*บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาซีรีส์*

ไม่เสียแรงที่ใช้เวลาค้นคว้าข้อมูลและพัฒนาบทนานกว่า 5 ปี เพราะ ทนายปีศาจซีรีส์เรื่องใหม่ทาง Netflix ฝีมือการกำกับของ ไก่-ณฐพล บุญประกอบ ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนอย่างกว้างขวางในกลุ่มผู้ชม มันไม่ได้ทำหน้าที่แค่ให้ความบันเทิงแต่คือการเปลือยล่อนจ้อนของโครงสร้างสังคมและกฎหมายไทยเมื่อความยุติธรรมไม่ได้มีไว้เพื่อแจกจ่าย แต่มันคือสินค้าที่มีราคาค่างวดที่คนมีอำนาจเท่านั้นที่มีสิทธิ์เคาะราคาซื้อ
เรื่องราวของ เมฆ (ณัฏฐ์ กิจจริต) ทนายหนุ่มอุดมการณ์แรงกล้าที่ถูกจัดฉากในคดีฆาตกรรม จนต้องยอมก้าวเข้าสู่โลกสีเทาเพื่อพึ่งพาพลังของ จิตตรี (หญิง-รฐา โพธิ์งาม) ทนายความสาวผู้ได้ฉายาว่าทนายปีศาจ ซึ่งพาทั้งเมฆและผู้ชมเข้าไปรู้จักความยุติธรรมอันบิดเบี้ยวที่ขับเคลื่อนด้วยระบบอุปถัมภ์ ศักดินา และช่องโหว่ทางเทคนิคที่เอื้อให้คนฉลาดแต่โกงรอดตัว

สิ่งแรกที่ต้องชื่นชมคือไดนามิกที่ค่อยๆ พัฒนาเรื่องราวและตัวละครได้น่าสนใจตั้งแต่การเปิดฉากแบบไม่ประนีประนอมด้วยประเด็นอ่อนไหวอย่างคดีลักลอบค้าศพทารกเพื่อทำของขลัง การที่จิตตรีเรียกร่างทารกว่า “ซาก” คือการใช้เวลาสั้นๆ แต่ได้ผลให้เห็นคาแรกเตอร์ความเลือดเย็นของทนายปีศาจอย่างจิตตรีและตรึงผู้ชมให้ตามติดเรื่องราวได้ดี
จากนั้นก็ยกระดับความเข้มข้นขึ้นไปสู่คดีการต่อสู้ของกลุ่มคนสีเทา เช่น คดีการยิงคู่อริในเขตอภัยทานหรือวัด ซึ่งเป็นการลากเอาสถาบันหลักอย่างศาสนาและระบบข้าราชการมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างมีนัยสำคัญ จนกระทั่งมาถึงจุดพีกในคดีการล่วงละเมิดทางเพศผู้บริสุทธิ์ คดีนี้ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ขับเคลื่อนเส้นเรื่อง แต่เป็นเครื่องมือเชิงจิตวิทยาที่บีบให้เมฆต้องเลือกระหว่างอุดมการณ์กับการเอาตัวรอด ในขณะเดียวกัน มันก็ทำงานกับความคิดของผู้ชม บีบให้เราตั้งคำถามและเผลอร่วมลุ้นไปกับกลยุทธ์ที่ดาร์กขึ้นเรื่อยๆ ของตัวละคร

อีกส่วนคือความสมจริงของตัวบทกฎหมาย ซีรีส์สะท้อนภาพความจริงอันเจ็บปวดว่า กฎหมายอาจไม่ได้ศักดิ์สิทธิ์ด้วยตัวมันเอง แต่อยู่ที่ว่าใครเป็นผู้ถือครองและตีความ ในขณะที่ซีรีส์แนวกฎหมายของต่างประเทศมักเน้นการขับเคี่ยวเพื่อพิสูจน์ “ความจริงแท้” แก่ศาล แต่ในซีรีส์เรื่องนี้กลับนำเสนอในทางตรงกันข้าม มันคือกระบวนการแข่งขันกันสร้างคำโกหกให้เนียนที่สุด เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ
สิ่งนี้สะท้อนว่าความจริงอาจไม่มีความหมาย หากความถูกต้องขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้มีอำนาจตัดสิน
เมื่อระบบโครงสร้างมีความบิดเบี้ยว คนที่อยู่ในระบบก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะกลายพันธุ์ตามไปด้วย เมฆเปลี่ยนผ่านจากทนายสีขาวสู่พื้นที่สีเทา ตรรกะของเขาถูกสั่นคลอนจนเริ่มมองว่า ถ้าระบบไม่เอื้ออำนวยต่อความยุติธรรม การหาประโยชน์จากช่องโหว่ก็อาจเป็นทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่ สายตาและท่าทางของเมฆในช่วงท้ายเรื่อง สะท้อนถึงคนที่เรียนรู้วิธีการใช้เกมสกปรกเพื่อเอาชนะระบบได้อย่างน่ากลัว
ขณะที่ตัวเอกอย่างจิตตรีได้รับการออกแบบมาอย่างดีในฐานะทนายผู้แสวงหาผลประโยชน์เพื่อเติมไฟแค้นจนแทบไม่เหลือเส้นแบ่งทางศีลธรรมใดๆ เหลืออยู่ในใจเลย และยังเล่าผ่านสไตล์และภาพลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็นทรงผมหยิกฟู เครื่องประดับสีทองหนาหนัก หรือชุดลายเสือและเสื้อผ้าเฉดสีจัดๆ เหมือนหลุดมาจากยุค 90 นี่ไม่ใช่แค่รสนิยมแฟชั่น แต่คือการสร้างเกราะป้องกันตัว ใดๆ แล้วความล้นเกินเหล่านี้สะท้อนถึงสภาวะจิตใจที่เปราะบางและการพยายามปกปิดบาดแผลในอดีต

ความกล้าหาญของทนายปีศาจคือการไม่ประนีประนอมกับความรู้สึกของผู้ชม แตกต่างจากซีรีส์แนวแอนตี้ฮีโร่ของฝั่งเกาหลีที่ท้ายที่สุดมักจะคลี่คลายให้ตัวเอกคืนความเป็นธรรมให้แก่เหยื่อ แต่เรื่องนี้เลือกที่จะเสนอความจริงอันโหดร้ายว่าทุกการกระทำที่บิดเบี้ยวมีราคาที่ต้องจ่ายเสมอ ความมืดหม่นค่อยๆ กินพื้นที่ในใจของตัวละคร จนวันหนึ่งก็อาจกลายเป็นสิ่งตนเองเคยเกลียดชังโดยไม่รู้ตัว
ถ้าซีซันสองเกิดขึ้นได้จริงก็คาดว่าเนื้อหาจะขยับจากการแก้แค้นส่วนบุคคลไปสู่การปะทะกับโครงสร้างอำนาจระดับนโยบายและกลุ่มทุน และมีไฮไลต์ที่การเปลี่ยนบทบาทของ เมฆ ที่อาจกลายเป็นปีศาจตนใหม่ ซึ่งทนายปีศาจไม่ใช่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่ผลิตขึ้นได้ซ้ำๆ จากระบบที่บิดเบี้ยว
สรุปแล้วทนายปีศาจ คือกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนภาพสังคมในยุคที่ศีลธรรมกลายเป็นเรื่องเปราะบาง เป็นงานระดับคุณภาพที่ยกระดับมาตรฐานซีรีส์ไทยให้ก้าวไปอีกขั้น แม้จะมีบางจุดที่เนือยไปบ้าง แต่ประเด็นที่ทิ้งไว้ให้คิดต่อนั้น ถือว่าคุ้มค่าและคู่ควรแก่การนำมาขบคิดต่ออย่างยิ่ง

ภาพ: Netflix

