคภูมิใจให้คนในชาติ ขณะเดียวกันก็ใช้เป็นโอกาสในการต่อยอดธุรกิจ

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories